ผ่านมาประมาณเกือบสองสัปดาห์แล้วนับั้แ่วันที่พวกคิมหันต์ถูกทำโทษ ข้อดีของเวลาคือช่วยให้ลืมเื่ราวต่างๆ ซึ่งในกรณีนี้ผมปรารถนาให้ตัวเองลืมเื่แย่ ๆ ไปให้หมด
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาไม่ว่าจะไปที่ไหนผมก็มักได้ยินเพื่อนๆ พูดคุยกันเื่นี้ บางคนถึงขั้นรบเร้าให้ผมเล่าความจริงแต่ผมก็ไม่เคยปริปากและเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเหลืออดจริง ๆ ก็จะดึงพระเ้าเข้ามาช่วยโดยการอ้างถึงพระบัญญัติสิบประการข้อที่แปดที่ว่า“อย่าพูดเท็จใส่ร้ายผู้อื่น” บางคนยอมหยุดเพราะไม่อยากไปแก้บาปแต่บางคนก็กลอกตาและทำเป็ไม่สนใจ
ในขณะเดียวกัน แม้ชลเทพจะมองผมด้วยสายตาไม่เป็มิตรยามที่เราเดินสวนกันที่ไหนสักแห่งหรือตอนที่ปราการเดินเข้ามาใกล้และพูดจาไม่ลื่นหู แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมสะทกสะท้านแต่อย่างใดทว่ากลับรู้สึกสบายใจมากกว่าเพราะหมายความว่าพวกเขาไม่ได้สงสัยตงเปียนอย่างที่ผมกังวล
แต่เพื่อความสบายใจ่นี้ผมจึงไปไหนมาไหนกับตงเปียนตลอดซึ่งนั่นอาจเป็สาเหตุที่ทำให้เราสองคนเริ่มสนิทกันมากขึ้น โดยผมถือว่าอย่างน้อยก็มีเื่ดีๆ เกิดขึ้นบ้าง
สุดท้ายเมื่อไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัด ฉะนั้นเื่นี้จึงถูกลืมไปอย่างรวดเร็วอันที่จริงผมต้องขอบคุณกิจกรรมกีฬาสีที่จะถึงในเร็ว ๆ นี้เพราะมันช่วยเบนความสนใจของใครๆ ได้มากทีเดียว
่กลางเดือนกันยายนของทุกปีทางบ้านเณรจะมีการจัดงานกีฬาสีเป็ระยะเวลาสามวัน งานนี้ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนที่อื่นๆ เนื่องด้วยจำนวนนักเรียนที่ค่อนข้างน้อย แต่บรรดาคุณพ่อก็ดูตื่นเต้นมากเช่นเดียวกับพวกนักเรียนที่เอาแต่คุยไม่หยุดว่าปีนี้ตนจะได้อยู่สีไหน
เย็นวันหนึ่งนักเรียนทั้งหมดไปรวมตัวกันที่สนามฟุตบอลตามคำสั่งของคุณพ่อประเสริฐที่ได้แจ้งไว้เมื่อตอนเช้าโดยมีบราเดอร์วินยืนถือกล่องบรรจุสลากสีขาว สีแดง สีเขียวและสีม่วงอยู่หน้าเสาธง ปากคอยะโสั่งให้ทุกคนเงียบเสียงแต่ก็ไม่มีใครสนใจฟัง
เมื่อบราเดอร์วินยอมแพ้ไปในที่สุดคุณพ่อประเสริฐก็มารับ่ต่อท่านสั่งให้พวกเรานั่งลงเป็แถวตอนตามชั้นเรียนด้วยเสียงอันดังฟังชัด
“คิดว่าจะได้อยู่สีอะไร”
มีเสียงกระซิบดังที่ข้างหูซ้าย ผมหันไปและเห็นคิมหันต์ยักคิ้วให้อย่างทะเล้นๆ ผมยิ้มแล้วจึงเอนไปด้านหลัง
“สีเขียวมั้ง” ผมกระซิบที่หูขวาของเขา
“อยู่ด้วยได้ไหม” คิมหันต์ว่า
ผมชะงักไปเล็กน้อย
ให้ตายเถอะได้แน่นอน! ผมยินดีมากเลย อันที่จริงผมน่าจะเป็คนถามคำถามนี้มากกว่าเพราะใคร ๆ ต่างก็อยากอยู่ทีมเดียวกับเขาทั้งนั้น
พ่อนักกีฬาคนเก่งของผม
ใช่แล้ว เขาเป็ของผมเสมอในจินตนาการและความฝันและด้วยสาเหตุนี้เองผมจึงรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้าเมื่อคิดถึงมัน
“ได้ดิ มีนายก็เหมือนมีนักกีฬาสิบคนละ”ผมตอบกวน ๆ แก้เขิน
คิมหันต์ยื่นมือมาขยี้ติ่งหูของผมอย่างหมั่นไส้ผมทำเป็หัวเราะและแกล้งขยับหนี ทว่าจริง ๆ แล้วกำลังวิงวอนในใจขออย่าให้เขาหยุดทำแบบนั้น
อย่าหยุดมองและอย่าหยุดััตัวผมไม่ว่าจะเป็ส่วนไหนก็ตาม ั้แ่นิ้วเท้าจนถึงปลายเส้นผม
ผมยอมสวดสายประคำวันละหนึ่งร้อยครั้งหรืออดอาหารสามวันต่อสัปดาห์เลยก็ได้ขอเพียงแค่์อนุญาตให้เกิดเื่แบบนี้เสมอ ๆ
อย่างไรก็ตามเมื่อถึงคราวจับฉลากคิมหันต์กับผมก็ไม่ได้อยู่สีเดียวกันอยู่ดีผมจับได้สีขาว ตงเปียนได้สีเขียวและคิมหันต์ได้สีแดง ส่วนคนอื่น ๆผมไม่คิดจะอยากรู้
โชคดีที่่นั้นการบ้านไม่เยอะมาก ผมจึงมีเวลาว่างฝึกซ้อมดนตรีกับเล่นกีฬาได้อย่างสบายใจ ถึงจะมีฝนตกบ้างแต่พวกเราก็สนุกกับการเตรียมความพร้อมสำหรับงานกีฬาสีซึ่งถ้าวันไหนอากาศดีคิมหันต์ก็จะปลุกผมั้แ่ตีห้าให้ไปวิ่งด้วยกัน
โอเค ผมยอมเขาทุกเื่นั่นแหละแต่อาจจะยกเว้นเื่การนอนผมพยายามบ่ายเบี่ยงแต่คิมหันต์ก็ไม่ยอมฟัง
“อรุณเบิกฟ้านกกาโบยบินนนนนน”
เขาร้องเพลงเ้าขุนทองด้วยทำนองสูง ๆต่ำ ๆ และกระชากผ้าห่มออกไป จากนั้นก็ใช้นิ้วจิ้มซี่โครงจนผมจั๊กจี้และไม่สามารถนอนหลับอีกต่อไปได้
หลายนาทีผ่านไป หลังจากแต่งตัวเสร็จผมกับคิมหันต์ก็ลงไปข้างล่างและตรงไปยังสนามฟุตบอลโดยพวกเราจะวิ่งวนรอบสนามกันที่นั่น ซึ่งก็มีนักเรียนหลายคนตื่นมาวิ่งด้วยเช่นกัน
แต่พอวิ่งไปได้ไม่นานผมก็เริ่มโหยหาเตียงนอนตาทั้งสองข้างหรี่ปรือและหนักอึ้ง แตกต่างจากคิมหันต์ที่วิ่งขนาบข้างอย่างกระฉับกระเฉงคอยกระตุ้นผมด้วยการสั่งให้วิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอ
“พักหน่อยได้ไหม”ผมโอดครวญเมื่อวิ่งครบรอบที่สาม ปากพะงาบ ๆ หอบหายใจ รู้สึกเจ็บแปลบซี่โครงไปหมด
“อีกรอบแล้วค่อยพัก”
พูดจบคิมหันต์ก็ดันหลังผมให้ออกวิ่งต่อผมทำเสียงฮึดฮัดในลำคอเหมือนไก่ป่วยก่อนจะลากสังขารวิ่งอีกหนึ่งรอบตามคำสั่ง
ที่สุดแล้วผมก็ทำแบบนี้ทุกวันจนกระทั่งถึงวันงานกีฬาสีตื่นไปวิ่งแต่เช้า กลับมาอาบน้ำแต่งตัวและไปร่วมพิธีมิสซาตอนหกโมงครึ่ง เมื่อถึง่พักเที่ยงผมกับเพื่อนบางคนในชั้นเรียนก็พากันไปซ้อมดนตรีจากนั้นพอตกเย็นก็ซ้อมวอลเลย์บอลและวิ่งแข่ง
หากวันไหนพายุเข้าเราก็จะหยุดพักและหากิจกรรมอย่างอื่นทำเช่น ดูโทรทัศน์หรือไม่ก็ขอคิมหันต์เล่นเกมบอย บางครั้งก็นอนคุยกันเื่สัพเพเหระมันเป็่เวลาที่ค่อนข้างวุ่นวายแต่ผมกลับรู้สึกมีความสุขมาก อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ผมลืมเื่บ้าๆ พวกนั้นได้
เมื่อถึงวันงานกีฬาสี หลังเสร็จกิจวัตรประจำวันตอนเช้าแล้วนักเรียนทั้งหมดก็รีบไปขึ้นรถสองแถวที่คุณพ่อจัดเตรียมไว้ให้เพื่อไปตั้งขบวนพาเหรดที่หน้าโรงพยาบาลประจำอำเภอ
ตอนนั้นเองที่ผมแยกกับคิมหันต์และตงเปียนเพราะต้องไปนั่งรถอีกคันซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับวงโยธวาทิตเมื่อทุกคนมาครบแล้วคนขับรถก็พาเราออกไปก่อนคันอื่น ๆ เพื่อจะได้มีเวลาไปตั้งขบวน
พอหลังจากผ่าน่เวลาแห่งความโกลาหลไปแล้วพวกเราก็เดินขบวนพาเหรดมาถึงบ้านเณรตอนแปดโมงโดยประมาณ เมื่อประธานกล่าวเปิดพิธีเสร็จพวกเด็กๆ ก็แยกย้ายกันไปตามซุ้มประจำสี บ้างก็ไปรวมตัวกันตามสนามต่าง ๆ เพื่อเตรียมตัวลงแข่งขัน
เสียงกลองและเสียงเชียร์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างคึกคัก โดยมีคุณพ่ออรรถพลกับคุณพ่อบารมีรับหน้าที่เป็พิธีกรและคอยพากย์เสียงหากมี่ไหนเสียงแ่ลงพวกเขาก็จะเปิดเพลงออกเครื่องเสียงเพื่อสร้างบรรยากาศ
ส่วนผมที่เพิ่งเสร็จจากหน้าที่ก็รีบวิ่งไปเปลี่ยนชุดเป็เสื้อยืดโปโลสีขาวกับกางเกงวอร์มสีดำก่อนจะไปนั่งรวมกับคนอื่น ๆ ที่ซุ้มสีขาวซึ่งอยู่ใกล้กับสวนหย่อมข้างสนามฟุตบอล
่เช้าผมไม่มีแข่งขัน ยกเว้นตอนบ่ายซึ่งมีแข่งวอลเลย์บอลกับทีมสีเขียวจากนั้นก็มีวิ่งแข่งอีกทีในวันที่สามซึ่งเป็วันสุดท้ายดังนั้นผมจึงใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งรับชม ร้องเพลงเชียร์และช่วยพี่ ๆ ยกของมาไว้ที่ซุ้ม
เช้านั้นกีฬาสีเปิดฉากด้วยการแข่งฟุตบอลระหว่างทีมสีแดงกับสีม่วงผมจึงมีโอกาสได้เห็นคิมหันต์ในชุดเสื้อยืดสีแดงกับกางเกงขาสั้นสีดำที่วันนี้ค่อนข้างสั้นและรัดรูปมาก
ผิวสีน้ำตาลของเขาดูเปล่งประกายท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ สีหน้ามุ่งมั่นกับวิธีการเตะส่งลูกฟุตบอลให้กับเพื่อนในทีมทำให้เขาดูน่าสนใจมากกว่าที่เคยราวกับผมกำลังรับชมละครตอนโปรดที่ผู้กำกับใส่ใจรายละเอียดเป็พิเศษ
“มึงดูไอ้พี่คิมแม้งวิ่งเข้าไปสกัดไอ้เอ็มเฉยเลยเล่นโคตรกวนส้นตีน” เด็กม. 4หน้ากลมสะกิดเพื่อนข้าง ๆ และชี้ให้เห็น
เด็กผมหยิกพยักหน้าเห็นด้วยและพวกเขาก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน
ผมซึ่งนั่งห่างออกไปไม่ไกลหูผึ่งทันทีในใจร้อนรนอยากจะทำอะไรสักอย่างให้พวกนั้นหุบปาก มันน่าหงุดหงิดมากที่ไม่สามารถพูดออกไปตรงๆ แต่ผมก็ร้ายกาจพอที่จะสั่งเด็กพวกนั้นให้ไปยกถังน้ำดื่มจากโรงอาหารมาไว้ที่ซุ้ม
“ทำไมต้องเป็พวกผมอะพี่”เด็กหน้ากลมถามเสียงสูง โดยมีเพื่อนของเขาพยักหน้าเห็นด้วย
“เอ้า ก็พี่ไม่เห็นพวกน้องทำอะไรเลยั้แ่มาถึง”ผมบอก “เร็ว ๆ อย่ามัวลีลา พวกนักกีฬาเขารอกินน้ำกันอยู่นะ”
ทั้งสองคนจ้องหน้าผมอย่างเคือง ๆ แต่ผมกลับทำลอยหน้าลอยตาไม่สนใจ แล้วจากนั้นพวกเขาก็เดินกระฟัดกระเฟียดไปอย่างอารมณ์เสีย
หลังทานมื้อเที่ยงเสร็จผมกับตงเปียนก็แยกกันเพื่อไปเตรียมตัวลงแข่ง ในใจแอบเสียดายอยู่เหมือนกันที่ไม่สามารถไปดูเพื่อนแข่งเปตองได้เพราะวอลเลย์บอลก็ดันมาแข่งเวลาเดียวกัน
ขณะกำลังเดินอย่างเซ็ง ๆ ไปยังสนามวอลเลย์บอลคิมหันต์ก็วิ่งมาแตะไหล่ผมจากด้านหลังใบหน้าของเขาพราวไปด้วยเม็ดเหงื่อ ริมฝีปากสวยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
“ได้ดูเราแข่งไหม” เขาถามพลางใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่ใบหน้า
“ดูสิ เชียร์อยู่ข้างสนามเลย” ผมตอบยิ้มๆ “แต่เราเชียร์สีม่วงนะ”
คิมหันต์เอาแขนมาคล้องคอผมไว้
“แต่สีแดงชนะนะครับ” เขายักคิ้วกวน ๆแบบที่ชอบทำ
“คร้าบบบบบคุณคิม” ผมพูดหยอก “วันหลังมาเตะให้ทีมผมบ้างล่ะ”
“ได้ดิ แต่ผมไม่ช่วยใครฟรี ๆ หรอกนะ”เขาทำเสียงเข้มเชิงวางมาด “คุณรันจะให้อะไรผมเป็ค่าตอบแทนล่ะ”
ผมเงียบ นึกไม่ถึงว่ามุกธรรมดา ๆจะทำให้ทั้งร่างกายของผมเย็นวาบ
ใจผมอยากตอบว่า ผมนี่แหละคือค่าตอบแทนแต่ปากที่รู้งานมากกว่านั้นเลือกที่จะพูดออกไปว่า
“ทุกอย่าง”
“เห้ย ทุกอย่างเลยเหรอ”
“ถ้าทำได้อะนะ” ผมยักคิ้วกวน ๆกลับไปบ้าง
แล้วคิมหันต์ก็จัดการล็อคคอผมและขยี้หัวด้วยความหมั่นไส้ผมหัวเราะลั่นและพยายามดิ้นให้หลุดจากแขนแกร่ง แต่สักพักเขาก็ยอมปล่อยผมให้เป็อิสระ
เราสองคนมาถึงสนามวอลเลย์บอลซึ่งอยู่ข้างอาคารเรียนปีกตะวันออกก่อนเวลานัดแข่งขันค่อนข้างนาน ดังนั้นที่นี่จึงไม่ค่อยมีผู้คนนอกจากนักกีฬาทีมสีขาวกับสีเขียวที่มารอแข่งเท่านั้นส่วนกองเชียร์และคุณพ่อกำนันผู้เป็กรรมการตัดสินยังไม่มา
ผมมองไปรอบ ๆ เพื่อหาลูกวอลเลย์บอลแต่ก็ไม่เจอเลยสักลูกดูเหมือนยังไม่ได้เอามาเตรียมไว้เลยด้วยซ้ำ
“พี่นนท์ ๆ มีใครไปเอาลูกวอลเลย์มาหรือยังครับ” ผมเดินเข้าไปถามเด็กหนุ่มร่างสูงจากทีมสีเขียวซึ่งกำลังยืนคุยกับเพื่อนอยู่ข้างเสาเน็ต
“พี่บอกให้เด็กไปเอามาแล้วนะ”เขาชะเง้อมองไปทางโรงเก็บของที่อยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล “เดี๋ยวก็ใกล้จะมาแล้วมั้ง”
ผมพยักหน้าและกลับไปนั่งรอที่ใต้ร่มเงาข้างอาคารเรียนชวนคิมหันต์คุยเื่การแข่งขันฟุตบอลจนกระทั่งผ่านไปเกือบสิบห้านาทีก็ยังไม่มีใครกลับมาพร้อมกับลูกวอลเลย์บอลฉะนั้นผมจึงรอต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
“รออยู่นี่นะเดี๋ยวมา” ผมบอกคิมหันต์
“จะไปไหน” เขาะโถามหลังจากผมวิ่งออกไปได้ไม่ไกล
“ไปเอาลูกวอลเลย์ ไม่นานหรอก”
แล้วผมก็รีบวิ่งไปยังโรงเก็บของซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ประมาณร้อยห้าสิบเมตรห่างไกลจากเสียงคึกคักต่าง ๆ พอสมควร
อย่างไรก็ตามมีเื่เล่าต่อ ๆ กันมาว่ามีคนเคยเห็นผีนางรำมาฟ้อนแถวๆ โรงเก็บของ แม้พวกคุณพ่อจะบอกอย่างรำคาญ ๆ ว่าเป็เื่เพ้อเจ้อทั้งเพ แต่มันก็ไม่ช่วยให้ใครๆ เลิกกลัวได้จนตอนนี้พวกนักเรียนไม่ค่อยกล้ามาแถวนี้เลย
ความจริงผมก็แอบกลัวอยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นตาขาวจนไม่กล้ามาที่นี่คนเดียวเมื่อเห็นเ้ามะขามสุนัขจรจัดนอนอยู่ข้างประตูที่เปิดแง้มไว้นั้นก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดนึงมันลืมตามองขณะผมเดินเข้าไปใกล้ประตูก่อนจะหลับต่ออย่างไม่สนใจ
ผมยื่นหน้าเข้าไปดูข้างใน คาดหวังว่าจะพบใครก็ตามที่พี่นนท์ใช้ให้มาเอาลูกวอลเลย์บอลทว่าก็ไม่พบใครเลย
“อยู่ไหนกันนะ” ผมพูดออกมาเบา ๆ
บางทีพวกนั้นอาจกลัวจนไม่กล้ามา หรือถ้าหากเป็เด็กนักเรียนม.4 ก็อาจสับสนและไปผิดที่ ผมบอกตัวเองให้เลิกคิดและเข้าไปข้างในโรงเก็บของ
ภายในค่อนข้างมืดสลัวและอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นสาบผมย่นจมูกขณะสาวเท้าเข้าไปด้านใน ทุกซอกมุมเต็มไปด้วยข้าวของชำรุดหลายประเภท เช่นโต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ต้นคริสต์มาสฝุ่นจับ รูปปั้นนักบุญแตก ๆ ที่ทำจากปูนปลาสเตอร์และอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่กองสุมอย่างไม่เป็ระเบียบ
ผมขยับแว่นและเบิกตากว้างเพื่อรับแสงให้ได้มากที่สุดพยายามมองหาถุงตาข่ายที่บรรจุลูกวอลเลย์บอลไปรอบ ๆ ไม่นานก็พบว่ามันวางอยู่ในตะกร้าไม้สานที่ตั้งอยู่บนกองไม้ข้างหน้า
“มึงเร็ว ๆ หน่อยเดี๋ยวก็มีใครเข้ามาหรอก” มีเสียงคนพูดดังมาจากด้านหลังกองซากปรักหักพังทางขวามือ
“เออ แป๊บนึง”เสียงทุ้มค่อนข้างแหบตอบกลับอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
ผมขนลุกซู่และเกือบเสียหลักล้มด้วยความใขณะกำลังหาทางขึ้นไปหยิบถุงตาข่ายต่อมาผมก็ได้ยินเสียงไอและสำลัก แม้ใจจะสั่นด้วยความกลัวทว่าสมองกลับสั่งให้เข้าไปดูว่าใครอยู่ตรงนั้นกันแน่
อย่างไรก็ตามจังหวะที่ก้าวถอยหลังถุงตาข่ายดันไปเกี่ยวกับตะปูผมพยายามดึงอยู่พักหนึ่งแล้วก็พลาดท่าเสียหลักล้มใส่กองไม้จนเกิดเสียงดังโครม
“เหี้ยแล้ว!” มีเสียงอุทานร้องดังลั่น
แล้วแทบจะทันทีบุคคลปริศนาก็เผยตัวออกมาจากด้านหลังกองซากปรักหักพังทั้งสองคนดูหวาดกลัวสุดขีดราวกับเห็นผี ส่วนผมรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจอาการเจ็บตามตัวและความรู้สึกขายหน้า
จากนั้นทั้งสองก็มองหน้ากันอย่างสับสนซึ่งผมรู้ว่าทำไมเพราะนี่เป็การเผชิญหน้ากันแบบจริงจังครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ระหว่างพวกเรา
“มึงมาทำเหี้ยไร” ปราการตะคอกถามโดยมีชลเทพยืนวางท่าอยู่ข้างๆ เหมือนั์สมองกลวง
“กูมาเอาลูกวอลเลย์” ผมตอบกลับเสียงเ็าและมองพวกเขาอย่างพิจารณา“แล้วพวกมึงมาทำอะไรในนี้ไม่ทราบ”
ปราการทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะเหลือบมองไปทางชลเทพ
“พวกกูก็มาเอาลูกวอลเลย์” ชลเทพก้าวเข้ามาใกล้ผมมากพอจนได้กลิ่นบุหรี่จากตัวเขา“มึงไม่ต้องสะเหล่อ”
ผมถอนหายใจ พยายามข่มอารมณ์เดือดดาลเอาไว้นึกไม่ถึงว่าคนที่พี่นนท์ใช้ให้มาเอาลูกวอลเลย์บอลจะเป็ปราการกับชลเทพ โลกนี้มันชักจะมีแต่เื่บังเอิญเกินไปแล้ว
ผมหยิบถุงตาข่ายขึ้นมา มองหน้าสองคนนั้นแวบหนึ่งก่อนจะหันหลังและก้าวฉับๆ ตรงไปยังประตู หากแต่ชลเทพกลับพุ่งเข้าไปขวางและกางแขนออก ส่วนปราการก็ต้อนผมไว้จากด้านหลังจนรู้สึกเหมือนสุนัขจนมุม
“หลีกไป!” ผมเหวใส่ชลเทพซึ่งกำลังแสยะยิ้มน่าเกลียด “มึงมาขวางทางกูทำไม!”
แต่คำตอบที่ผมได้รับคือการโดนผลักที่อกอย่างแรงจนเซไปถูกปราการหมอนั่นรวบแขนทั้งสองของผมไว้ด้านหลังจนไม่สามารถดิ้นหนีหรือขัดขืน ถุงตาข่ายหลุดมือไปกองอยู่บนพื้น
“เห้ย พวกมึงจะทำอะไรน่ะ!” ผมร้องถามอย่างตื่นกลัว “ปล่อยกู!”
ผมร้องด่าและถลึงตามองชลเทพอย่างโกรธเคืองสักพักหมอนั่นก็ย่างสามขุมเข้ามาด้วยท่าทางนักเลง
“ปากดีนักเหรอมึง”
ผลัวะ!
มันเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าผมจะทันตั้งตัวใบหน้าของผมสะบัดอย่างแรงไปทางขวา แว่นตาทรงกลมหลุดกระเด็นตกลงพื้น แล้วโลกทั้งใบก็หมุนติ้วเคว้งคว้างอย่างไร้การควบคุมจากนั้นความรู้สึกเจ็บแปลบก็แผ่ซ่านไปทั่วแก้มซ้าย ทั้งร้อนวูบวาบและเจ็บแสบ
ผมหันกลับมาเพื่อวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก่อนที่สมองจะทันประมวลผลได้ทัน วัตถุบางอย่างก็พุ่งหวือเข้ามากระแทกที่ใบหน้าอย่างแรงจนศีรษะหงาย
ผลัก!
ลูกวอลเลย์บอลตกลงสู่พื้น แล้วจากนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างก็เหมือนภาพตัดชลเทพตบหน้าผมอีกครั้งจนสะบัดหงาย ก่อนจะตามมาด้วยหมัดหนัก ๆ ที่ท้อง ผมอยากส่งเสียงร้องทว่ามันจุกมากจนไม่มีเสียงเล็ดลอดนอกจากน้ำตาและเื
“เห้ยมึงกูว่าเบา ๆ หน่อยเถอะ”ปราการบอกขณะยังคงรวบแขนผมไว้จากด้านหลัง น้ำเสียงฟังดูตื่นตระหนก
“มึงกลัวเหรอ!” ชลเทพตะคอกใส่เพื่อน “มึงก็รู้ว่ามันเป็คนไปฟ้องพ่อพลไอ้เหี้ยนี่แม้งวอนส้นตีนเอง”
ปราการครางในลำคอบอกไม่ได้ว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่ แต่ก็ยังเสริมขึ้นมาอีกว่า
“แต่มันเืไหลเลยอะ กูว่าพอได้แล้วมั้งแค่นี้มันก็น่าจะเข็ดแล้วกูว่า”
ผมพยายามสูดหายใจแต่ก็ทำได้ยากลำบากเพราะโพรงจมูกอุดตันด้วยของเหลวเป็เมือกข้นผมเริ่มไอและสำลักอย่างทรมานจนขาสั่นเทาไปหมด ปราการพยายามบังคับให้ผมยืนตรง ๆ แต่ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้นเพราะรู้สึกเหมือนจะหมดสติทั้งเืและน้ำตาหยดลงพื้นเป็ดวง ๆ
แล้วสายตาพร่ามัวของผมก็จับได้ว่าชลเทพกำลังจุดบุหรี่เขาไม่ได้ยกมันขึ้นมาสูบแต่เพียงแค่มองดูอย่างพอใจ จากนั้นก็เอาปลายจิ้มลงที่แขนซ้ายของผม
“โอ้ยยยยย” ผมร้องโหยหวนดังลั่นจนชลเทพต้องเอามือปิดปากผมไว้
เขาถอยออกไปจุดบุหรี่อีกครั้ง ต่อมาก็จิ้มลงที่ซอกคอของผมซึ่งสร้างความเจ็บแสบอย่างร้ายกาจผมร้องและดิ้นทุรนทุรายเพื่อให้หลุดจากพันธนาการ ทว่ากลับดูเหมือนยิ่งยุยงให้ชลเทพทำรุนแรงมากกว่าเดิมผมซึ่งอับจนหนทางจึงเริ่มสวดภาวนาในใจขอความช่วยเหลือจากพระเ้า
ในขณะที่ชลเทพเหมือนจะทำอะไรบางอย่างที่โเี้ประตูโรงเก็บของก็เปิดผลัวะออกเสียงดัง
แต่ก่อนที่ทุกคนจะรับรู้ว่าผู้มาเยือนเป็ใครบุคคลนั้นก็พุ่งเข้ามากระชากชลเทพออกไปอย่างแรงจนเขาปลิวหือเหมือนปุยนุ่นไปที่มุมหนึ่งจากนั้นก็เข้ามายื้อแย่งผมไปจากการจับกุมของปราการจนหมอนั่นเซถลาไปชนโต๊ะนักเรียนด้านหลัง
ผมทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ แต่บุคคลนั้นก็รีบช้อนร่างของผมเอาไว้อย่างอ่อนโยนและพยุงมานั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆ แล้วจึงเดินไปเก็บแว่นตาที่แตกร้าวขึ้นมาสวมให้กับผม
“คิม” ผมร้องสะอื้นเมื่อได้เห็นใบหน้าคิมหันต์์ส่งอัศวินมาช่วยผมแล้วจริง ๆ
คิมหันต์ใช้หลังมือเช็ดเืที่ไหลย้อยลงมาตามคางและเหนือริมฝีปากให้อย่างเบามือเขามองดูผมด้วยสีหน้าใสุดขีด ริมฝีปากขยับเหมือนจะเอื้อนเอ่ยบางอย่างแต่ก็ไม่มีเสียง
“พวกมึงทำแบบนี้ทำไมว้ะ กูไม่ได้ยอมช่วยพวกมึงเพื่อให้มาทำเื่เหี้ยๆ แบบนี้หรอกนะเว้ย!” คิมหันต์หันไปตะหวาดพวกนั้นพลางกำหมัดแน่น“พวกมึงแม้งเหี้ยเกินไปแล้ว นี่กะจะฆ่าเพื่อนให้ตายเลยเหรอ!”
ชลเทพกับปราการหน้าซีดเผือดผมไม่รู้ว่าเป็เพราะพวกเขาไม่คาดคิดว่าคิมหันต์จะโผล่มาที่นี่หรือที่เขากล้าพูดแบบนี้ออกมา
“ก็แม้งสมควรโดนนี่หว่าคนอย่างมันต้องโดนสั่งสอนซะบ้าง” แม้ชลเทพจะเถียงกลับเสียงแข็งแต่ก็ดูหวาดเกรงอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วมึงล่ะไอ้ชลอย่างมึงไม่ควรโดนสั่งสอนบ้างเลยเหรอ” คิมหันต์สาวเท้าเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มหน้าสิวจนตัวแทบจะติดกันทั้งสองจ้องตากันเขม็ง “มึงคิดว่ามึงเป็ใครเป็พระเ้าหรือไงถึงได้กล้าคิดจะสั่งสอนคนอื่น”
คิมหันต์ชี้หน้าชลเทพอย่างท้าทาย
“ถ้าแน่จริงมึงเอาตัวเองให้รอดจากเื่นี้ให้ได้นะกูจะคอยดูว่าคนเก่งอย่างมึงจะทำยังไงต่อไป”
ชลเทพคว้าคอเสื้อคิมหันต์ด้วยท่าทางเหมือนสัตว์ดุร้าย
“แล้วใครสั่งให้มึงช่วยกู!” เขาตะคอกใส่หน้าอีกฝ่ายจนน้ำลายกระเด็น “กูไม่ได้ขอร้องเลยสักคำมึงเสือกมาช่วยกูเอง!”
แล้วชลเทพก็เอานิ้วชี้จิ้มลงบนหน้าผากของคิมหันต์อย่างแรงพร้อมกับแสยะยิ้ม
“แล้วมึงล่ะคิดว่าตัวเองเป็ใครว้ะเป็พระเอกหนังหรือไง หรือเป็นักบุญ? พ่อพระ? หึ มึงมัน --”
แต่ชลเทพไม่มีโอกาสได้พูดประโยคที่เหลือจนจบเพราะคิมหันต์ปัดมือเขาออกและผลักที่หน้าอกอย่างแรงจนหงายหลังล้มไปกองกับพื้น
เกมพลิกเหมือนสายฟ้าแลบ ตอนนี้คิมหันต์เป็ฝ่ายคว้าคอเสื้อของชลเทพด้วยมือทั้งสองข้างและยกหมอนั่นขึ้นจนเท้าลอยสูงจากพื้น
“พวกมึงพอเถอะ!” ปราการร้องบอกคิมหันต์ ก่อนจะมองมาทางผมอย่างลนลาน
ผมต้องข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ขณะสบตากับปราการใจหนึ่งก็ปรารถนาให้คิมหันต์ต่อยพวกนั้นให้หน้าหงายไปเลยส่วนใจหนึ่งก็ไม่อยากให้เป็เื่ราวใหญ่โตไปมากกว่านี้ ผมลังเลอยู่นานจนกระทั่งคิมหันต์ปล่อยมือออกข้างหนึ่งกำหนัดและง้างแขน
“พอเถอะคิม” ผมบอกโดยพยายามทำเสียงให้ฟังดูเป็ปกติมากที่สุด“ปล่อยมันไปเถอะ”
คิมหันต์ชะงักทันที
“ขอร้องล่ะ” ผมย้ำอีกครั้ง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนด้วยขาสั่นๆ “เราขอร้อง”
คิมหันต์มองผมสลับกับชลเทพไปมาราวกับกำลังชั่งใจอย่างหนักว่าควรทำอย่างไรดีสุดท้ายเขาก็โยนชลเทพไปทางปราการ หมอนั่นตะเกียกตะกายลุกขึ้นและทำท่าจะพุ่งเข้าใส่อีกครั้งแต่ก็ถูกปราการจับตัวเอาไว้ดังนั้นเขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากก่นด่าสาดเสียเทเสียและส่งสายตาอาฆาตมาดร้าย
“ไปจากที่นี่เถอะ” ผมพูดเสียงแ่เบา
คิมหันต์พยักหน้าขรึม ๆ จากนั้นก็ช้อนตัวผมขึ้นมาอุ้มเอาไว้แนบอกเหมือนเด็กน้อยๆ และพาออกไปนอกโรงเก็บของ ทิ้งเสียงะโด่าของชลเทพไว้เื้ัซึ่งไม่ต่างอะไรจากขยะไร้ค่า
ตอนแรกคิมหันต์ยืนกรานให้ผมไปห้องพยาบาล แต่ผมยืนยันหนักแน่นว่าไม่เป็อะไรมากแค่พาไปล้างเนื้อล้างตัวที่ห้องอาบน้ำก็พออย่างไรก็ตามผมคงดูเหมือนคนใกล้ตายมากคิมหันต์จึงส่ายหน้ารัว ๆ และไม่ยอมทำตามคำขอ
“ปล่อยเราลงเถอะ” ผมขยับตัวยุกยิกอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง“เราเดินไหว”
“อยู่นิ่ง ๆ” คิมหันต์ดุ
“อย่าพาเราไปห้องพยาบาลเลยนะเดี๋ยวเป็เื่ใหญ่”ผมอธิบายพร้อมกับใช้มือเช็ดเืเหนือริมฝีปาก
“เจ็บขนาดนี้ยังจะมาห่วงอะไรนักหนา”
“เถอะนะ อย่าพาเราไปเลย” ผมอ้อนวอน
คิมหันต์ทำหูทวนลมเขายังคงเดินต่อไปบนถนนคอนกรีตโดยมีนักเรียนสองสามคนมองตามอย่างสนใจใคร่รู้
“เราไม่เป็ไรจริง ๆ” ผมยืนยันอีกครั้ง“พาเราไปห้องอาบน้ำเถอะ”
คิมหันต์พ่นลมหายใจอย่างหนักหน่วง ก้มดูผมด้วยสีหน้ากังวลใจก่อนจะมองไปรอบๆ จากนั้นก็เปลี่ยนเส้นทางไปทางตรงกันข้ามกับห้องพยาบาล
อาจเป็เพราะห้องอาบน้ำอยู่ไกลจากจุดที่พวกเราอยู่ค่อนข้างมากและการไปที่นั่นจำเป็ต้องใช้เส้นทางที่ตัดเข้าไปในใจกลางโรงเรียนซึ่งจะดึงดูดความสนใจมากเกินไปฉะนั้นจึงเป็สาเหตุที่คิมหันต์พาผมมานั่งที่ใต้ต้นก้ามปูด้านหลังอาคารแห่งหนึ่งแทน
เขาถอดเสื้อยืดสีแดงออกและใช้มันซับเืที่ยังคงไหลซึมจากจมูก
“เงยหน้าขึ้นแล้วจับไว้แบบนี้” เขาบอก
ผมจับเสื้อที่ถูกขยำเป็ก้อนไว้ที่จมูกอย่างเชื่อฟัง
“รออยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวมา”
“จะไปไหน” ผมถามเสียงอู้อี้
“ก็ไปบอกกรรมการไงว่านายเล่นไม่ได้แล้ว”คิมหันต์อธิบายขณะนั่งยอง ๆ ข้างผม “นายคงไม่คิดว่าสภาพอย่างนี้จะไปแข่งอะไรกับเขาได้หรอกนะ”
คิมหันต์พูดถูก ผมคงลงแข่งไม่ได้แล้ว หากไปในสภาพนี้มีหวังทุกคนคงใแย่ดังนั้นการเปลี่ยนให้ตัวสำรองขึ้นมาเล่นแทนน่าจะเป็ทางออกที่ดีที่สุด ผมหวังว่าทีมสีขาวจะไม่ว่าอะไรที่ผมหายไปกระทันหันเช่นนี้
“ขอบใจมากนะ สำหรับทุกอย่างเลย” ผมมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลที่ดูอ่อนโยนคู่นั้น
คิมหันต์ยิ้มและเอามือมาวางบนศีรษะของผมอย่างนุ่มนวล
“อืม ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว”
เขามองดูผมอีกครั้งก่อนจะออกวิ่งไปบนถนนคอนกรีตและลับหายไปจากสายตา