บทที่ 2 (2/2)
ไม่ได้แกล้งจริงๆ (2)
“น้ำผึ้ง! ทำไมวันนี้...หนูถึงแต่งตัวแบบนี้ล่ะลูก?” ธันวามองบุตรสาวคนเดียวของเขาที่กำลังเดินเข้ามานั่งยังโต๊ะกินข้าวเนื่องจากวันนี้อีกฝ่ายสวมแว่นตาหนาเตอะ ทั้ง ๆ ที่เ้าตัวก็ไม่ใช่คนสายตาสั้น แล้วไหนจะชุดสูทกระโปรงยาวสีน้ำตาลกับทรงผมแสกกลางที่มัดเป็หางม้าเอาไว้ต่ำๆ ตรงกลางหลังนั่นอีก
“ตอนบ่ายฉันก็ใแบบคุณเลยค่ะนึกว่ามนุษย์ป้าที่ไหนแอบเข้ามาเดินอยู่ในบ้านของเรา”
“แม่อะ...นี่ผึ้งเองน้ำผึ้งลูกสาวคนสวยของแม่ไงคะ”
“แล้วเป็อย่างไรบ้างล่ะวันนี้โดนสองคนนั้นจับได้ไหม?” สายธารเอ่ยถามพร้อมกับตักเต้าหู้ไข่ในแกงจืดไปวางลงบนจานข้าวของสามีและบุตรสาวคนละชิ้น
“ไม่ค่ะป้าหมิวกับเตไม่มีใครจำผึ้งได้เลยสักคน”
“แต่งตัวแบบนี้ใครจะไปจำผึ้งได้หากเจอกันด้านนอก พ่อว่า...แม้แต่พ่อกับแม่ก็น่าจะจำผึ้งไม่ได้เหมือนกัน”
“พ่อ...ก็ผึ้งอยากแต่งตัวให้ดูน่าเชื่อถือให้สมกับเป็ติวเตอร์ก็เท่านั้นเองค่ะ”
“เอาความจริงแต่งตัวแบบนี้...อยากแต่งไปแกล้งป้าหมิวกับเตใช่ไหม?”
“ไม่ได้แกล้งจริงๆ นะคะ เออ...พ่อกับแม่คะ วันนี้ผึ้ง...” จากนั้นธารดาราก็เล่าเื่แบบทดสอบวัดความรู้ของเตชินท์ให้ธันวากับสายธารฟังเพื่อเปลี่ยนเื่และขอความคิดเห็นจากคนทั้งสอง
เนื่องจากครอบครัวของธารดาราเป็ครูกันทั้งบ้านอย่างธันวาเมื่อก่อนก็เริ่มต้นจากการเป็ครูสอนภาษาเหมือนกับบุตรสาว แต่ด้วยความพากเพียรไปศึกษาต่อรวมไปถึงความสามารถและประสบการณ์ที่เ้าตัวมี จึงทำให้ตอนนี้ธันวาได้ขึ้นเป็ถึงรองผู้อำนวยการของสถานศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯส่วนสายธารในอดีตก็เคยเป็ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ แต่หลังจากตัดสินใจแต่งงาน...ธันวาก็ได้ขอให้สายธารลาออกมาเป็แม่บ้านคอยดูแลตัวเองกับลูกก็พอ
ซึ่งตัวธารดาราเองแม้จะชื่นชอบในความเป็ครูไม่ต่างไปจากธันวากับสายธารแต่ด้วยความที่ไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ในสถานศึกษา เธอจึงตัดสินใจเปิดสถาบันสอนภาษากับกลุ่มเพื่อนแทนโดยที่พ่อกับแม่ของเธอก็เห็นด้วยและคอยสนับสนุนในสิ่งธารดาราเลือก
ดังนั้นทุกครั้งที่มีปัญหาเื่การสอนหรือมีเื่อะไรเกิดขึ้นในสถาบันสอนภาษาของเธอธารดาราก็มักจะนำกลับมาสอบถามและขอความคิดเห็นจากคนเป็พ่อกับแม่ที่บ้านเสมอ
แล้วหลังจากที่ธารดาราเล่าเื่แบบทดสอบของเตชินท์จบสายธารก็แสดงความคิดเห็นออกมาทันทีว่า
“เตดูน่าเป็ห่วงจริง”
“จริงค่ะแม่ แบบทดสอบที่ผึ้งให้เตลองทำผึ้งเอามาจากชุดข้อสอบเก่าของเด็ก ม.ห้า เองนะคะ แล้วนี่ผึ้งยังไม่ได้ทดสอบทักษะการพูดกับทักษะการฟังของเตเลยค่ะแต่มันก็น่าแปลกอยู่นะคะ เพราะเมื่อก่อนตอนที่เรียนอยู่ชั้นประถมเตชินท์เป็เด็กที่เรียนเก่งมากคนหนึ่งเลยค่ะ”
“แล้วแบบนี้ผึ้งจะสอนไหวหรือเปล่าล่ะลูก? ผึ้งไม่ได้ลงมือสอนพิเศษเองมานานแล้วนะ”
“เื่ไหว...มันก็น่าจะไหวอยู่ค่ะพ่อแต่คงต้องปัดฝุ่นเอาความรู้ของตนเองออกมาสอน” ด้วยเพราะตอนนี้หน้าที่ในสถาบันสอนภาษาของธารดาราก็คือการบริหารวางแผนงาน และคอยดูแลเว็บไซต์ของสถาบัน ส่วนเื่การสอนส่วนใหญ่จะเป็หน้าที่ของเพื่อนเธออีกสามคนกับครูที่พวกเธอรับเข้ามาช่วยสอนนาน ๆ ครั้งหรือเวลาที่ขาดครูธารดาราถึงจะได้ลงไปช่วยสอนด้วยตัวเองสักครั้ง
“แต่จะว่าไปเื่สอนกับเื่เรียนของเตพ่อก็ไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่หรอกแต่พ่อห่วง...กลัวว่าเราจะไปสอนคำศัพท์หรือสอนอะไรแปลก ๆ ให้กับเตเสียมากกว่า” ธันวานึกไปถึงตอนที่บุตรสาวของตนชวนเตชินท์ไปเที่ยวที่บ้านสวนของผู้เป็พ่อตอนนั้นแต่ละอย่างที่ธารดาราสอนเตชินท์...ทำเอาเขากับภรรยาแทบอยากจะจับลูกสาวตัวดีมาฟาดก้นวันละไม่ต่ำกว่าสามรอบ
“ตกลงผึ้งหรือเตกันแน่ที่เป็ลูกของพ่อเนี่ย”
หลังจากการทานอาหารมื้อค่ำพร้อมกับการพูดคุยหยอกล้อกันในครอบครัวจบลงแต่ละคนก็แยกย้ายกันเดินขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเอง
แล้วเมื่อธารดาราเดินเข้ามาถึงในห้องนอนเธอก็ตรงเข้าไปอาบน้ำ ก่อนจะกลับมานั่งตรวจดูความเคลื่อนไหวบนเว็บไซต์ของสถาบันสอนภาษาพร้อมกับคิดวางแผนการเรียนการสอนให้กับเตชินท์ไปด้วย
.......................................................................
ผู้เขียนขอขอบคุณทุกยอดวิวยอดกดหัวใจ ยอดกดติดตาม และทุกข้อความของผู้อ่านทุกท่านมาก ๆ นะคะทุกยอดคือกำลังใจที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆของผู้เขียนเลยค่ะ