“คุณลุงหัวหน้าหมู่บ้าน พี่เจี้ยนกั๋ว ผมขุดได้โสมป่าครับ น่าจะเป็โสมป่าอายุร้อยปีเลยด้วย” หลินเฉียงประคองโสมป่าไว้ในมือพร้อมเริ่มแสดงละคร “ก่อนจะออกจากบ้านผมคุกเข่าโขกศีรษะขอพรจากฟ้าดินขอให้การขึ้นเขาของผมในวันนี้ได้พบโชคลาภ ผมยังให้คำมั่นสัญญาไว้ด้วยว่าถ้าคำอธิษฐานของผมเป็จริง ผมจะเป็คนดีและจะขยันทำงาน ผมยังสัญญาอีกว่าผมจะไม่ยอมให้แม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอีกแล้ว
แต่ผมก็ทำใจเผื่อไว้แล้วว่าคนแย่ๆ อย่างผมที่ดีแต่ทำให้แม่ต้องเสียน้ำตาจะได้รับพรอันศักดิ์สิทธิ์เหมือนคนอื่นเขาได้ยังไง ดูท่าแล้ว์คงอยากให้ผมกลับตัวเป็คนดีก็เลยทำให้ผมขุดเจอโสมที่มีราคาแพงอย่างนี้ใช่ไหมครับ คุณลุงครับ พี่เจี้ยนกั๋วครับ ผมจะมีเงินมาสร้างบ้านให้แม่แล้วครับ”
แม้คำพูดและการแสดงออกของหลินเฉียงจะดูเกินจริงไปมาก แต่หัวหน้าหมู่บ้านกับถังเจี้ยนกั๋วกลับไม่สงสัย อีกทั้งพวกเขายังปักใจเชื่อกับคำพูดของหลินเฉียงอย่างสนิทใจ เพราะสิ่งที่หลินเฉียงพูดออกมานั้นไม่ผิดแม้แต่คำเดียว
ที่ผ่านมาหลินเฉียงทำตัวเป็จอมี้เีและไม่เอาไหนยังไง และคุณแม่หลินต้องออกไปทำงานรับจ้างเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูลูกชายด้วยความลำบากเพียงใด อย่าว่าแต่หัวหน้าหมู่บ้านกับถังเจี้ยนกั๋วที่มองเห็น ชาวบ้านทุกคนก็คงจะมองเห็นเช่นกัน เห็นทีครั้งนี้ถ้าไม่เพราะ์อยากให้หลินเฉียงกลับตัว ก็คงเป็์ที่ทนเห็นคนดีอย่างคุณแม่หลินต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากต่อไปไม่ได้แล้วกระมัง
“เสี่ยวเฉียง! แกถือให้มันดีๆ หน่อย อย่าทำให้มือสั่นอย่างนั้น เดี๋ยวโสมหักขึ้นมาก็ขายไม่ได้ราคากันพอดี” หัวหน้าหมู่บ้านรีบเตือนเมื่อเห็นว่ามือของหลินเฉียงเริ่มสั่น
“โสมป่าสภาพสมบูรณ์ขนาดนี้ต้องขายได้เงินมากขนาดไหนกัน” ถังเจี้ยนกั๋วยังไม่หายตื่นเต้น เขาขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีก “ฉันไม่ได้ตาฝาด ทีู่เาหลังหมู่บ้านเรามีโสมป่าจริงๆ ด้วย”
หัวหน้าหมู่บ้านไม่ลืมที่จะกำชับหลินเฉียง “แกต้องเอาโสมป่าไปขายที่สถานีรับซื้อของป่าของทางการนะถึงจะไม่ถูกโกงแล้วก็ได้ราคาดี แกอย่าเอาไปขายในตลาดมืดเป็อันขาด”
หลินเฉียงพยักหน้ารับคำอย่างเชื่อฟัง เขาจะไม่รู้เื่พวกนี้ได้อย่างไร ในปี 1980 ผู้นำคนใหม่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจและมีการเปิดประเทศเพื่อทำการค้ามากขึ้น นอกจากจะมีการยกเลิกระบบนารวมหรือระบบคอมมูน มีการยกเลิกการใช้คูปองซื้อสินค้าและอาหาร การอนุญาตให้ผู้ค้ารายย่อยเปิดกิจการเป็ของตัวเองได้ รวมถึงการผ่อนปรนทางกฎหมายในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะกิจกรรมการหาของป่าที่เคยเป็เื่ผิดกฎหมายในยุคคอมมูน
ชาวบ้านจึงเริ่มขึ้นไปบนูเาเพื่อหาของป่ามาขายมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความ้าของทางการที่้าสินค้าจำพวกนี้เป็สินค้าส่งออกเพื่อแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และจะนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป
โดยของป่าที่ได้รับความนิยมมากในยุคนั้นได้แก่สมุนไพร เห็ด หน่อไม้ น้ำผึ้ง รวมถึงเนื้อสัตว์และหนังของสัตว์ป่า แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีการออกกฎหมายให้โสมป่าเป็พืชคุ้มครอง ในอีกหลายปีต่อมาสัตว์ป่าหลายชนิดก็ถูกควบคุมให้เป็สัตว์สงวนโดยห้ามมีการซื้อขายโดยเด็ดขาด และสถานีรับซื้อของป่าก็น่าเชื่อถือที่สุดในยุคนี้
“เสี่ยวเฉียง! แกกำลังเหม่ออะไรอยู่ ตกลงแล้วแกฟังฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย” หัวหน้าหมู่บ้านเห็นหลินเฉียงเงียบไปจึงพูดเสียงดัง
“ขอโทษครับคุณลุง ผมดีใจไปหน่อยน่ะครับ” เมื่อเห็นว่าได้เวลา หลินเฉียงจึงพูดเื่สำคัญ “คุณลุงครับ จะว่าไปแล้วที่ผมโชคดีได้มาเจอโสมป่าก็เพราะผมมีผู้ช่วยนะครับ”
“ผู้ช่วย! แกมีผู้ช่วยด้วยเหรอ เป็ใครกันล่ะ หรือจะเป็เ้าหนอนหนังสือฉีหนิงคนนั้น” หัวหน้าหมู่บ้านมองซ้ายมองขวา “แล้วตอนนี้เ้าเด็กคนนั้นหายไปไหนแล้ว”
“ผู้ช่วยของผมไม่ใช่ฉีหนิงหรอกครับคุณลุง แต่เป็เ้านั่นต่างหาก” หลินเฉียงชี้ไปที่เ้าเสี่ยวเฮยที่ค่อยๆ เดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ “เ้าหมาตัวนั้นล่ะครับที่พาผมมาที่นี่”
“เ้าหมาดำตัวนี้น่ะเหรอที่พาแกมาหาโสม แล้วมันเป็หมาของใครกันล่ะ ฉันไม่เคยได้ยินว่ามีบ้านหลังไหนในหมู่บ้านของเราที่เลี้ยงหมาดำ”
“คุณลุงเห็นปลอกคอสีแดงที่มันใส่อยู่หรือเปล่า ผมสงสัยมันอาจเป็หมาที่พลัดหลงจากเ้าของ หรือไม่เ้าของก็คงจะเอามันมาทิ้ง ตามความเชื่อที่ว่าการเลี้ยงหมาดำไว้ในบ้านเป็สิ่งไม่ดีน่ะครับ” หลินเฉียงเดินเข้าไปหาก่อนจะนั่งลงแล้วลูบไปบนหัวเ้าเสี่ยวเฮยอย่างเอ็นดู “ในเมื่อมันเอาโชคลาภมาให้ผม คุณลุงจะว่าอะไรไหมครับถ้าผมจะพาเ้าดำกลับไปเลี้ยง”
“ในเมื่อมันไม่มีเ้าของแล้วมันยังให้โชคลาภกับแก แกก็เอามันกลับไปเลี้ยงเถอะ แต่แกเพิ่งพูดไม่ใช่เหรอว่าการเลี้ยงหมาดำไว้ในบ้านเป็ของไม่ดี แล้วแกไม่กลัวว่าแกจะเจอโชคร้ายเหรอ”
“ผมไม่เชื่อเื่พวกนั้นหรอกครับ ถ้าเ้าดำจะพาโชคร้ายมาจริงๆ แล้วมันจะพาผมมาขุดเจอโสมป่าได้ยังไง” หลินเฉียงใช้มือขยี้หัวเสี่ยวเฮย “ต่อไปผมจะเรียกมันว่าเ้าเสี่ยวเฮยก็แล้วกันครับ”
“นี่เพิ่งจะบ่ายต้นๆ ฉันพานายเอาโสมป่าเข้าไปขายในเมืองดีไหม ฉันจะเอาฟืนไปขายให้คนในเมืองพอดี” ถังเจี้ยนกั๋วเสนอ
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปกันเถอะครับพี่ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าผมจะขายโสมต้นนี้ได้เท่าไหร่” หลินเฉียงยิ้มกว้าง “ผมจะสร้างบ้านอิฐแล้วยังจะมุงหลังคาด้วยกระเบื้องทั้งหลัง ถ้ามีการขยายไฟฟ้าหรือโทรศัพท์มาที่หมู่บ้านเรา ผมจะเป็คนแรกที่ไปลงชื่อขอรับสิทธิ์นั้น”
“ยังไม่รู้ว่าจะขายของได้เงินมาเท่าไหร่ แกก็คิดถึงเื่ที่ต้องจ่ายเงินออกไปแล้ว” หัวหน้าหมู่บ้านส่ายหน้าอย่างระอาแต่ก็ยังเอ่ยเตือน “แต่ไม่ว่าแกจะขายโสมได้เงินมามากมายขนาดไหน แกก็ต้องรู้จักเก็บเงินไว้ใช้ในยามลำบากด้วย”
“ครับลุง ผมจะเชื่อฟังคุณลุงอย่างดีเลยล่ะครับ” หลินเฉียงยิ้ม จากนั้นเขาก็ล้วงบุหรี่ที่ได้มาจากเ้าเสี่ยวเฮยออกมาจากกระเป๋าสะพายหนึ่งซอง “คุณลุงหัวหน้าหมู่บ้านครับ พรุ่งนี้รบกวนคุณลุงพาแม่กับอาสะใภ้ของผมไปทำเื่เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ที่ดินเลยได้ไหมครับ ผมจะเป็คนออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างเอง”
หัวหน้าหมู่บ้านมองดูซองบุหรี่ในมือก็ยิ้มอย่างดีใจ เขาชอบสูบบุหรี่และอยากลองสูบบุหรี่ต่างประเทศมานานแล้ว อีกทั้งนิสัยของหลินเฉียงก็ไม่ใช่คนชอบขโมย ดังนั้นบุหรี่ซองนี้เราสามารถรับมันไว้ได้ แม้รอยยิ้มจะเต็มใบหน้า แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็ยังแสร้งทำหน้าดุ “หัวหน้าหมู่บ้านอะไรกัน ต่อไปแกเรียกฉันว่าลุงถังก็พอ”
“ครับคุณลุงถัง ต่อไปผมจะเรียกคุณลุงแบบนี้นะครับ”
“รีบลงเขากันเถอะ พวกแกยังต้องเข้าเมืองอีกไม่ใช่เหรอ” หัวหน้าหมู่บ้านหยิบบุหรี่ออกจากซองมาหนึ่งมวนก็เริ่มสูบ “รสชาติของบุหรี่ต่างประเทศมันดีอย่างนี้นี่เอง”
ทั้งสามคนเตรียมที่จะเดินลงจากูเา ทันใดนั้นเสียงะโก็ดังขึ้นจนแม้แต่คนใจแข็งอย่างหัวหน้าหมู่บ้านยังใจนแทบจะทิ้งบุหรี่ในมือแล้ววิ่งหนี
“พวกคุณกำลังจะไปไหนกัน!” หลินฉีหนิงวิ่งเข้ามาด้วยความโมโห “พี่เฉียง! พี่กำลังจะเดินลงเขาไปกับลุงถังแล้วก็พี่เจี้ยนกั๋วใช่ไหม ทำไมพี่ไม่รอผม พี่คิดจะทิ้งผมไว้บนเขาคนเดียวใช่ไหม”
หลินเฉียงมองหลินฉีหนิงอย่างรู้สึกผิด เขามัวแต่ดีใจกับโสมป่าจนลืมน้องชายไปแล้วจริงๆ แต่ถ้าเขาพูดออกไปมีหวังเ้าน้องชายคนนี้ต้องบ่นจนหูเขาชาแน่ “ลืมที่ไหนกันล่ะ ฉันกำลังจะเดินไปหานายตรงจุดที่เรานัดกันอยู่นี่ไง”
“ผมไม่เชื่อพี่หรอก” หลินฉีหนิงกอดอกอย่างไม่พอใจ
“เ้าหนอนหนังสือ! ท่าทางของแกมันอะไรกัน ปีนี้อายุสิบแปดปีแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังทำตัวเป็เด็กไปได้” หัวหน้าหมู่บ้านมองหลินฉีหนิงั้แ่หัวจรดเท้า จากนั้นก็มองไปที่มือของเด็กหนุ่มแล้วหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง “ของดีที่แกเก็บได้คือฟืนมัดนี้เนี่ยนะ แกรู้หรือเปล่าว่าพี่ชายของแกได้ของดีอะไรมา”
“ของดีเหรอ? ของดีอะไร” หลินฉีหนิงหันไปมองหลินเฉียง
ถังเจี้ยนกั๋วเดินไปกอดคอหลินฉีหนิงก่อนจะยกมือขึ้นป้องปกแล้วกระซิบ “เสี่ยวเฉียงขุดเจอโสมป่า”
“โสมป่า!” หลินฉีหนิงหันไปถามหลินเฉียงอีกครั้งเพื่อเป็การยืนยัน “พี่ขุดได้โสมป่าจริงๆ เหรอ”
หลินเฉียงพยักหน้าเพื่อเป็คำตอบ “ตอนนี้ฉันกับพี่เจี้ยนกั๋วกำลังจะเข้าเมือง นายจะไปกับเราไหม”
“ไปสิ ผมต้องไปกับพี่อยู่แล้ว” หลินฉีหนิงรีบตอบรับ
“พ่อหนุ่ม วันนี้พวกนายเอาอะไรมาขายล่ะ” หัวหน้าหวังยิ้มถาม ั้แ่ประเทศมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะหาเงินด้วยการขึ้นไปบนูเาเพื่อเก็บของป่ามาขาย ทำให้ในแต่ละวันสถานีรับซื้อของป่าต้องต้อนรับลูกค้าทั้งวัน
“หัวหน้ารับซื้อโสมป่าไหมครับ” หลินเฉียงถาม
“โสมป่าเหรอ? รับสิ...ตอนนี้สินค้าประเภทสมุนไพรได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศเป็พิเศษ แต่ฉันต้องบอกไว้ก่อนนะว่าถึงแม้โสมป่าจะขายได้ราคาดี แต่ราคาที่จะได้ต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ อายุ รวมถึงน้ำหนักของต้นโสมด้วย”
หลินเฉียงวางตะกร้าสะพายลงบนพื้นก่อนจะอุ้มห่อผ้าขึ้นมาแล้วค่อยๆ เปิดออก “ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยดูให้ผมหน่อยได้ไหมครับว่าโสมต้นนี้จะขายได้ราคาเท่าไหร่”
หัวหน้าหวังมองโสมต้นนั้นถึงกับตาค้าง ดีที่ตอนนี้มีคนอยู่ในร้านไม่มาก เขารีบพูด “พวกนายตามฉันเข้าไปด้านในเถอะ อยู่ที่นี่คุยกันไม่สะดวกเท่าไหร่”
หลินเฉียง หลินฉีหนิง และถังเจี้ยนกั๋วไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเข้าไปคุยด้านใน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังเดินตามหัวหน้าหวังไป
หัวหน้าหวังที่หายจากอาการตื่นเต้น เขาค่อยๆ คลี่ผ้าผืนนั้นออกแล้วหยิบโสมขึ้นชั่ง “น้ำหนักประมาณห้าร้อยกรัม เพราะฉะนั้นโสมป่าต้นนี้น่าจะมีอายุอยู่ที่ราวๆ สองร้อยปี แถมยังเป็โสมที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา”
“หัวหน้าครับ ตกลงโสมต้นนี้จะขายได้เท่าไหร่ครับ” หลินฉีหนิงถามอย่างใจร้อน เขาไม่ได้อยากฟังว่าโสมต้นนี้มันดีแค่ไหน เขาแค่อยากรู้ว่าพี่ชายของเขาจะขายโสมได้ราคาเท่าไหร่มากกว่า
หัวหน้าหวังยิ้ม “แปดร้อยหยวนต่อหนึ่งกรัม โสมต้นนี้หนักห้าร้อยกรัม พวกนายลองคำนวณดูสิว่าพวกนายจะได้เงินเท่าไหร่”
หลินฉีหนิงกับถังเจี้ยนกั๋วยืนนิ่ง เป็หลินเฉียงที่พูดขึ้น “สี่แสนหยวนใช่ไหมครับ”
“คำนวณได้เร็วดีนี่ คงจะเรียนหนังสือเก่งน่าดูสิท่า” หัวหน้าหวังพยักหน้าแล้วยิ้ม “ถูกต้อง โสมต้นนี้ขายได้ราคานั้นล่ะ ว่าแต่นายสนใจจะขายมันไหม หรือจะเก็บมันไว้เป็มรดกให้ลูกหลาน”
“ขายครับ ผม้าขายมันตอนนี้เลย” หลินเฉียงรีบตอบ เขายังมีโสมที่เ้าเสี่ยวเฮยให้มาเหลืออยู่อีกสองต้น เพราะฉะนั้นโสมต้นนี้ยังไงเขาก็ต้องขาย ครอบครัวเขายัง้าใช้เงิน
“แต่ตอนนี้ที่สถานีของเรามีเงินสดให้นายแค่ห้าหมื่นหยวนนะ ส่วนเงินที่เหลือจะเป็การโอนเข้าบัญชี นายตกลงหรือเปล่า”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะไปเปิดบัญชีธนาคารตอนนี้เลย แล้วผมจะเอาเลขที่บัญชีมาให้หัวหน้าช่วยจัดการเื่ต่อนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นนายรีบก็ไปเถอะ เพราะอีกหนึ่งชั่วโมงก็จะได้เวลาปิดทำการของธนาคารแล้ว” หัวหน้าหวังรีบบอก
ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงหลินเฉียงก็ทำการเปิดบัญชีธนาคารเสร็จ จากนั้นเขาก็รีบกลับไปหาหัวหน้าหวังเพื่อลงชื่อในหนังสือรับประกันการรับเงินส่วนที่เหลือ
หลินเฉียงเดินออกจากสถานีรับซื้อของป่าด้วยความสบายใจ มีเงินจำนวนนี้ต่อไปเขาอยากจะทำอะไรก็ง่ายขึ้น ผิดกับหลินฉีหนิงและถังเจี้ยนกั๋วที่เดินตามหลังมา ทั้งคู่ใช้มือหยิกแขนกันไปมาเพื่อจะทำให้รู้ว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป
หลินเฉียงเห็นการกระทำของทั้งสองคนแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ “ไปกินข้าวที่ร้านอาหารกันเถอะ มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง”