ตอนที่ 13 เ้าลองชิมให้ข้าสิ
จิ้งเยี่ยมองลั่วปิงเดินจากไป เนื่องจากคนผู้นี้เชื่อถือได้ เขาจึงไม่ห่วงว่าอีกฝ่ายจะรู้ถึงพลังยุทธ์ตนที่ฟื้นฟูกลับคืนมาแล้ว เดิมทียังลังเลว่าจะให้ลั่วปิงไปสืบเื่อ้านจิ่ว แต่ยามนี้คิดว่าควรสืบดูเป็การลับดีกว่า
องค์รัชทายาทคงไม่ยอมปล่อยอ้านจิ่วไปง่ายๆ แน่ เกรงว่าข้อบาดหมางระหว่างเขากับพี่ชายจะร้าวฉานยิ่งกว่าเดิม พวกตนระหองระแหงกันมาั้แ่เด็ก สาเหตุสำคัญคือเสด็จพ่อโปรดปรานเขายิ่งนัก รัชทายาทจึงรู้สึกไม่พอใจ ต่อมายังมีเื่อีลั่วเสวี่ยชายารัชทายาทอีก ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลงกว่าเดิม คราวนี้ยังมีเื่อ้านจิ่วเพิ่มเข้ามา จิ้งเยี่ยคาดว่าตนคงได้แตกหักกับหย่งหยวนแน่แล้ว
ท่านอ๋องเดินเข้าห้องแล้วนั่งลงบนเตียง พลางดึงม่านเตียงลง จากนั้นกดปุ่มกลไกพลิกกายเข้าสู่ทางลับ เขาส่งเสียงเรียกท่ามกลางความมืด “ออกมา”
เงาร่างหนึ่งพลันคุกเข่าลงตรงหน้า “ขอรับ”
“รัชทายาทมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง”
“เขาให้องครักษ์เงาสองนายเฝ้าจับตามองจวนอ๋องขอรับ แต่ถูกองครักษ์ลับของจวนสั่งสอน ตอนนี้คนเ่าั้ไปจากจวนแล้วขอรับ”
ดวงตาจิ้งเยี่ยสว่างวาบ เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “งั้นรึ องครักษ์ลับไม่ใช่คนที่จะลงมือโดยง่าย เหตุใดจึงไม่อดกลั้นเยือกเย็นเอาเสียเลย ภารกิจของพวกเขาแค่ดูแลความปลอดภัยข้าก็พอแล้ว ไม่ควรไปมีเื่กับองครักษ์เงาของรัชทายาทเลยนี่”
“เื่นี้ผู้น้อยเองก็ไม่ทราบขอรับ”
“อืม ไม่เป็ไรหรอก ใช่แล้ว ข้ามีงานหนึ่งให้เ้าทำ” จิ้งเยี่ยพูดพลางส่งสัญญาณให้คนที่คุกเข่า อีกฝ่ายลุกขึ้นพร้อมเอียงหูมาใกล้ ท่านอ๋องจึงกระซิบกับอีกฝ่าย “...เ้าทราบว่าเขามีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา อย่าให้ฝ่ายนั้นรู้ตัวเด็ดขาด สืบได้ความอะไรยังไม่ต้องเคลื่อนไหว กลับมารายงานแล้วรอฟังคำสั่งข้า”
“รับทราบขอรับ”
“เ้าไปเถอะ”
จิ้งเยี่ยลุกจากเตียงด้วยท่าทางเกียจคร้าน หรี่ตาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วออกจากห้องบรรทม หลินถงยกชามยาเดินตามเขา วันนี้ท่านอ๋องอาละวาดไม่ยอมดื่มยา บอกว่ายาขมเกิน ตนจึงได้แต่เดินตามหลังเ้านายอย่างงกเงิ่น ไม่รู้จะทำเช่นไรดี
ซู่ชิงอ๋องเดินนวยนาดเข้ามาในสวน พลางกวาดตามองไป ในจุดที่ไม่ไกลนักมีต้นโก่ว[1]ต้นหนึ่งกิ่งใบอุดมสมบูรณ์ ออกผลสีแดงสด เห็นแล้วก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนร้องเรียกอย่างไม่จริงจังนัก “อ้านจิ่ว”
ทันใดนั้นข้างกายพลันปรากฏร่างคนผู้หนึ่งคุกเข่าลง การแต่งกายเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน แต่กลับทำให้จิ้งเยี่ยรู้สึกคุ้นชินและสบายใจยิ่ง เขายื่นมือไปตรงหน้าหลินถง อีกฝ่ายรีบยื่นชามยามาให้อย่างรู้ใจ
หลินถงแอบดีใจขึ้นมา เข้าใจว่าท่านอ๋องคิดได้แล้ว ทว่ากลับเห็นอีกฝ่ายยื่นชามยาไปให้คนที่คุกเข่าตรงหน้า “เอ้า ลองชิมนี่ให้ข้าซิ ข้าว่ามันขมนะ เ้าเห็นด้วยหรือไม่”
อ้านจิ่วรับชามยามา ก่อนเปิดผ้าคลุมดำใต้คางเล็กน้อย เผยให้เห็นริมฝีปาก จากนั้นยกชามยาขึ้นจิบคำหนึ่ง “นายท่านบอกว่าขม มันก็ขมขอรับ!”
จิ้งเยี่ยอึ้งไปชั่ววูบแล้วหัวเราะ เขาเงยหน้าขึ้น พลางยักคิ้วไปทางผลไม้สีแดงสดที่อยู่ไม่ไกลแล้วกล่าว “ข้าได้ยินว่าผลไม้นั่นหวานนัก เ้าไปเด็ดมาทีซิ”
อ้านจิ่วเหินร่างขึ้นไปแตะเท้าบนกิ่งไม้ พริบตาเดียวก็กลับมาตรงหน้าจิ้งเยี่ย โดยที่ยาน้ำในชามซึ่งถือไว้ไม่กระฉอกแม้แต่น้อย ในมือยังมีผลไม้กลมเล็กสีแดงสดอีกสองลูก
“เ้าลองชิมแทนข้าซิว่าหวานหรือไม่” จิ้งเยี่ยยิ้มในหน้า เขาพบว่าสีหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึกของเ้านี่ยิ่งดูน่าสนใจขึ้นทุกที
อ้านจิ่วส่งผลไม้เข้าปากแล้วกล่าว “นายท่านบอกว่าหวาน ก็คือหวานขอรับ!”
จิ้งเยี่ยหัวเราะลั่นออกมาอีกพักหนึ่ง จากนั้นรับชามยาที่อ้านจิ่วยื่นมาให้ยกดื่มรวดเดียวหมด แล้วรับเอาผลไม้จากมืออีกฝ่ายส่งเข้าปาก เนื่องจากกินของสิ่งเดียวกับอ้านจิ่ว ท่านอ๋องจึงรู้สึกว่าผลไม้ในปากหวานอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว
เชิงอรรถ
^ ต้นโก่ว (paper mulberry) หรือ ปอสา เป็นพืชตระกูลเดียวกับหม่อน ผลสุกมีฤทธิ์เย็น สรรพคุณบำรุงสายตา เส้นเอ็น และกระดูก เป็นต้น