หลังเลิกเรียน
เวลา 15:30 น.
เสียงออดของชั่วโมงเรียนสุดท้ายดังก้องไปทั่วอาคารเรียนและทันทีที่เสียงเงียบลง หัวหน้าห้องก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะพูดขึ้นเสียงดัง
“นักเรียนทั้งหมด ทำความเคารพ!”
เก้าอี้หลายตัวถูกเลื่อนออกพร้อมกันเสียงขูดกับพื้นดังระงมไปทั่วห้อง นักเรียนทั้งห้องลุกขึ้น แล้วพูดพร้อมกัน
“ขอบคุณครับ/ค่ะ คุณครู”
ครูผู้สอนพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะเก็บเอกสารบนโต๊ะแล้วเดินออกจากห้องไป
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง บรรยากาศเงียบๆเมื่อครู่ก็เปลี่ยนไปทันทีเสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับนักเรียนหลายคนรีบเก็บของใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็วบางคนแทบจะวิ่งออกจากห้อง เพราะวันนี้คือวันศุกร์
และสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่นั่นหมายถึงการได้กลับบ้านไปพักผ่อนใน่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่สำหรับริว มันไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้นเพราะกิจวัตรประจําวันของเขาก็มีแค่ การอ่านข่าวเก่าๆเกี่ยวกับเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้นตามเว็บไซต์เผื่อว่าจะอ่านเจอเบาะแสเพิ่มเติม หรือไม่ก็ทำอะไรกินเองที่ห้องแล้วก็นอน ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเงียบๆไม่ได้มีอะไรพิเศษ
ริวค่อยๆเก็บสมุดลงกระเป๋า จากนั้นสะพายกระเป่าขึ้นบ่าแล้วขึ้นเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆเดินออกไปยังทางเดินหน้าชั้นเรียน แล้วเดินลงบันไดมาจนถึงชั้นล่าง
แสงแดดยามบ่ายคล้อยส่องเฉียงลอดระหว่างอาคารสายลมยามเย็นพัดผ่าน อากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อย ตามเส้นทางสายหลักมีนักเรียนเดินจำนวนมากเดินสวนทางกันไปมาพูดคุยกันสนุกสนาน และส่วนใหญ่ก็คงมุ่งหน้าไปยังประตูทางออกไม่ต่างจากเขา
ระหว่างที่กำลังจะเดินออกประตูไป สายตาของริวก็เหลือบไปยังสนามฟุตบอลที่อยู่ด้านข้าง เห็นว่าเวทีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสนามยังคงมีนักเรียนจากสภานักเรียน หลายคนช่วยกันจัดเตรียมงานอยู่ ทั้งหมดกำลังเตรียมงานสำหรับพิธีทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่ ที่จะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่จะถึงนี้
ริวหยุดเดิน แล้วยืนมองภาพนั้นอยู่เงียบๆก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากด้านหลัง
“ใกล้เสร็จแล้วล่ะ”
ริวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมอง “พี่เบนซ์…” เขาพูดเสียงเบา
เบนซ์ยืนอยู่ด้านหลังเขาพร้อมรอยยิ้มสบายๆ ตามแบบฉบับของรุ่นพี่ที่ดูเป็กันเอง เขาเดินเข้ามายืนข้างริวแล้วมองไปยังเวทีตรงสนามเหมือนกัน
“พอถึงวันจันทร์ก็เสร็จทันพอดีแหละ”
ริวพยักหน้าเล็กน้อย “ครับ…”
เบนซ์ยกขวดน้ำขึ้นดื่มอึกหนึ่งก่อนจะยืดแขนขึ้นเหนือศีรษะ บิดตัวไปมาเหมือนกำลังคลายความเมื่อยล้า
“เสาร์อาทิตย์นี้พี่คงได้พักสักที เตรียมงานกันมาหลายวันแล้ว”จากนั้นเขาก็หันมามองริว“แล้วเอ็งล่ะ หยุดเสาร์อาทิตย์กลับบ้านทำอะไร”
ริวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “เอ่อ…ผมไม่ได้กลับบ้านครับ ผมอยู่ห้องพัก”
“ส่วนใหญ่ก็อ่านข่าว หรือไม่ก็นั่งๆนอนๆอยู่ในห้อง…ไม่มีอะไรพิเศษหรอกครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เบนซ์ก็หัวเราะเบาๆในลำคอ“หึๆ งั้นก็สบายเลยอ่ะดิ” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปตบไหล่รุ่นน้องเบาๆอย่างเป็กันเอง
ริวยิ้มบางๆ ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย “ก็…ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”เขาตอบเสียงเบา
พูดจบ ทั้งสองคนหันกลับไปมองเวทีอีกครั้งและในตอนนั้นเอง ร่างที่เบนซ์คุ้นตาก็เดินออกมาจากบริเวณเวที พร้อมกับเสียงะโดังลั่นสนาม
“ไอ้เบนซ์!!”
เบนซ์หันไปมอง แล้วะโตอบไปในทันที “อารายยย!”
ธันวายืนอยู่ตรงเวที มือเท้าเอวเหงื่อท่วมตัวและเหมือนกำลังหงุดหงิด “มึงไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น แหกตาดูดิเนี่ยเพื่อนเขาทำอะไรกันอยู่”
“มาจัดเก้าอี้!!!”
เบนซ์ทำหน้าบึ้งเล็กน้อยก่อนจะะโกลับไป “เออๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“เหอะ! บอกกันดีๆก็ได้หนิไม่เห็นต้องทำตัวเหมือนคนขาดน้ำตาลขนาดนั้น” เขาบ่นพึมพับกับตัวเองก่อนจะก็หันกลับมาหารุ่นน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ “พี่ไปก่อนนะ”
“เอ่อ ให้ผมช่วยอะไรไหมครับ”
“ไม่หรอก มันจะเสร็จแล้ว” พูดจบเขาก็รีบวิ่งกลับไปทางสนามทันที
ริวยืนอยู่ตรงนั้น มองร่างของเบนซ์ที่วิ่งห่างออกไปเรื่อยๆและไม่นานเขาก็เบนสายตาออกจากสนาม แล้วหันหลังเดินตรงไปยังประตูหน้าโรงเรียน แล้วข้ามถนนไปเขาก้าวเดินไปบนทางฟุตบาด
ระหว่างทางกลับหอพัก เสียงรถที่วิ่งผ่านเป็ระยะดังแทรกเข้ามาในความเงียบของ่บ่ายแสงแดดเริ่มอ่อนลงกว่าตอนเที่ยง บรรยากาศดูสงบกว่า่เช้าสายลมพัดผ่านจากด้านข้าง เส้นผมสีดำของริวสั่นไหวเบาๆ
ริวก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อหลบลมก่อนจะยกมือขึ้นปัดผมที่ปลิวเข้ามาบังสายตา และในจังหวะนั้นเอง…ความรู้สึกที่คุ้นเคยในวัยเด็กก็ค่อยๆผุดขึ้นมาในใจ
แดดอ่อนๆแบบนี้… คิดถึงตอนที่พ่อกับแม่พาผมไปเดินเล่นในสวนสาธารณะเลยครับ
ภาพวันเก่าๆปรากฏชัดขึ้น ในวันที่อากาศแจ่มใสแสงอาทิตย์สีเหลืองอ่อนๆส่องกระทบลงบนสนามหญ้ากว้างเงาของต้นไม้ใหญ่ที่ทอดยาวบนพื้น พร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็กชายคนนึง พ่อชอบเดินนำอยู่ข้างหน้าส่วนแม่มักจะหันกลับมายิ้มให้เขาเสมอ
ผมวิ่งเล่นไล่จับกับพ่อ และก็มี…เสียงแม่ก็ที่คอยเตือนระวังล้มอยู่เป็ครั้งคราวมันเป็่เวลาธรรมดา
แต่สำหรับผม… มันเป็่เวลาที่มีความสุขที่สุดเลย
ริมฝีปากของริวเผลอยกขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มบางๆที่แทบมองไม่เห็นก่อนที่มันจะค่อยๆเลือนหายไป
แต่ตอนนี้… ไม่มีอีกแล้ว
สายตาของเขามองไปข้างหน้าแต่ดูเหมือนไม่ได้มองอะไรจริงๆ เพียงปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับเสียงลม เวลาผ่านไปครู่หนึ่งริวก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีเข้มกลับมามีแววจริงจังเหมือนเดิม ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อ
นี่ก็ห้าวันแล้ว… ั้แ่ผมมาเรียนที่นี่ผมหาเบาะแสอะไรได้บ้าง อะไรที่พอจะชี้ตัวคนที่สั่งปิดคดีได้
แล้วมัน… มันคุ้มค่าหรือยัง กับเวลาที่เสียไป
ความคิดนั้นทำให้คิ้วของริวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาที่ดังเบาๆบนพื้นปูน
ณ หอพัก
อาคารหอพักสูงสามชั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนผนังสีขาวหม่นๆที่ผ่านแดดผ่านฝนมานานทำให้สีดูซีดลงไปบ้างหลังคาทรงจั่วสีเข้มทอดเงาลงมาบนพื้นด้านล่าง ริวเดินเข้าไปด้านในอย่างเงียบๆ เหมือนทุกวัน
ทางเดินในอาคารค่อนข้างเงียบมีเพียงเสียงพัดลมเก่าที่หมุนอยู่ตรงโถงบันได เขาเลี้ยวขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง เสียงฝีเท้ากระทบขั้นบันไดดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
เมื่อมาถึงหน้าห้องของตัวเองริวหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะไขประตู แล้วเดินเข้าไปด้านในก่อนจะเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟ แป๊ะ! แสงไฟสีขาวสว่างขึ้นทันทีทำให้มองเห็นเตียงนอนขนาดพอดีตัว โต๊ะอ่านหนังสือ ตู้เสื้อผ้าและหน้าต่างบานเล็ก ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิมเหมื่อนทุกครั้งที่เขาเข้ามา
ริววางกระเป๋าลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง จากนั้นเขาก็เดินไปที่ตู้เสื้อผ้ามือของเขาจับลูกบิด ก่อนจะเปิดมันออก ภายในตู้มีเสื้อผ้าพับเรียบร้อยอยู่ไม่กี่ชุดเขาก้มตัวลงเล็กน้อย แล้วดึงลิ้นชักด้านล่างออกมา ด้านในมีกล่องพลาสติกวางอยู่
ริวหยิบมันออกมาอย่างเบามือ เขาเปิดล่องช้าๆเผยให้เห็นว่าด้านในเต็มไปด้วยซองกระดาษสีขาว จำนวนมากถูกเก็บเรียงกันอยู่ โดยทุกซองถูกระบุว่าส่งมาจากโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์ที่เขากำลังเรียนอยู่ในตอนนี้ แต่ไม่มีชื่อผู้ส่งเหมือนกันทุกซอง
ั้แ่ผมมาอยู่ที่สถานสงเคราะห์ ซองกระดาษแบบนี้ถูกส่งมาให้ทุกๆสิ้นเดือน…
ด้านในซองก็เป็เงิน… และก็เป็เงิน เหมือนเดิมตลอด และทุกครั้งที่มันถูกส่งมาผมเก็บมันไว้ในนี้…
แต่แล้วภาพในหัวปรากฏขึ้นเป็่เวลาที่เขาไปเห็นเหตุการณ์ที่ตำรวจรับสินบนเพื่อปิดคดี แม้ว่าริวจะยังเด็กแต่เขาก็จำมันได้ดี
ริวกำกำมันแน่น ดวงตาสีเข้มจ้องมองซองจดหมายใบนั้นอย่างไม่ละสายตาพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างค่อยๆก่อตัวขึ้นในใจ ไม่ใช่ความสงสัยแต่เป็ความแค้นที่เขาพยายามกดทับไว้ ภายใต้สีหน้าปกติและมันค่อยๆเพิ่มขึ้ีละน้อยเหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ลึกๆ
ดูเผินๆเหมือนเป็ค่าเลี้ยวดู แต่ไม่ใช่!จริงๆแล้วมันถูกเพื่ออะไร ปิดปากผมหรอ เหมือนที่คุณให้สินบนกับตำรวจพวกนั้น...
ดูเหมือนว่าตอนนี้… ผมก็ได้มันเหมือนกันสินะ
ริวก้มลงมองซองกระดาษที่อยู่ในมือ ผมจะหาตัวคุณให้เจอในสัดวันและเมื่อถึงวันนั้น… ผมจะฆ่าคุณ… ด้วยสองมือของผมเอง
ั์ตาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความแค้นหม่นลงเล็กน้อยก่อนที่ความคิดสุดท้ายจะผุดขึ้นมาในใจ
ก่อนที่ผมจะเรียนจบ ทุกอย่างต้องจบลงที่นี่…
เมื่อคิดได้แบบนั้นริวก็ค่อยๆวางซองกระดาษกลับลงไปในกล่องเหมือนเดิม เขาจัดมันให้เรียบร้อยก่อนจะปิดฝากล่องแล้วเลื่อนมันกลับเข้าไปในลิ้นชัก วืด… เสียงลิ้นชักไม้ถูกเลื่อนปิด เขายืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นรูดเสื้อผ้าที่แขวนอยู่บนราวในตู้ไปกองไว้ด้านหนึ่งเผยให้เห็นลังกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆใบหนึ่งวางอยู่มุมล่างสุดของตู้ ริวก้มลงมองมันนิ่งๆก่อนที่เขาจะย่อตัวลงยกมันขึ้นมา กล่องใบนี้ไม่ได้หนักมากแต่ก็ไม่ได้เบาเสียทีเดียว
ริวอุ้มมันออกมาวางลงบนเตียงอย่างระมัดระวังแล้วนั่งลงข้างๆมือค่อยๆเปิดฝากล่อง และสิ่งที่อยู่ด้านในคือหนังสือพิมพ์จำนวนหนึ่ง แม้สภาพของกล่องด้านนอกจะดูเก่าและซีดจางเหมือนผ่านเวลามานานหลายปีแต่หนังสือพิมพ์ด้านในกลับอยู่ในสภาพดี ทุกแผ่นถูกพับเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ไม่มีรอยฉีกขาดแม้แต่นิดเดียว
เขาเอื้อมมือหยิบกองหนังสือพิมพ์ออกมาก่อนจะค่อยๆคลี่มันออกบนเตียงอย่างเบามือ เนื้อหาในหน้ากระดาษเต็มไปด้วยข่าวเหตุการณ์ไฟไหม้โรงละครที่คร่าชีวิตพ่อและแม่ของเขาไป
ผมมีเวลาอยู่ที่นี่แค่ 2 ปี….
เขาคิดในใจ สายตาของริวเลื่อนไปตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษอ่านมันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ก็ยังคงอ่านมันซ้ำอีก แม้จะรู้ว่าตำรวจได้รับสินบนให้ปิดคดีบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็เพียงอุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดพลาดในการแสดงของนักมายากลอย่างน้อย… นั่นคือสิ่งที่พวกเขาเอามาทำข่าว
แต่ในหนังสือพิมพ์บางฉบับนักข่าวบางคนยังพยายามค้นหาความจริงเพิ่มเติม ริวหยุดสายตาอยู่ที่ภาพถ่ายภาพหนึ่ง เป็ภาพหลักฐานจากที่เกิดเหตุที่นักข่าวได้พบไฟแช็ก ที่ตกอยู่บนพื้น และมี ถังน้ำมัน จำนวนหนึ่งถูกอยู่ด้านหลังโรงละครสิ่งของเ่าั้ถูกถ่ายไว้ชัดเจน และตีเป็ข่าวลงในหนังสือพิมพ์
ริวรู้ดีว่ามันไม่ใช่อุปกรณ์สำหรับการแสดงสำหรับเขาที่เห็นอุปกรณ์ของพ่อแม่มาบ้าง และเื้ัต่างๆ แม้จะมีโอกาสได้ไปดูโชว์จริงๆเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตแต่เขารู้ดีว่าอะไรเป็อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงบ้าง
ปลายนิ้วของเขาค่อยๆใช้นิ้วแตะลงบนภาพถ่ายในหน้าหนังสือพิมพ์สายตาของเขานิ่งขึ้น ถึงแม้เนื้อหาของข่าวส่วนใหญ่จะสรุปไปในทางเดียวกับคำแถลงของตำรวจว่าเหตุการณ์นั้นเป็เพียงอุบัติเหตุ อาจจะเป็เพราะคดีถูกปิดไปแล้ว และนักข่าวคงไม่อยากทำข่าวให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอีก
แม้คดีจะถูกปิดไปนานแล้ว และไม่มีใครออกมาพูดถึงมันอีกแต่ริวยังคงจดจำไม่ลืม และเชื่อว่ามันคือเบาะแสอีกอย่าง เบาะแสที่ยืนยันว่าความสงสัยของเขา
พ่อแม่ของผมไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
พวกท่านถูกใครบางคนจงใจฆ่า… แต่ทำไมล่ะครับ
ริวหลับตาลงชั่วครู่ แล้วจะลืมตาขึ้นอีกครั้งก่อนจะเอื้มอมมือไปหยิบเอาภาพถ่ายใบหนึ่งที่อยู่ใต้โต๊ะข้างหัวเตียงออกมา ั์ตาสีเข้มของเขาจ้องมองไปยังรูปภาพนั้นที่เป็ภาพถ่ายพ่อกับแม่ของริวในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่
พวกท่านทำอะไรผิด…