“ปวดหัว”
นี่คือความรู้สึกแรกหลังจากที่เขาตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นตา พื้นที่แห่งนี้ค่อนข้างมืด แข็ง และชื้นแฉะ สายตาของเขาต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับโฟกัสได้ พบว่าที่แห่งนี้เป็ห้องมืด มีเพียงแสงตะเกียงจากที่ไกลๆ สาดมาทางหน้าประตูที่เป็ลูกกรง ถ้าหากไม่ใช่เพราะว่าเขาลองแตะหัวแล้วพบว่าเจ็บและมีเืไหลออกมา เขาคงคิดว่านี่เป็เพียงความฝัน
ตอนนี้สายตาปรับเข้ากับความมืดได้แล้ว สถานที่ที่เขาอยู่ตอนนี้รายล้อมด้วยกำแพงหินสามด้าน ด้านหน้าเป็ประตูลูกกรงคล้ายคุกที่ถูกสร้างเอาไว้ในถ้ำ เขาขยับร่างกายพบว่านอกจากหัวที่ถูกกระแทกแล้ว ไม่มีส่วนใดาเ็หนัก แต่กระนั้นเขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะลุกขึ้น เขาหันมองไปรอบตัวพบว่านอกจากเขาแล้ว ยังมีเด็ก
นักเรียนชายอีกคนหนึ่ง และมิริน ที่ยังคงสลบไม่ได้สติ โชคดีที่มิรินดูเหมือนจะไม่าเ็อะไร
เขาถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อย เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควรเขาจึงมีเรี่ยวแรงมากพอจะลุกขึ้น เขาเดินสำรวจรอบห้อง เขย่าประตูเบาๆ พบว่าประตูถูกล็อกจาดด้านนอกและแข็งแรงเกินกว่าที่เขาจะใช้แรงเปิดออกได้ เขาเดินวนดู พื้นถ้ำเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ เศษสิ่งสกปรก สิ่งปฏิกูลของหนูและแมลงสาบ
เมื่อมองไปรอบๆ พบว่าริมผนังถ้ำยังมีพื้นที่ที่แห้งและสะอาดอยู่ เขาจึงอุ้มมิรินไปวางไว้บนพื้นที่แห้งนั้น มิรินพอนอนกับพื้นก็ขดตัวกลมด้วยความหนาวจากอากาศในถ้ำที่เย็นพอสมควร ทำให้เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เขาตัดสินใจถอดเสื้อนักเรียนออกเหลือแต่เสื้อกล้าม เผยให้เห็นรอยแผลเป็รูปกางเขนขนาดใหญ่กลางอก แม้ว่ามันจะไม่เจ็บแล้ว แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกขาดความมั่นใจที่จะใส่เสื้อที่โชว์เนื้อหนังด้านนอก
ยิ่งกว่านั้นที่ท้องแขนขวาและกลางหลังก็มีแผลเป็ลักษณะเดียวกัน น้าของเขาเคยเล่าว่าตอนเด็กเขาประสบอุบัติเหตุพร้อมกับแม่ แต่เื่ก็ผ่านมานานแล้ว และมันก็มักทำให้เขาคิดถึงแม่ที่ยังคงนอนไม่ได้สติในโรงพยาบาลแม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว
เขาเลิกคิดเื่อดีตแล้วนำเสื้อนักเรียนมาคลุมตัวให้มิริน ก่อนจะไปนั่งอยู่ที่มุมห้องอีกด้านหนึ่งโดยไม่รู้ว่า หลังจากเขาคลุมเสื้อให้มิรินแล้ว เธอแอบมีรอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นทั้งที่ยังคงหลับตาอยู่
ผ่านไปไม่นานก็มีเสียงคนโวยวายจากห้องขังด้านข้าง เขาจำได้ว่าเป็เสียงของพวกรุ่นพี่ หลังจากนั้นก็มีเสียงวุ่นวาย เสียงกระแทกประตู และเสียงะโให้ปล่อยพวกตนเองดังออกมา ความคิดแรกเขาก็คิดว่าจะะโเรียกบ้าง แต่กลับรู้สึกมีลางสังหรณ์แปลกๆ จึงได้แต่เงียบไว้ และฟังเสียงโหวกเหวกจากห้องข้างๆ ต่อไป
ผ่านไปอีกราวชั่วโมงเศษ เด็กผู้ชายที่นอนไม่ได้สติก็ร้องเสียงหลง ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว หน้าตาเปื้อนไปด้วยตะไคร่น้ำ หันไปมองรอบตัวอย่างลนลาน จนหันมาเห็นภัทรก็ะโถามอย่างหัวเสียและหวาดกลัว
“นี่มันที่ไหน!”
ภัทรมองเด็กคนนี้อย่างหงุดหงิดเพราะเป็หนึ่งในคนที่ร่วมทำพิธีกรรมจึงพูดสวนกลับไปด้วยความโมโห
“เบาเสียงหน่อย! พวกเราต้องเป็คนถามต่างหากว่านี่มันที่ไหน พวกนายเป็คนเรียกมันมาไม่ใช่เหรอ”
เด็กคนนั้นอึ้งไปเล็กน้อยก่อนเหม่อมองเพดานถ้ำ พึมพำกับตัวเอง “มันสำเร็จ... สำเร็จจริงด้วย” ซ้ำไปมา
ภัทรพยายามถามว่านายรู้อะไรมา แต่เด็กคนนั้นเอาแต่เหม่อลอยจนภัทรต้องเดินไปสะกิด พอได้สติเด็กคนนั้นจึงเล่าออกมาว่า เดิมทีพวกตนอยู่ในชมรมสิ่งเหนือธรรมชาติ อยากทำอะไรที่ดูลี้ลับ เช่น ล่าท้าผี พิสูจน์ความกล้า แต่รุ่นพี่ ม.4 ที่ชื่อกริชได้ไปลองสั่งซื้อสินค้ามาจาก ‘ดาร์กเว็บ’ ปรากฏว่าได้ของชิ้นนี้มา หากทำไม่สำเร็จมันจะแค่ทำให้เกิดหนูและแมลงวิ่งพล่านไปทั่วในรัศมีสิบเมตรกับควันนิดหน่อยเพราะขาดวัตถุดิบที่เรียกว่า ‘เืของผู้วิเศษ’ แต่ครั้งนี้ปรากฏว่ามันดันสำเร็จแล้วดึงพวกเขามายังสถานที่แห่งนี้ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเป็เืของใครที่ทำให้พิธีกรรมสมบูรณ์ แต่ผลลัพธ์คือพวกเขาต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่
ภัทรได้แต่ส่ายหัว ด้วยความอยากรู้อยากลองกลับทำให้พวกเขาต้องมาตกอยู่ในชะตากรรมแบบนี้ ที่แย่กว่าคือคนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างเขาและมิรินต้องมารับเคราะห์ไปด้วย
ขณะที่กำลังจะซักถามต่อ ก็ได้ยินเสียงลากสิ่งของขนาดใหญ่ดังขึ้น
ครืด….ครืด…
เสียงเหมือนลากของหนักกำลังผ่านพื้นทางเดินด้านนอกลูกกรง
ภัทรรีบหันไปสั่งเด็กคนนั้น
“เงียบ! แกล้งตายลงไปและห้ามพูดอะไรทั้งนั้น”
เขาสองคนรีบหมอบลงแล้วแอบหรี่ตามองลอดลูกกรงออกไป พบว่าสิ่งที่เดินผ่านหน้าห้องขังพวกเขาไปนั้นคล้ายคนหลังค่อม สวมผ้าคลุมสกปรกสีดำปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากตัวตลก ที่ข้อเท้าของมันล่ามลูกตุ้มเหล็กขนาดใหญ่เอาไว้ เมื่อมันเดินมาถึงหน้าประตูห้องขังของพวกเขา ทั้งสองคนหลับตาปี๋ กลั้นหายใจลุ้นระทึก มันหยุดมองเข้ามาครู่หนึ่งก่อนจะเดินเลยไปหยุดที่ห้องด้านข้าง แล้วมีเสียงพูดขึ้น
“ปล่อยพวกกูออกไปเดี๋ยวนี้นะเว้ย!”
เสียงประตูห้องขังข้างๆ ถูกเปิดออก ตามด้วยเสียงพูดอย่างได้ใจ “ดี พาพวกกูออกไป รู้มั้ยว่าพวกกูเป็คนที่เจอ ‘อีนั่น’ และพามันกลับมาสำเร็จ เ้านายมึงต้องตอบแทนกูอย่างงาม ให้กูได้กลายเป็ผู้วิเศษตามที่มันสัญญาไว้”
แต่อยู่ๆ ก็มีเสียงโซ่ดังกรุ๊งกริ๊งกระแทกเข้าไปในตัวถ้ำ เสียงร้องอย่างเ็ปก็ดังออกมา
“โอ๊ย! มันคืออะไร ปล่อยกูออกไปนะเว้ย ที่คุยกันไว้ไม่ใช่แบบนี้นี่!” จากนั้นก็มีเสียงเหมือนของมีคมปักลงเนื้อหลายครั้ง พร้อมเสียงกรีดร้องของวัยรุ่นดังระงม
“ปล่อย! ปล่อยกู! ปล่อยกูออกไป! อ๊ากกก!”
หลังจากนั้นก็มีเสียงประตูปิดลง เสียงลากพื้นดังวนกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีเสียงกรีดร้องโหยหวนเพิ่มขึ้นมา เมื่อคนสวมหน้ากากนั้นเดินผ่าน ภัทรหรี่ตาแอบมองด้านนอกอีกครั้ง พบว่าสิ่งที่มันลากนอกจากลูกตุ้มของมันแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งถูกลากออกมาด้วย ร่างกายถูกพันธนาการด้วยโซ่ที่มีตะขอขนาดใหญ่เกี่ยวเนื้อจนเืไหลออกมาเป็ทางยาว ชายคนนั้นยังคงร้องครวญครางด้วยความเ็ปขณะถูกลากไปเรื่อยๆ
หลังจากชายสวมหน้ากากลากร่างนั้นไปไกลแล้ว ภัทรก็หันมาถามเด็กด้านข้างที่ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“นายรู้จักเหรอ?”
“เขา…เขาคือ….พี่กริช”
ภัทรเข้าใจเื่ราวแล้ว แต่ก็ยิ่งรู้สึกหนักใจมากขึ้น ฟังจากบทสนทนาเมื่อครู่ คิดว่าต้องเป็คนสวมหน้ากากพวกนี้แน่ที่หลอกกริชให้ทำพิธี ภัทรนึกถึงคำพูดของกริชที่ว่า ‘ผู้หญิงคนนั้น’ หากไม่ใช่มิริน ก็คงเป็เพื่อนใส่แว่นของเธอ แต่เมื่อคนต้นเื่อย่างกริชยังถูกกำจัด พวกเขาจะเอาตัวรอดไปได้อย่างไร โอกาสหนีแทบเป็ศูนย์
เขามองไปทางทิศที่สองคนนั้นหายไป มีเสียงร้องโหยหวนจนแทบขาดใจของกริชดังแว่วมาเป็ระยะนานนับชั่วโมง ก่อนจะเงียบไป แล้วก็มีเสียงพูดดังก้องสะท้อนออกมา
“ไปเอาพวกมันมาเพิ่มอีก!” สีหน้าของพวกภัทรซีดเผือดลงทันที
หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้
ติ๊ดๆๆๆ… แกรกๆๆๆ…
เสียงเครื่องพิมพ์ดีดโบราณคร่ำครึสีดำดังขึ้นมาเองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดึงดูดความสนใจของหญิงสาวคนหนึ่ง เธออายุราว18ปีเศษ รูปร่างสูง ผิวขาว ผมถักเป็เปียยาวสีดำ มีกระจุกผมส่วนหนึ่งเป็สีฟ้าสว่าง เธอใส่ชุดสีขาวยาว กระโปรงสีดำ มีแถบรัดสีดำคล้ายยูนิฟอร์มตำรวจ เธอขยับแว่นทรงครึ่งวงกลมให้กระชับ จากนั้นหยิบเอกสารที่ทำจากกระดาษสาที่เพิ่งออกมาจากเครื่องขึ้นมาอ่าน ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น
“หัวหน้าคะ มีรายงานจากหน่วยสำรวจว่าพบการทำงานของวัตถุรหัสนอกรีตระดับสอง ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอรวงทองซึ่งอยู่ในเขตสิบเอ็ดถายใต้การดูแลของเราค่ะ”
เธอรอเสียงตอบอย่างใจจดใจจ่อกว่าครึ่งนาที จึงมีเสียงตอบแบบไม่ใส่ใจปนเกียจคร้านของชายวัยกลางคนลอดออกมาจากห้องกระจก
“ก็ให้พวกนั้นจัดการไปสิ เ้าพวกนั้นก็เจอแบบนี้ทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่รึ”
“แต่พวกนั้นบอกว่าพวกเขาเองไม่สามารถทำการเปิดผนึกได้ค่ะ นอกจากนี้ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งถูกจับไปด้วย คาดว่าเด็กที่ถูกจับไปอาจจะถูกส่งไปในที่กบดานอีกที่หนึ่ง ดิฉันคิดว่าเคสนี้เป็ ‘เคสเหลือง’ นะคะ”
พอเธอพูดจบก็เงยหน้าขึ้น พบว่าหัวหน้าโผล่มายืนด้านข้างเธอั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาอยู่ในชุดยูนิฟอร์มเดียวกับเธอทับด้วยเสื้อโค้ทหนังสีดำเป็เงา แต่มีดาวสองดวงปักอยู่บนอก เขาเป็ชายวัยสามสิบกลางๆ ผมยาวประบ่าไม่เป็ทรงสีดำ มีปอยผมหย่อมหนึ่งเป็สีแดงไหม้ ใส่แว่นตาดำปกปิดดวงตา หนวดเคราหรอมแหรมเหมือนคนไม่ได้โกนมาหลายวัน ก้มลงมองเอกสารในมือเธอแล้วลูบคาง
“อืม... ทำงานได้เองแบบนี้ น่าจะเป็ของกลุ่ม กลุ่มกุหลาบแดง งั้นเธอกับชีตาห์ก็ไปด้วยกันสิ อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ ‘กระจกพิทักษ์ใจ’ ‘หมุดเงินอัสนี’ แล้วก็อุปกรณ์กลางตามสมควร คิดว่าแค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะ อะไรขาดก็เบิกเพิ่มเอา” หัวหน้ายืดตัวบิดี้เี “งั้นฉันไปนอนก่อนล่ะ”
“แต่เด็กพวกนั้นล่ะคะ” เธอท้วง แต่หัวหน้าเดินหนีไปแล้ว คิดว่าคงแล้วแต่บุญแต่กรรมของเด็กพวกนั้นแล้วล่ะ"
“เฮ้อ หัวหน้านี่ล่ะก็” เธอส่ายหัวแล้วมองตามหลังไป แต่จู่ๆ หัวหน้าที่น่าจะเดินหนีไปนอนต่อกลับหยุดอยู่กับที่ เอามือคว้าไปในอากาศ พบว่าบนมือมีเครื่องบินกระดาษสีแดงสดขนาดเล็กปรากฏขึ้น เขาคลี่เครื่องบินกระดาษออกมาอ่านแล้วต้องขมวดคิ้ว
เธอถามขึ้น “สีแดง... เื่ด่วนเหรอคะ”
หัวหน้าพยักหน้าตอบเธออย่างตึงเครียด “ท่านผู้หญิงส่งมา”
คำตอบนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เพราะมีเพียงเื่สำคัญเท่านั้นที่ท่านจะส่งข้อความมา ซึ่งไม่บ่อยนัก
“มีคำสั่งใหม่” หัวหน้าพูดเสียงเครียด
“ริศ ไปเบิกสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ระดับ A ‘แม่แรงฉีกมิติ’ มาให้ฉันก่อน ที่เหลือเธอค่อยจัดของตามไป ส่วนฉันจะล่วงหน้าไปก่อนเอง”
หลังจากริศรีบไปเตรียมอุปกรณ์ให้หัวหน้าอย่างรีบร้อน เขาก็หยิบกระดาษขึ้นมาอ่านทวนอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจเหตุผลนัก มันเขียนเอาไว้เพียงสองประโยค
‘พยายามหยุดการจุติของอวตารเทพนอกรีต จะสำเร็จหรือไม่ก็ได้
แต่ต้องช่วยคนผู้มีตรากางเขนบนร่างกายให้ได้เท่านั้น’
เขายืนลูบคางที่มีเคราหรอมแหรมด้วยความกังวล พึมพำกับตัวเองเบาๆ “หรือคำพยากรณ์จะเริ่มต้นแล้ว...”