รุ่งสางวันใหม่ ณ บ้านหลังใหม่ของนาวีที่มีรั้วรอบขอบชิดและกว้างขวางกว่ากระท่อมเก่าหลายเท่า ถังขู่ และลูกสมุนกลุ่มเขี้ยวโลกันตร์นับสิบชีวิตก้าวเข้ามาทำความคุ้นเคยกับพื้นที่ตามคำสั่งของนาวี พวกเขาไม่ได้มาเพื่อปล้นชิง แต่มาเพื่อเปลี่ยนโฉมลานหลังบ้านให้กลายเป็ "โรงกลั่นสบู่" ลับๆ
ในขณะที่ถังขู่กำลังยืนขมวดคิ้วสั่งการลูกน้องให้จัดวางถังไม้และเตาไฟอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็วิ่งเข้ามาทางหน้าบ้าน
"ท่านอาจารย์! ข้ามาแล้วขอรับ!"
อวิ๋น วิ่งร่าเข้ามาพร้อมถุงแป้งทอดในมือ ทว่าทันทีที่เท้าก้าวพ้นหัวมุมบ้าน เด็กน้อยก็หยุดกึกจนหน้าเกือบคว่ำ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็น "ั์ปักหลั่น" ร่างกำยำรอยแผลเป็เต็มตัวอย่างถังขู่ ยืนค้ำหัวอยู่กลางบ้านอาจารย์ของตน
"อูย..." อวิ๋นครางออกมาเบาๆ แป้งทอดในมือสั่นระริก "ทะ... ท่านอาจารย์ขอรับ มี... มีโจรป่าบุกบ้านเราขอรับ! หนีไปเร็วขอรับอาจารย์!"
ถังขู่หันขวับมามองตามเสียง ใบหน้าที่ดุร้ายตามธรรมชาติขยับยิ้มที่ดูเหมือนจะขย้ำหัวเด็กมากกว่าจะเป็มิตร "หืม? เ้าหนูตัวเปี๊ยกนี่น่ะรึศิษย์ของเ้า ฉางตง? ดูท่าทางน่าจะกินอร่อยดีนะ"
"จ๊ากกกก! อาจารย์ช่วยข้าด้วย! มันจะกินข้าแล้ว!" อวิ๋นร้องลั่นพลางวิ่งไปะโเกาะหลังนาวีที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องครัว สองมือกอดเอวอาจารย์แน่นจนเสื้อแทบหลุด
นาวีหัวเราะเบาๆ พลางเคาะหัวอวิ๋นไปหนึ่งที "เลิกโวยวายได้แล้วเ้าหนู นี่คือถังขู่ นับแต่นี้เขาจะมาเป็คนดูแลความปลอดภัยที่บ้านเรา และจะเป็คนคุมงานผลิตสบู่รวมถึงช่วยงานที่ร้านหม่าล่าแทนข้าด้วย"
"ฮะ... ทำงานแทนท่านอาจารย์? เ้าคนหน้าั์นี่เนี่ยนะขอรับ?" อวิ๋นโผล่หน้าออกมาจากหลังเอวนาวีแค่นิดเดียว แววตายังเต็มไปด้วยความระแวง
"ใช่ และข้าจะมีเวลาว่างมาทุบตีเ้าให้หนักกว่าเดิมยังไงล่ะ" นาวียิ้มเหี้ยม พลางหันไปทางถังขู่ "ถังขู่ เ้าก็อย่ามัวแต่แกล้งเด็ก ยังมีงานอีกเป็กองให้เ้าทำนะ"
ถังขู่ยักไหล่พลางส่งเสียง "เหอะ" ในลำคอ ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องต่อด้วยเสียงคำรามราวกับฟ้าผ่า ทำเอาอวิ๋นสะดุ้งโหยงรีบมุดกลับไปหลังเอวอาจารย์อีกรอบ นาวีเห็นท่าทางนั้นก็ได้แต่ส่ายหัว พลางนึกในใจว่า... นี่แหละรสชาติของบ้านใหม่ที่เขา้า
การฝึกวันแรก
เมื่อจัดแจงเื่งานผลิตสบู่ให้ถังขู่เสร็จสิ้น นาวีพาสัมภาระและอวิ๋นไปยังลานกว้างใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้านที่ค่อนข้างลับตาคน แต่ก็ยังอยู่ในสายตาของพวกกลุ่มเขี้ยวโลกันตร์ที่กำลังตั้งเตาไฟอยู่
"อวิ๋น... บทเรียนแรกของเ้าไม่ใช่การรำกระบี่" นาวีเอ่ยพลางเริ่มพันผ้าที่หมัดและหน้าแข้ง "แต่คือการเตรียมร่างกายให้พร้อมปะทะ"
นาวีเริ่มนำอวิ๋นทำกายบริหารที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่ยุคนี้เคยพบเห็น เขาเริ่มด้วยการก้าวขาไปข้างหน้ายาวๆ แล้วย่อตัวลงจนเข่าหลังเกือบติดพื้น พลางยกแขนสองข้างขึ้นฟ้า จากนั้นก็เปลี่ยนเป็ท่ากางขาออกกว้างแล้วโยกตัวสลับซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลงไปนอนราบกับพื้นแล้วใช้มือดันตัวขึ้นจนหลังแอ่น แล้วยกสะโพกขึ้นสูงจนตัวเป็รูปสามเหลี่ยม
พวกลูกน้องของถังขู่ที่กำลังแบกฟืนถึงกับหยุดกึก ยืนนิ่งมองภาพนั้นด้วยความงุนงง บางคนถึงกับอ้าปากค้างพลางมองหน้ากัน
"นั่นพวกเขาทำอะไรกันน่ะ? ก้มๆ เงยๆ เหมือนสุนัขกำลังบิดี้เีไม่มีผิด" ลูกน้องคนหนึ่งกระซิบถาม
"ข้าว่าเหมือนพวกเขากำลังประกอบพิธีกรรมไล่ผีเสียมากกว่า ท่าทางพิลึกพิลั่นแท้ๆ" อีกคนตอบพลางหัวเราะคิกคัก
ความขบขันยิ่งทวีคูณเมื่อนาวีเริ่มเข้าสู่บทเรียนการต่อสู้ เขาไม่ได้สอนอวิ๋นร่ายรำเพลงหมัดที่ดูอ่อนช้อยสวยงามแบบสำนักดังๆ แต่นาวีกลับสอนการ "ตั้งการ์ด" แบบมวยไทยและ MMA เขาให้อวิ๋นงอเข่าเล็กน้อย เก็บคางให้ชิดอก และชูมือสองข้างขึ้นป้องใบหน้าในระดับสายตา พร้อมกับฝึกการ "เตะตัดล่าง" ที่ดูเหมือนการใช้หน้าแข้งฟาดเข้าใส่ท่อนไม้ทื่อๆ
"ฮ่าๆๆ ดูนั่นสิ! ท่าทางเหมือนคนขี้ขลาดที่กลัวจะโดนตบหน้าเลยต้องเอามือมาปิดหน้าไว้ตลอดเวลา" ลูกน้องถังขู่คนเดิมะเิเสียงหัวเราะออกมา "แถมการเตะนั่นอีก... ไม่มีท่วงท่าดุจพยัคฆ์หรือัทะยานเลยสักนิด ดูเหมือนคนขาพิการกำลังเหวี่ยงท่อนไม้ไปมามากกว่า"
แม้แต่ถังขู่เองก็ยังอดที่จะส่ายหัวไม่ได้ เขายืนกอดอกมองภาพนั้นพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างขบขันและเวทนา "ฉางตงเอ๋ยฉางตง... เ้าอาจจะเป็อัจฉริยะเื่เงินทองและแผนการ แต่เื่การต่อสู้ เ้ามันก็แค่เด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดิน ท่าทางเหยาะแหย่ะเช่นนั้น แค่เจอนักเลงปลายแถวฟาดด้วยกระบองทีเดียวก็คงกระดูกหักป่นปี้"
สำหรับถังขู่และเหล่านักรบที่ฝึกวิชาที่เน้นความดุดันและกระบวนท่าที่ขลังตามแบบฉบับโบราณ ท่าทางการเคลื่อนไหวแบบนักกีฬาสมัยใหม่ของอวิ๋นและนาวีดูเหมือน "การเล่นสนุกที่ไร้สาระ" พวกเขาจึงเลิกใส่ใจและหันกลับไปสนใจถังน้ำมันที่กำลังเดือดพล่านแทน
ในขณะที่ทุกคนหัวเราะเยาะ นาวียังคงเคี่ยวเข็ญอวิ๋นอย่างใจเย็น เขาไม่ได้สนว่าใครจะมองอย่างไร แววตาของเขาจดจ่ออยู่กับการปรับทิศทางหมัดและจังหวะหายใจของอวิ๋น