บทที่ 24 กลายเป็นายกองขั้นหนึ่ง
ในความเป็จริง เจียงผิงอันยังคงไม่เชี่ยวชาญขั้นที่สองของการดาบสะท้านอย่างสมบูรณ์ ความสามารถในการกระแทกดาบของคู่ต่อสู้ออกไปนั้นอาศัยความแข็งแกร่งทางกายล้วน ๆ
เพราะเขาเชี่ยวชาญขั้นที่สามของ ‘เคล็ดปราณโลหิต’ แล้ว
พร์ในการฝึกกายาของเขาดีกว่าการฝึกิญญา โอสถปราณโลหิตสามร้อยเม็ดได้ยกระดับเคล็ดปราณโลหิตไปยังขั้นสามทันที
ระดับความแข็งแกร่งในปัจจุบันเทียบได้กับผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณขั้นเก้า
แต่เขาเองก็เชี่ยวชาญขั้นแรกของดาบสะท้านเช่นกัน มันเป็วิชาดาบที่มีประโยชน์มาก มันสามารถสร้างผลกระทบที่ไม่คาดคิดในการต่อสู้ได้ดี
"เ้าชนะแล้ว ยินดีด้วย"
เยี่ยหลินประสานหมัดพลางก้มศีรษะให้เล็กน้อยเพื่อแสดงความยินดี
เ้าหนูคนนี้มีความสามารถพอ ๆ กับคุณหนู มีความสามารถมากกว่าจะจมอยู่ในอำเภอเหลียนซานเล็ก ๆ นี้ด้วยซ้ำ
ไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายก็จะต้องจากไป มันเป็เพียงเื่ของเวลาเท่านั้น
ดังนั้นอย่าได้สร้างศัตรู จงทิ้งความประทับใจดี ๆ ไว้ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอีกฝ่ายแทน
“ออมมือแล้ว” เจียงผิงอันลดดาบในมือลง
เยี่ยหลินะโลงจากหลังคาไป
"คนต่อไป"
เจียงผิงอันมองไปทางทหารด้านล่าง เตรียมที่จะสู้ต่อ
ทหารอีกสองคนที่เหลือซึ่งลงสมัครเป็นายกองขั้นหนึ่งมองหน้ากันและไม่มีใครก้าวขึ้นไป
“เราสละสิทธิ์”
“ในแง่ของพลังการต่อสู้ เรายังไม่ดีเท่าเ้า”
เยี่ยหลินคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขา แม้แต่เยี่ยหลินก็ถูกจัดการในกระบวนท่าเดียว แล้วพวกเขาจะสู้ยังไง? ให้ขึ้นไปแสดงละครลิงหรือ?
"ฮ่า ๆ เอาละ ข้าขอประกาศว่านับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เจียงผิงอันจะเป็นายกองขั้นหนึ่ง!"
เมิ่งโค่วมีความสุขมากกับการแสดงฝีมือของเจียงผิงอัน
คนโง่ในอำเภอผิงสุ่ยพวกนั้นกลับไม่อยากได้อัจฉริยะเช่นนี้
หากผู้คนในอำเภอผิงสุ่ยจริงจังกับการฝึกฝนของเจียงผิงอัน เกรงว่าทางอำเภอเหลียนซานจะต้องมีศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวเพิ่มอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้ ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวนี้ได้กลายเป็ศัตรูของอำเภอผิงสุ่ยแทน
ทุกคนกลับมาที่ห้องประชุม เจียงผิงอันที่ได้รับตำแหน่งนายกองขั้นหนึ่งก็ได้ทำความรู้จักกันกับนายกองหลายคน
เมิ่งโค่วเริ่มเตรียมการที่จะโจมตีอำเภอผิงสุ่ยในฤดูหนาว
เจียงผิงอันนั่งฟังด้วยความสับสน เขาไม่เข้าใจเลย ทว่าเมื่อถึงเวลาเขาสามารถเป็ผู้นำได้
การประชุมดำเนินต่อไปเป็เวลานาน ทางเจียงผิงอันรู้สึกปวดหัวไปหมด เขาไม่ชอบสิ่งเหล่านี้เลย
แต่เพื่อที่จะได้รับรางวัลจากเ้าเมืองเฮยเฟิง เขาจะต้องเป็นายกองขั้นหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่สามารถหาเคล็ดใหม่ ๆ ในการฝึกฝนได้ และความเร็วในการฝึกฝนจะช้าลง
หลังจากผ่านไปครึ่งวัน ในที่สุดการประชุมก็สิ้นสุดลง ทางเจียงผิงอันรีบวิ่งหายออกไป การฝึกฝนยังน่าสนใจกว่าการประชุมอะไรนี่ตั้งเยอะ
ครั้นเดินผ่านแปลงเพาะปลูก เจียงผิงอันพลันชะงักฝีเท้า ในทุ่งนานั้น ครอบครัวสามคนกำลังเป็กังวลกันเื่วัว
“ท่านพ่อ วัวใกล้จะตายแล้ว แล้วเช่นนี้เราจะเก็บเกี่ยวกันอย่างไร?” เด็กน้อยถามก่อนเม้มปากมองไปที่ผู้เป็พ่อด้วยั์ตาแดงก่ำ
“อย่ากังวลไป อย่างมากก็เหนื่อยขึ้น ข้าจะแบกกลับไปแล้วย้อนกลับมาเอง แค่ก ๆ” ชายผิวกร้านแดดลูบหัวเด็กน้อยพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เห็นได้ชัดว่าเขามีสุขภาพไม่ดีนัก มีอาการไอเป็ครั้งคราว
“พ่อเอ๋ย ท่านยังไม่หายดี ให้ข้าแบกไปเถอะ”
แม่ของเด็กก้มลงเพื่อแบกธัญพืชหนัก ๆ แต่แค่ก้ม ร่างก็สั่นเข่างอคู้
“ไม่ดีหรอก เ้าเป็สตรี จะแบกของมากมายเพียงนี้ได้อย่างไร ให้ข้าจัดการเองเถอะ แค่ก ๆ”
"รอก่อน"
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของครอบครัวนี้
เมื่อมองไปด้านข้าง เห็นเด็กหนุ่มหน้าตาน่ามองคนหนึ่งเดินเข้ามา เด็กหนุ่มมีหน้าตาประณีตและมีท่าทางมุ่งมั่นอย่างที่เด็กในวัยนี้ไม่มี
“เ้าหนู มีเื่อะไรงั้นหรือ? แค่ก ๆ” ชายผิวคล้ำถามไถ่อย่างใจดี
“ข้าจะช่วยรักษาอาการป่วยของท่าน” เจียงผิงอันกล่าว
“เ้าเรียนหมอด้วย? มันไม่มีประโยชน์หรอก หมอหลายคนยังรักษามันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเ้าเลย แต่ก็ขอบใจเ้านะเด็กน้อย แค่ก ๆ”
ชายผิวคล้ำเห็นว่าอีกฝ่ายเป็เพียงเด็ก จึงไม่เชื่อว่าจะสามารถรักษาโรคของเขาได้ หมอเฒ่าหลายคนยังทำไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเด็กหนุ่มเช่นนี้เลย
เจียงผิงอันไม่ได้พูดอันใดให้มากความ เขาเดินไปหาชายคนนั้น ก่อนยกมือขึ้น ทันใดนั้น แสงสีเขียวก็เข้าปกคลุมรอบกาย
เดิมชายผิวคล้ำใและคิดหลบ หากแต่ความอบอุ่นบนร่างกลับทำให้เขาผ่อนคลายอย่างยิ่ง
แม่กับลูกชายที่อยู่ข้าง ๆ จ้องมองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า พวกเขาใมาก ด้วยไม่รู้ว่าเหตุใดมือของอีกฝ่ายจึงเรืองแสงได้ มันช่างน่าตกตะลึงนัก
หลังจากนั้นไม่นาน เจียงผิงอันก็หยุดใช้วิชาเยียวยา
"ข้า… ร่างกายของข้า… ดูเหมือนจะหายดีแล้ว!"
ชายคนนั้นกลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง เขารู้สึกว่าทั้งร่างเต็มไปด้วยพละกำลัง และไม่มีอาการไออีกต่อไป
นี่มันน่าเหลือเชื่อมาก!
ขณะที่ชายคนนั้นใ เจียงผิงอันก็นั่งยอง ๆ ลงข้าง ๆ วัวที่หายใจรวยริน ก่อนใช้วิชาเยียวยาอีกครั้ง
วัวเหลืองที่กำลังจะตายพลันลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง
"โอ้ ์! ขอบพระคุณท่านสำหรับความช่วยเหลือ!"
ชายหญิงคู่นั้นรีบกดตัวบุตรชายให้คุกเข่าลงตรงหน้าเจียงผิงอันด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
พวกเขาคาดว่าเด็กหนุ่มคนนี้ควรจะเป็เซียนที่ผู้คนเรียกขานเป็แน่
พวกเขารู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก ถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือนี้ ครอบครัวของพวกเขาคงต้องเจอปัญหาใหญ่แน่
"ข้ายินดีช่วย ไม่ต้องขอบคุณหรอก"
เจียงผิงอันหยิบผลไม้ที่เหี่ยวเฉาผลหนึ่งขึ้นมาจากเกวียน "ใช้นี่เป็รางวัลก็แล้วกัน"
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็เดินแทะผลไม้จากไป
ผลไม้มีรสฝาดมาก รสชาติช่างเหมือนกับที่มารดาของเขาเคยเก็บมาไม่มีผิด
ครอบครัวทั้งสามเฝ้าดูเจียงผิงอันเดินจากไป จากนั้นก็ขึ้นเกวียนมุ่งหน้ากลับบ้านไปพร้อมกับเสบียง โดยเสียงหัวเราะเริงร่าอย่างมีความสุขของพวกเขาดังก้องกังวานออกไปภายใต้ท้องฟ้ายามตะวันตกดิน
เจียงผิงอันมองย้อนกลับไป
บางที หากไม่มีภาษีสูง ๆ นั่น เขาเองก็คงจะมีความสุขพอ ๆ กับครอบครัวนั้น
เมื่อกลับไปถึงห้องพัก ก่อนจะทันได้เปิดประตู เขาก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนถือดาบขวางอยู่ที่ประตู
รูปร่างเล็กกะทัดรัดของเด็กสาวตั้งตระหง่าน โดยร่างกายของนางเริ่มเติบโต มีสัดส่วนชัดเจนขึ้น ขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว ผมแกละของนางจะแกว่งไกวเบา ๆ
ครั้นเห็นเจียงผิงอันไกล ๆ เด็กผู้หญิงก็ชักมีดสั้นกว้างสองชุ่นออกมา
“เจียงผิงอัน! ข้า เมิ่งจิง กลับมาแล้ว!”
“ในตลอดเดือนที่ผ่านมา ข้าได้ฝึกฝนอย่างหนักและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางหลายร้อยอำเภอในเมืองเฮยเฟิง ตัวข้าติดอันดับที่สิบการในการแข่งขันคัดเลือกอัจฉริยะเชียวนะ!”
“คราวที่แล้วข้าประมาทไป ครั้งนี้เ้าอย่าคิดจะล้มข้าได้ง่าย ๆ เลย!”
เด็กสาวผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเมิ่งจิง บุตรสาวของท่านแม่ทัพ
เมื่อเดือนที่แล้วนางได้พ่ายต่อเจียงผิงอัน แต่นางปฏิเสธที่จะยอมรับความพ่ายแพ้
ด้วยนางต้องเข้าร่วมในการคัดเลือกอัจฉริยะในเมืองเฮยเฟิง นางจึงจำต้องระงับการประลองกับเขาไว้ก่อน
วันนี้นางเพิ่งกลับมาถึง ก็ปรี่มาที่นี่ทันทีโดยยังไม่ได้ไปหาบิดาของนางด้วยซ้ำ ครั้งนี้นางเตรียมต่อสู้กับเจียงผิงอันอีกครั้งเพื่อพิสูจน์ว่าตนเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด
“เ้าคือเจียงผิงอันที่เสี่ยวจิงพูดถึงสินะ?”
จู่ ๆ ชายร่างอ้วนอายุสิบสี่สิบห้าปีก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ อีกฝ่ายชำเลืองมองเจียงผิงอันด้วยสายตาเ็า
“เซี่ยงจวิน ออกไปจากที่นี่ซะ นี่ไม่ใช่เื่ของเ้า”
ครั้นเห็นชายอ้วนผู้นี้ ใบหน้าจิ้มลิ้มของเมิ่งจิงก็เต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ
ชายผู้นี้มาจากอำเภอถัดไป โดยเป็คนที่นางพบในการแข่งขันคัดเลือกอัจฉิรยะ หลังจากที่พ่ายแพ้ เขาก็ติดสอยห้อยตามนางมาเหมือนผู้ติดตามคนหนึ่ง
“เหตุใดจึงไม่ใช่เื่อะไรของข้าเล่า? ข้าชอบเสี่ยวจิง ดังนั้นคนที่เสี่ยวจิงเกลียดก็คือคนที่ข้าเกลียด”
เซี่ยงจวินเผยสีหน้าที่เขาคิดว่าดูรักใคร่อีกฝ่ายออกไป
เมิ่งจิงกลับขนลุกขนพองไปหมด "เ้าช่วยออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่? เ้าช่างเด็กนัก"
เด็กผู้หญิงมักเติบโตทั้งทางร่างกายและความคิดเร็วกว่า ดังนั้นพวกนางจึงมักรู้สึกว่าสหายรุ่นราวคราวเดียวกันยังเป็เด็ก
"ไม่ ข้าไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก นี่จึงเป็เหตุผลที่ข้าสามารถเข้าสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นหก และกลายเป็อันดับที่สิบเอ็ด ในการแข่งขันอัจฉริยะได้ คติประจำใจของข้าคือจงอย่ายอมแพ้!"
ในการเผชิญหน้ากับท่าทีรังเกียจของเมิ่งจิง เซี่ยงจวินหาได้สะทกสะท้านไม่ แต่กลับเผยท่าทีดื้อดึงกว่าเดิม
ตัวเขามองไปที่เจียงผิงอันอีกครั้งและเอ่ยเสียงเย็น "เ้าสารเลว เ้ากล้าทำให้เสี่ยวจิงไม่พอใจ วันนี้ข้าจะทุบตีเ้าเสีย!"
เจียงผิงอันเฝ้าดูทั้งสองคนอย่างสงบ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่เขามักรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าใจเด็กในวัยนี้นัก
เปลวไฟร้อนแรงลุกโชนขึ้นในมือของเซี่ยงจวิน
“ยามนี้ข้าให้โอกาสเ้าอ้อนวอนและขออภัยเมิ่งจิง ไม่เช่นนั้นข้าจะเผาเ้าให้กลายเป็หมูหันย่าง!”
ครั้นเห็นเปลวไฟในมือของคู่ต่อสู้ เจียงผิงอันก็นึกอิจฉา
อุณหภูมิสูงยิ่ง เห็นได้ชัดว่ามันทรงพลังกว่าลูกไฟที่เขาเคยปล่อยออกมาหลายส่วน
ในบรรดาผู้ฝึกิญญาขั้นเดียวกันนั้น ตัวเขาอ่อนแอกว่ามากจริง ๆ