รัตติกาลในตรอกอับแสงของเมืองเมฆาล่องยังคงเงียบสงัดและเยือกเย็นเช่นเคย มีเพียงแสงจันทร์ซีดเซียวที่ส่องลอดลงมาเป็ลำ ทำให้เงาของอาคารเก่าซอมซ่อทอดยาวราวกับแขนของปีศาจที่กำลังไขว่คว้าหาเหยื่อ ทว่าในคืนนี้ บรรยากาศกลับแตกต่างออกไป ที่ปลายตรอกซึ่งเคยเป็แหล่งซ่องสุมของเหล่าอันธพาล บัดนี้กลับมีชายฉกรรจ์สองคนยืนเฝ้าอยู่ด้วยท่าทีนอบน้อมและระแวดระวัง พวกเขาไม่ใช่ลูกสมุนของแก๊งพยัคฆ์อีกต่อไป แต่เป็ทวารบาลของ ‘หอจันทรา’
เมื่อเงาร่างที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นที่ปากตรอก ชายฉกรรจ์ทั้งสองก็รีบค้อมกายลงคารวะอย่างพร้อมเพรียง “คารวะนายท่าน!”
เฟยหลงเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ เป็การตอบรับ ก่อนจะเดินผ่านพวกเขาเข้าไปด้านใน ที่สุดปลายตรอก ร่างกำยำของต้าหู่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ท่าทีของเขาในวันนี้แตกต่างจากหัวหน้าแก๊งอันธพาลคนเดิมโดยสิ้นเชิง มันคือท่าทีของผู้ใต้บังคับบัญชาที่เปี่ยมด้วยความเคารพและยำเกรง
“นายท่าน โปรดเชิญด้านในขอรับ ที่นี่ข้าได้จัดเตรียมไว้เป็พิเศษแล้ว” ต้าหู่ผายมือไปยังประตูเล็กๆ บานหนึ่งที่ซ่อนอยู่อย่างแเีกับกำแพงอิฐ
เฟยหลงก้าวตามเข้าไปโดยไม่เอ่ยคำใด ด้านในคือห้องใต้ดินขนาดเล็กที่ถูกดัดแปลงอย่างเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะไม้หนึ่งตัวและเก้าอี้สองตัวตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวที่ส่องแสงสลัว เผยให้เห็นม้วนกระดาษหลายม้วนที่วางซ้อนกันอยู่
“นี่คือรายงานทั้งหมดใน่เจ็ดวันที่ผ่านมาขอรับนายท่าน” ต้าหู่กล่าวพลางเลื่อนม้วนกระดาษมาตรงหน้าเฟยหลง “ทุกเื่ราวในเมืองเมฆาล่อง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ข้ารวบรวมมาไว้ให้ท่านทั้งหมดแล้วตามคำสั่ง”
เฟยหลงหยิบม้วนกระดาษม้วนแรกขึ้นมาคลี่ออกอย่างไม่รีบร้อน สายตาของเขากวาดอ่านตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ อย่างรวดเร็ว
“อืม...ตระกูลหลี่กับตระกูลจางแย่งชิงแหล่งน้ำกัน...น่าสนใจ” เขากล่าวเสียงเรียบ “ร้านสุราเดือนแรมมีสาวงามคนใหม่มาประจำการ...ไร้สาระ”
เขาคลี่ม้วนต่อไป “กองคาราวานจากเมืองหลวงจะเดินทางมาถึงในอีกสามวัน...มีประโยชน์...แล้วนี่อะไร? ราคาเกลือในตลาดสูงขึ้นสามอีแปะเพราะพ่อค้าคนกลางกักตุนสินค้า...ข้อมูลพวกนี้พอใช้ได้ แต่ยังผิวเผินเกินไป ข้า้าลึกกว่านี้ ต้าหู่ ลึกกว่านี้มาก”
“ขออภัยขอรับนายท่าน! นี่เป็เพียงการเริ่มต้น พวกเรากำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะแทรกซึมเข้าไปในวงในให้มากขึ้นขอรับ!” ต้าหู่รีบกล่าวอย่างร้อนรน
“ข้าเข้าใจ” เฟยหลงกล่าว พลางหยิบม้วนกระดาษม้วนสุดท้ายขึ้นมา “แล้วม้วนนี้ล่ะ? ทำไมถึงแยกออกมาต่างหาก?”
“ม้วนนั้น...เป็ข่าวลือที่ข้าเพิ่งได้ยินมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อ่เย็นนี้เองขอรับ” แววตาของต้าหู่ฉายประกายตื่นเต้น “เป็ข่าวลือในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์และนักล่าสมบัติขอรับ พวกเขาพูดกันให้แซ่ดว่า...ในอีกห้าวันข้างหน้า ณ ใจกลางป่าหมอกอสูร จะมีสมุนไพรล้ำค่าในตำนานปรากฏขึ้น...‘หญ้าิญญาเก้าใบ’ ขอรับ!”
เฟยหลงชะงักมือที่กำลังจะคลี่ม้วนกระดาษออก เขาวางมันลงบนโต๊ะช้าๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับต้าหู่ “หญ้าิญญาเก้าใบ? เ้าแน่ใจนะว่าเป็ชื่อนี้?”
“แน่ใจร้อยส่วนพันส่วนเลยขอรับนายท่าน! พวกเขาบอกว่ามันเป็สมุนไพรวิเศษที่สามารถชำระไขกระดูกและเพิ่มพลังลมปราณได้อย่างมหาศาลในพริบตา ตอนนี้พวกนักล่าค่าหัวกับศิษย์จากสำนักเล็กๆ ในระแวกนี้ต่างพากันเตรียมตัวยกโขยงเข้าไปเสี่ยงโชคกันใหญ่แล้วขอรับ!” ต้าหู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
เฟยหลงเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็จังหวะช้าๆ ในความเงียบนั้น มีเพียงเสียงตะเกียงน้ำมันที่ลุกไหม้ดังเปรี๊ยะเบาๆ
ในสมองของเขา ความทรงจำจากนิยาย ‘ราชันย์เทพั’ ฉายชัดขึ้นมาราวกับภาพยนตร์...‘ป่าหมอกอสูร...หญ้าิญญาเก้าใบ...’
‘มาแล้ว...กับดักที่สอง...’ เขาสบถในใจ ‘ข่าวลือนี้...ในนิยายมันถูกปล่อยออกมาโดยตระกูลหวัง ศัตรูคู่อาฆาตของเย่เฉินในเมืองข้างเคียง พวกมัน้าล่อให้เย่เฉินเข้าไปในป่าหมอกอสูร แล้วใช้ค่ายกลและนักฆ่าล้อมสังหารเขา! หญ้าิญญาเก้าใบนั่นมันไม่มีอยู่จริง! เป็แค่เื่ที่แต่งขึ้นมาทั้งเพ!’
“นายท่าน...นายท่านขอรับ?” เสียงของต้าหู่ดึงเขากลับมาสู่ความเป็จริง “เื่นี้...ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรขอรับ? หญ้าิญญาเก้าใบ...มันเป็ของจริงหรือไม่? พวกเรา...หอจันทรา...ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหรือไม่ขอรับ?”
เฟยหลงยกยิ้มที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่เย็นะเืและอ่านไม่ออก “ของจริงรึ? หึ...ในโลกนี้ ของบางอย่างยิ่งดูเหมือนจริง ก็ยิ่งเป็ของปลอม...และของปลอมบางอย่าง ก็อาจจะนำเราไปสู่ของจริงที่ล้ำค่ายิ่งกว่าได้”
“ขะ...ข้าไม่เข้าใจขอรับนายท่าน” ต้าหู่กล่าวอย่างสับสน
“เ้าไม่จำเป็ต้องเข้าใจ” เฟยหลงกล่าว “แต่ข้ามีงานใหม่ให้เ้าทำ...งานที่สำคัญมาก”
“ขอเพียงนายท่านสั่งมา! ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าต้าหู่ก็ไม่เคยหวั่น!”
“ข้าไม่้าให้เ้าไปบุกน้ำลุยไฟ ข้า้าให้เ้าไป...ปล่อยข่าว” เฟยหลงกล่าว ดวงตาของเขาเปล่งประกายคมกล้า “ไปปล่อยข่าวลือเพิ่มเติม...ไปบอกพวกนักล่าสมบัติพวกนั้นว่า เ้าได้ยินมาอีกทีว่า นอกจากหญ้าิญญาเก้าใบแล้ว บริเวณหน้าผาใกล้ๆ กันนั้น ยังมีคนเคยเห็น ‘อสูรเหยี่ยวอัสนี’ บินวนเวียนอยู่ด้วย”
“อสูรเหยี่ยวอัสนี!” ต้าหู่เบิกตากว้างด้วยความใ “นั่นมันอสูรระดับสูงที่หายากมากไม่ใช่หรือขอรับ! ว่ากันว่ามันสามารถควบคุมสายฟ้าได้! ให้ข้าไปปล่อยข่าวแบบนั้น พวกเขาจะไม่หาว่าข้าบ้ารึขอรับ?”
“ก็ปล่อยให้พวกเขาคิดไปสิ” เฟยหลงหัวเราะในลำคอ “ยิ่งดูเหมือนเื่ไร้สาระมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี...หน้าที่ของเ้าคือทำให้ข่าวลือนี้แพร่กระจายออกไปในวงกว้างที่สุด ทำให้มันไปเข้าหูของทุกคน...โดยเฉพาะ...พวกศิษย์ของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย”
‘เย่เฉิน...’ เฟยหลงคิดในใจ ‘ตามนิสัยของเ้าแล้ว หากได้ยินเื่หญ้าิญญาเก้าใบ เ้าจะต้องสนใจอย่างแน่นอน แต่ด้วยความรอบคอบของเ้า เ้าอาจจะยังลังเล...แต่ถ้าหากเ้าได้ยินเื่ ‘อสูรเหยี่ยวอัสนี’ เพิ่มเข้าไปด้วยล่ะ...เ้าจะต้องนึกออกแน่ว่า อสูรระดับนั้นมันไม่ได้อาศัยอยู่ในป่าทึบ แต่มันสร้างรังอยู่บนหน้าผาสูงชัน...และนั่นจะทำให้เ้าเริ่มสงสัยในข่าวลือเื่หญ้าิญญา และหันไปให้ความสนใจกับหน้าผาแห่งนั้นแทน’
“แล้ว...แล้วสมบัติที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่ขอรับนายท่าน? หญ้าิญญา? หรือว่าเหยี่ยวอัสนี?” ต้าหู่ถามด้วยความอยากรู้สุดขีด
“สมบัติที่แท้จริงน่ะรึ?” เฟยหลงยิ้มอย่างมีเลศนัย “มันคือสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด...มันคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในรังของเหยี่ยวอัสนีนั่นแหละ ต้าหู่...‘ไข่’ ของมัน”
‘ในนิยาย...หลังจากที่เย่เฉินเอาชนะนักฆ่าของตระกูลหวังได้แล้ว เขาก็จะเกิดความสงสัยและขึ้นไปสำรวจหน้าผานั่น แล้วก็ได้พบกับรังของเหยี่ยวอัสนีที่เพิ่งออกไปล่าเหยื่อโดยบังเอิญ เขาจึงได้ขโมยไข่ของมันมา และได้สัตว์อสูรคู่หูที่ทรงพลังมา...เป็อีกหนึ่งโชคช่วยครั้งใหญ่ของพระเอก’
‘แต่คราวนี้...มันจะไม่เป็แบบนั้นอีกต่อไป’
“ไปทำตามที่ข้าสั่งซะ ทำให้ข่าวลือทั้งสองเื่ดังกระหึ่มไปทั่วเมืองเมฆาล่องภายในสามวันให้ได้” เฟยหลงสั่งการ “ส่วนที่เหลือ...ข้าจะจัดการเอง”
“รับทราบขอรับนายท่าน!” ต้าหู่รับคำสั่งอย่างแข็งขัน เขารู้สึกตื่นเต้นจนเืในกายสูบฉีดอย่างรุนแรง นี่คืองานใหญ่ครั้งแรกของหอจันทรา!
“อ้อ อีกเื่หนึ่ง” เฟยหลงกล่าวเสริมขณะที่ลุกขึ้นยืนเตรียมจะจากไป “หลังจากปล่อยข่าวแล้ว ให้คนของเ้าคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มหนึ่งไว้ให้ดี...‘ตระกูลหวัง’ แห่งเมืองวายุคราม...ข้าอยากรู้ว่าพวกมันส่งใครมาที่นี่บ้าง และพวกมันวางแผนจะทำอะไรกันแน่”
“ตระกูลหวังรึขอรับ? ได้เลยขอรับนายท่าน ข้าจะให้คนของเราจับตาดูพวกมันไม่ให้คลาดสายตา!”
“ดีมาก” เฟยหลงกล่าวเป็คำสุดท้าย ก่อนจะเดินออกจากห้องใต้ดินไป ทิ้งให้ต้าหู่ยืนอยู่ท่ามกลางความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น
เมื่อกลับออกมาสู่ความมืดของตรอกอีกครั้ง เฟยหลงก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ
‘เย่เฉินเอ๋ย...ข้ากำลังจะจัดฉากละครโรงใหญ่ให้เ้าอีกแล้วนะ’ เขากระซิบกับสายลม ‘ข้าจะปล่อยให้เ้ากับพวกตระกูลหวังกัดกันเองจนหนำใจ...ปล่อยให้พวกเ้าสู้กันจนอ่อนแรง...และในขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้องไปยังการต่อสู้ของแสงสว่างและความมืดนั้น...เงาที่แท้จริงอย่างข้า...ก็จะเข้าไปขโมยรางวัลที่ล้ำค่าที่สุดออกมาอย่างเงียบเชียบ’
‘ไข่อสูรเหยี่ยวอัสนี...สมบัติชิ้นที่สองของพระเอก...ข้าขอรับมันไปก่อนก็แล้วกันนะ’