ในขณะที่ลี่หยางลงไปแช่ตัวในน้ำตกน้ำทิพย์โอสถลี่หงก็ทำการทบทวนความรู้ด้านการหลอมโอสถ จากความทรงจำที่ได้รับถ่ายทอดมา
เมื่อทบทวนเสร็จเรียบร้อย ลี่หงก็นำโสมคนพันปีโสมเืพันปี หญ้าโลหิตัพันปีและหญ้าโลหิตเพลิงพันปีออกมาจากมิติเก็บของ
จากนั้นจึงควานหาแผ่นหินหินที่แบนราบแล้วสลักอักขระลงบนแผ่นหินให้เป็วงอักขระขนาดเท่าจานข้าว เมื่อเสร็จแล้วลี่หงก็ส่งลมปราณเข้าไปกระตุ้นการทำงานของวงอักขระแล้วจึงจุดเปลวไฟขึ้นมาบนฝ่ามือ
แม้นี่จะเป็ครั้งแรกที่ลี่หงใช้พลังธาตุแต่เปลวไฟที่ออกมานั้นก็เป็เปลวไฟสีเขียวสดใส ที่เหมาะสำหรับการหลอมโอสถเป็อย่างมากจากนั้นก็ส่งเปลวไฟไปใจกลางวงอักขระ
ไม่นานเปลวไปสีเขียวจึงค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็เตาหลอมโอสถ ที่เกิดจากเปลวไฟขนาดเท่าวงอักขระที่สลักลงบนแผ่นหิน
การเตรียมการของลี่หงนั้นแตกต่างจากการหล่อหลอมโอสถทั่วไปมากการหลอมโอสถโดยทั่วไปย่อมมีอยู่ด้วยกันสองวิธีด้วยกัน หนึ่งคืออาศัยเตาหลอมในการช่วยหล่อหลอมโอสถสองคือใช้ลมปราณและเปลวไฟของตนหล่อหลอมโดยไม่ต้องใช้เตาหลอมแต่ทั้งสองวิธีที่กล่าวมาใช่ว่าทุกคนสามารถกระทำได้หากไม่ใช้ผู้เชี่ยวชาญย่อมไม่สามารถหล่อหลอมโอสถออกมาได้
ส่วนวิธีการของลี่หงนั้นกลับง่ายดายกว่าสองวิธีแรกมากเพียงแค่สลักอักขระลงไปบนแผ่นหินหรือแผ่นไม้ แล้วส่งพลังที่มีเฉพาะตัวลงไปกระตุ้นการทำงานของอักขระเพียงแค่นั้นการหลอมโอสถก็จะเกิดขึ้น
เนื่องจากวงอักขระนั้นมีอักขระมากมายนับร้อยตัวที่ช่วยในการสกัดกลั่นหลอมรวมและยังเพิ่มความบริสุทธิ์ให้กับโอสถที่หล่อหลอมอีกด้วย แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้วิธีนี้ได้หากไม่ใช่คนที่มีพลังรูปแบบพิเศษเฉพาะตัวย่อมไม่สามารถใช้วิธีนี้หล่อหลอมโอสถได้เช่นกัน
กลับมาปัจจุบัน เมื่อเตาหลอมอักขระคงที่แล้วลี่หงจึงนำสมุนไพรทั้งสี่ชนิดใส่ลงไป พร้อมกับน้ำทิพย์โอสถสิบหยด และเืของตนอีกหนึ่งหยดใส่ตามลงไป
เมื่อใส่ส่วนประกอบในการหลอมโอสถจนครบแล้วลี่หงจึงส่งผ่านลมปราณเข้าไปกระตุ้นอักขระอีกชุดหนึ่ง เพื่อเริ่มการหล่อหลอม
การหลอมโอสถแต่ละครั้งย่อมใช้เวลานานกว่าชั่วยามแต่วิธีการหลอมโอสถโดยการใช้อักขระของลี่หงนั้นกลับใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ทั้งยังใช้ลมปราณในการหล่อหลอมเพียงน้อยนิด
ระหว่างรอการหลอมโอสถ ลี่หงก็นำผลท้อวิเศษออกมากัดกินเพื่อฆ่าเวลาแต่มืออีกข้างยังคงส่งถ่ายลมปราณไปยังแผ่นอักขระ เพื่อไม่ให้กระบวนการหล่อหลอมหยุดชะงักเนื่องจากขาดลมปราณ
ผ่านไปหนึ่งเค่อการหลอมโอสถก็แล้วเสร็จ เห็นดังนั้นลี่หงจึงหยุดส่งลมปราณไปยังแผ่นหินก่อนจะสะบัดมือนำเม็ดยาสีแดงชาดห้าเม็ดให้มาอยู่บนมือของตน เมื่อได้เห็นเม็ดยาทั้งห้าแล้วลี่หงก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
เนื่องจากโอสถที่อยู่บนมือของตนนั้นคือโอสถเสริมกายาสีชาดโอสถที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายและช่วยเพิ่มพลังกายให้มากขึ้น การที่ได้ชื่อว่าโอสถเสริมกายาสีชาดเนื่องมาจากเม็ดยาชนิดนี้ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหนก็จะมีสีแดงชาดเท่านั้น
เดิมทีโอสถเสริมกายาสีชาดที่หลอมโดยใช้สมุนไพรระดับพันปีสามารถหลอมได้โอสถระดับนภาหรือระดับฟ้าเท่านั้น แต่โอสถเสริมกายสีชาดที่ลี่หงหลอมออกมานั้นกลับอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุดทั้งยังเป็โอสถวิเศษที่มีความบริสุทธิ์ถึงสิบส่วนอีกด้วย
หลังจากลี่หงหลอมโอสถเสร็จไม่นาน ลี่หยางก็รักษาตัวเสร็จพอดีจึงเดินมาหาน้องสาวของตน
“หงเอ๋อร์น้ำที่เ้าให้พี่ลงไปแช่ช่างวิเศษนัก าแของพี่หายเป็ปลิดทิ้งเลย”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมา
“จะไม่หายได้ยังไง ก็น้ำที่ท่านพี่แช่ไปน่ะคือน้ำทิพย์โอสถเชียวนะ”ได้ยินดังนั้นลี่หยางก็ตะลึงค้าง ร่างแกร่งแข็งทื่อด้วยความใกับความจริงที่ได้ทราบ
“หะ หะ หงเอ๋อร์ จะ จริงงั้นรึ พะพะ พี่ลงไปแช่ตัวใน นะ น้ำทิพย์งั้นหรือ”ลี่หยางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางจ้องมองมายังน้องสาวตนด้วยสายตาเบิกกว้างพลางคิดว่าอย่าให้คำพูดของน้องสาวตนเป็จริงเลย หากมีใครรู้ตนคงไม่ได้ตายดีแน่
“ใช่แล้วเ้าค่ะ น้ำที่ท่านพี่พึ่งแช่ไปคือน้ำทิพย์ทั้งยังเป็น้ำทิพย์โอสถ น้ำทิพย์ที่เหมาะสำหรับหลอมโอสถและรักษาาแเพียงแค่สิบหยดราคาก็มากกว่าพันเหรียญทองแล้วเ้าค่ะ” ได้ยินดังนั้นร่างแกร่งของรองแม่ทัพหนุ่มก็อ่อนยวบจนต้องหาที่จับเพื่อพยุงให้ตนยืนอยู่ได้ เมื่อเห็นท่าทางของพี่ชายลี่หงก็ยิ้มออกมาด้วยความขบขัน
“ท่านพี่อย่าพึ่งใเลยเ้าค่ะตอนนี้ท่านพี่จะต้องดูดซับโอสถนี่ก่อน น้องอุตส่าห์หลอมเพื่อท่านพี่โดยเฉพาะเลยนะเ้าคะ”พูดจบลี่หงก็ส่งโอสถเสริมกายให้พี่ชายทันที
เมื่อรับเม็ดยามาจากน้องสาวแล้วลี่หยางก็ทำการตรวจสอบทันทีเมื่อรับรู้ถึงความบริสุทธิ์และระดับของโอสถตรงหน้า รองแม่ทัพหนุ่มก็ต้องใอีกครั้ง
“น่ะ นี่มันเม็ดยาเสริมกายาสีชาดถะ แถมยังเป็โอสถวิเศษระดับจักรพรรดิอีกด้วย หะ หงเอ๋อร์เ้าบอกว่าเ้าหลอมเองงั้นรึ”ลี่หยางพูดขึ้นมาด้วยความไม่อยากเชื่อเพราะไม่คิดว่าน้องสาวตนจะสามารถหลอมโอสถระดับสูงแบบนี้ได้
“เ้าค่ะ ท่านพี่รีบดูดซับเถอะเ้าค่ะน้องยังมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ท่านพี่ทำ” ได้ยินดังนั้นลี่หยางก็รีบทำตามคำพูดของน้องสาวทันทีแต่ก็รู้สึกแปลกใจกับคำพูดของน้องสาวตนไม่น้อย
‘ทำไมรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆอย่างนี้นะเฮ้อ! สงสัยเราคงคิดมากไปเอง’ ลี่หยางสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระออกจากหัว หารู้ไม่ว่าอีกไม่นานตนก็จะได้รับรู้แล้วว่าการลางสังหรณ์ของตนนั้นแม่นยำขนาดไหน
หลังจากลี่หยางกลืนเม็ดยาเสริมกายาสีชาดลงไปไม่นานความเ็ปก็เริ่มแล่นสู่ร่างกายทันทีแต่ด้วยความบริสุทธิ์ของเม็ดยาเต็มสิบส่วน ทำให้ลี่หยางสามารถดูดซับลมปราณจากเม็ดยาและผสานเข้ากับร่างกายด้วยเวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นเมื่อเห็นดังนั้นลี่หงก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ
“ยินดีด้วยเ้าค่ะท่านพี่ ที่สามารถบรรลุระดับปราณฟ้าขั้นห้าแล้ว”ได้ยินดังนั้นลี่หยางก็ใไม่น้อย จึงตรวจสอบระดับของตนเอง เมื่อพบว่าในตอนนี้ตนมีพลังอยู่ในระดับปราณฟ้าขั้นห้าดั่งที่น้องสาวตนว่าจริงๆก็อ้าปากค้างด้วยความใ
จึงทำการตรวจสอบระดับของน้องสาวตนกลับพบว่าน้องสาวตนยังอยู่ในระดับปราณปฐีขั้นแรกเท่านั้น นั่นทำให้รองแม่ทัพหนุ่มงุนงงเป็อย่างมากว่าเหตุใดน้องสาวตนถึงสามารถตรวจสอบระดับพลังของตนได้ทั้งที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า
“หงเอ๋อร์เ้ารู้ระดับของพี่ได้ยังไง ไม่ใช่ว่าเ้ามีระดับที่ต่ำกว่าพี่งั้นรึ” ลี่หงไม่พูดอะไรเพียงยิ้มรับเท่านั้นก่อนจะปลดปล่อยแรงกดดันและเปิดเผยระดับพลังที่แท้จริงของตนให้พี่ชายได้รับรู้
ทันทีที่ััได้ถึงระดับพลังที่แท้จริงของน้องสาวลี่หยางก็ได้แต่อ้าปากค้าง
“ระ ระดับจักรพรรดิขั้นสาม หะ หงเอ๋อร์จะ จริงงั้นรึ คะ แค่เพียงสามเดือนเ้ากลับอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นสามแล้ว”ลี่หยางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ทั้งใแปลกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน
“ใครบอกว่าสามเดือนเ้าคะท่านพี่ ข้าใช้เวลาตั้งสามปีกว่าจะก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับนี้ได้”ได้ยินดังนั้นคิ้วหนาของรองแม่ทัพหนุ่มก็ขมวดมุ่น
“จะสามปีได้ยังไงหงเอ๋อร์เ้าพึ่งจากบ้านมาเพียงแค่สามเดือนเท่านั้น” ลี่หงส่งยิ้มไปให้พี่ชายของตน ก่อนจะหันหน้าไปมองยังผืนป่าาเบื้องล่าง
“ท่านพี่ลองมองดูรอบๆสิเ้าคะที่นี่ใช่โลกภายนอกที่เราอยู่รึไม่” เมื่อได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มจึงมองสำรวจรอบตัวเมื่อพบว่าพื้นที่ที่ตนอยู่ตอนนี้มีลมปราณที่บริสุทธิ์และหนาแน่นเป็อย่างมากทั้งยังมีบรรยากาศที่แตกต่างจากป่าหมอกหรือพื้นที่ใดๆที่ตนเคยรู้จักมากรองแม่ทัพหนุ่มจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปเอ่ยถามน้องสาวของตน
“หะ หงเอ๋อร์ ที่นี่ที่ไหนกันเหตุใดถึงได้มีลมปราณหนาแน่นเพียงนี้”
“ที่นี่คือมิติพิเศษของน้องเองเ้าค่ะตลอดเวลาท่านอาจารย์พาน้องมาฝึกฝนอยู่ในมิติแห่งนี้ โลกภายนอกอาจจะผ่านไปแค่สามเดือนแต่ภายในมิติพิเศษแห่งนี้ผ่านไปมากกว่าสามปีแล้วเ้าค่ะ” เมื่อได้ยินเื่ราวที่น่าเหลือเชื่อรองแม่ทัพหนุ่มได้แต่นั่งนิ่งจ้องมองน้องสาวของตนด้วยสายตาโง่งม
เมื่อเห็นพี่ชายตนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวลี่หงจึงพูดขึ้นอีกครั้ง เพื่อเรียกสติของพี่ชายตนกลับมา
“ท่านพี่เ้าคะ ตอนนี้ร่างกายของท่านพี่ยังไม่ค่อยแข็งแรงนักน้อง้าให้ท่านพี่ฝึกฝนและเพิ่มความแข็งแกร่งก่อนออกไป” เมื่อได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็รีบตอบตกลงทันที มีแต่คนโง่งมเท่านั้นที่จะปฏิเสธการได้บ่มเพาะพลังในสถานที่ที่วิเศษแบบนี้
“งั้นเราลงไปข้างล่างกับเถอะเ้าค่ะ”พูดจบลี่หงก็ยืนขึ้น ส่วนลี่หยางก็ทำทีว่าจะเดินลงไปยังป่าา เห็นดังนั้นลี่หงก็หัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าไม่ใช่ตรงนั้นเ้าค่ะท่านพี่” ลี่หยางเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของน้องสาวก็หยุดชะงัก
แต่ไม่ทันที่จะได้พูดอะไร ลี่หงก็เดินเข้าไปมากอดแขนพี่ชายตนแล้วทั้งสองก็หายไปจากหน้าผามาโผล่ด้านหน้ากระท่อมด้านล่างเกาะลอยฟ้า
ทางด้านลี่หยาง จู่ๆก็รู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวและภาพที่มองเห็นบิดเบี้ยวจึงเกิดอาการวิงเวียนไม่น้อยทำให้รองแม่ทัพหนุ่มต้องหลับตาขับไล่อาการดังกล่าวเมื่อลืมตาอีกครั้งกลับพบว่าตนไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้วแต่กลับมายืนอยู่ด้านหน้ากระท่อมหลังหนึ่ง
อีกทั้งรอบตัวยังไม่ใช่บนหน้าผาที่เคยยืนอยู่ไม่ใช่บนพื้นที่เต็มไปด้วยหิน ไม่ได้มองเห็นผืนป่าที่รายล้อมไปด้วยหินผา แต่ที่ที่ตนอยู่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวสดใสทั้งยังสามารถมองเห็นเกาะลอยฟ้าขนาดใหญ่ลอยอยู่ไกลๆ ที่สำคัญยังมีสัตว์อสูรกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นกันอยู่ตรงหน้าตน
ใช่แล้วสัตว์อสูรพวกนั้นกำลังวิ่งเล่นกันไม่ได้ต่อสู้กันอย่างที่ตนเคยพบเห็นแต่กลับวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานแต่เมื่อสัตว์อสูรพวกนั้นเห็นตนและน้องสาว พวกมันก็พุ่งเข้าหาพวกตนด้วยความรวดเร็ว
เมื่อเห็นสัตว์อสูรขนาดใหญ่เกือบสิบตัวกำลังมุ่งหน้ามาหาตนด้วยสัญชาตญาณรองแม่ทัพหนุ่มจึงดึงน้องสาวให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนทันที ทั้งที่น้องสาวตนในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าตนเสียอีก
“ท่านพี่ไม่ต้องห่วงหรอกเ้าค่ะพวกนี้เป็สัตว์เลี้ยงของน้องเอง” ได้ยินน้องสาวตนพูดดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ได้แต่ยืนนิ่ง แม้จะยังแปลกใจในคำพูดของน้องสาวตนแต่ก็ยอมเชื่อในสิ่งที่น้องสาวตนพูด
เมื่อเห็นพี่ชายตนยืนนิ่งลี่หงก็ยิ้มขึ้นมาด้วยความขบขันก่อนจะเดินเข้าหาเหล่าสัตว์อสูรตรงหน้า และภาพที่เห็นทำให้รองแม่ทัพหนุ่มตกอกใไม่น้อยอีกพลางคิดในใจ ‘สะ สัตว์อสูรพูดได้ ระ หรือว่าสัตว์อสูรพวกนี้ มะ มันอยู่ในระดับจักรพรรดิอ้า!!! น้องสาวข้าสุดยอดเกินไปแล้ว’
“ท่านพี่มานี่สิเ้าคะ เดี๋ยวน้องจะแนะนำเหล่าสัตว์เลี้ยงของน้องให้ท่านพี่ได้รู้จัก”เมื่อได้ยินเสียงน้องสาวเรียก รองแม่ทัพหนุ่มก็ได้สติกลับมา พลางเดินเข้าหาน้องสาวด้วยความหวาดเกรงต่อเหล่าสัตว์อสูรตรงหน้า
“ท่านพี่ให้เ้าไป๋หู่ออกมาด้วยสิเ้าคะ”ได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ไม่รอช้า เรียกไป๋หู่ออกมาจากจิติญญาทันที
โดยทั่วไปการทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรไม่ว่าจะเป็พันธสัญญารูปแบบไหนสัตว์อสูรก็จะเข้าไปอาศัยอยู่ในจิติญญาของเ้าของทั้งสิ้นแต่สำหรับลี่หงที่มีจิติญญาหลอมรวมเข้ากับมิติพิเศษแห่งนี้ ทำให้สัตว์อสูรในพันธสัญญาของลี่หงไม่ต้องอุดอู้อยู่ในจิติญญาที่เข้าไปแล้วทำได้เพียงแค่นอนอยู่นิ่งๆเท่านั้น
เมื่อไป๋หู่ออกมามันก็ขู่คำรามทันทีเพราะมันััได้ถึงสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งรายล้อมเ้านายตนอยู่เมื่อเห็นดังนั้นลี่หงก็พูดขึ้น
“ไป๋หู่ คิดถึงเ้าจังเลย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”เมื่อเ้าไป๋หู่หรือพยัคฆ์เหมันต์ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย มันก็หยุดขู่คำรามแล้วเดินเข้าไปหาลี่หงทันที
เมื่อเห็นดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ได้แต่ก่นด่าคู่พันธสัญญาในใจ‘ฮึ่ม!! ไอ้แมวทรยศ’ เนื่องจากไป๋หู่นั้นชอบเข้ามาคลอเคลียเล่นกับบรรดาน้องสาวมากกว่าตนเมื่อไหร่ก็ตามที่ไป๋หู่ได้ออกมาเล่นกับน้องสาวทั้งสามมันก็จะเมินคู่หูอย่างรองแม่ทัพหนุ่มไปโดยปริยาย
“ท่านพี่ ไป๋หู่สัตว์อสูรพวกนี้คือเหล่าสหายของข้าเอง หมาป่าวายุสองตัวนี้ชื่อเสี่ยวหลินกับเสี่ยวหลางส่วนเ้าหมาน้อยจอมแสบสองตัวนี้ก็คือเสี่ยวเฮ่ยกับเสี่ยวไป๋ เป็ลูกของเสี่ยวหลินกับเสี่ยวหลางน่ะส่วนเ้างูน้อยทั้งห้าตัวนี้ชื่อหั่วหยาง หั่วหลิน หั่วหลาง หั่วชิงแล้วก็หั่วถิงงูน้อยพวกนี้เป็ลูกของหั่วหง ส่วนนี่ท่านพี่ลี่หยางพี่ชายของข้าเองและนี่ไป๋หู่เ้าแมวน้อยน่ารักของท่านพี่ข้า”ได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ได้แต่ตกตะลึง
ตอนนี้รองแม่ทัพหนุ่มได้แต่พูดกับตนเองในใจเท่านั้น‘นี่มันอะไรกัน หงเอ๋อร์เลี้ยงสัตว์อสูรเป็สัตว์เลี้ยงงั้นรึ! ขะ ข้าจะบ้าตาย แล้วอสรพิษเหล่านี้ยังจะเรียกว่างูน้อยอีกงั้นรึ! งูน้อยบ้าอะไรกัน ตัวใหญ่กว่าเสาในจวนอีก’ เมื่อรองแม่ทัพหนุ่มนึกถึงคำพูดประโยคหลังของน้องสาวก็โพลงขึ้นมาด้วยความใ
“หะ หงเอ๋อร์ จะเ้าบอกว่าหั่วหงเป็แม่ของ งะ งูน้อยพวกนี้งั้นรึ!”
“ใช่เ้าค่ะท่านพี่ อ๊ะ!!! หั่วหงมาพอดีหั่วหงแสดงร่างจริงให้ท่านพี่ดูหน่อยสิ” หั่วหงที่กำลังเดินมาหาเ้านายสาวก็หยุดชะงักและรีบคืนร่างเดิมทันทีเมื่อลี่หยางเห็นร่างที่แท้จริงของหั่วหงก็ต้องเบิกตากว้าง
“ยินดีที่ได้รู้จักเ้าค่ะท่านลี่หยางขอแนะนำตัวอย่างเป็ทางการอีกครั้งนะเ้าคะ ข้าคืออสรพิษเพลิงหั่วหงเป็แม่ของอสรพิษน้อยพวกนี้เ้าค่ะ” เมื่อเห็นดังนั้นลี่หยางก็เข้าใจได้ทันที ว่าเหตุใดน้องสาวตนถึงเรียกอสรพิษตัวเท่าเสาบ้านว่าเ้างูน้อย
ก็ดูแม่งูสิ! แค่ลำตัวก็สูงท่วมหัวตนถึงสองเท่าแล้วไหนจะความยาวเกือบครึ่งลี้นั่นอีก ยิ่งคิดรองแม่ทัพหนุ่มก็ยิ่งตกตะลึงแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าข้างตัวน้องสาวตนยังมีอีกคนหนึ่งนึกได้ดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มจึงเอ่ยถามขึ้นทันที
“หงเอ๋อร์ ละ แล้วเฮยหลงล่ะ ปะเป็สัตว์อสูรด้วยรึเปล่า” เมื่อได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมา
“เ้าค่ะ เฮยหลงเป็คู่พันธสัญญาของน้องเอง”ได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มราวกับถูกสายฟ้าฟาดร่างกายแกร่งแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อน ‘ขนาดสัตว์เลี้ยงยังมีระดับมากกว่าจักรพรรดิละ แล้วหั่วหงที่จำแลงกายได้ ไม่ใช่สัตว์อสูรระดับราชันย์หรอกรึ! ถะ ถ้าอย่างนั้น ฮะ ฮะ เฮยหลงจะระดับไหนกันแน่ อ้า!! น้องสาวข้ายิ่งใหญ่เกินไปแล้ว’
หลังจากแนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้ว ลี่หงก็นำซากหมาป่าขนเหล็กออกมาให้เหล่าสัตว์เลี้ยงและไป๋หู่ได้กินกันมากกว่าสิบตัวจากนั้นจึงหันมาพูดกับพี่ชายของตน
“ท่านพี่เ้าคะ เรามาเริ่มฝึกกันเถอะเ้าค่ะ”