ตอนที่ 11 ความเ็ป (1)
สุดท้ายคนที่มารับเสี่ยวจือจือก็คือผู้ใหญ่บ้านหลี่ฉางเกิง
หลี่ฉางเกิงในวันนี้ได้กลายเป็ลูกน้องฝีมือดีของโจวมู่ไปแล้ว ดูน่าเกรงขามเสียยิ่งกว่าเมื่อตอนที่เป็ผู้ใหญ่บ้านเสียอีก กระทั่งหมู่บ้านข้างๆ ก็มีคนแย่งกันจุดบุหรี่ให้เขา เพราะต่างอยากเข้ากลุ่มขนส่งของโจวมู่
ตอนที่เห็นดินถล่ม หลี่ฉางเกิงออกจะไม่เชื่อเท่าไรว่าโจวมู่จะถูกทับอยู่ใตู้เาแบบนั้น คนอย่างโจวมู่น่ะนะ จะตายไปทั้งอย่างนั้นได้อย่างไร
ในสายตาของหลี่ฉางเกิง โจวมู่ดูเหมือนกับคนที่อะไรก็รู้ไปเสียหมด แก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง นี่มันเพิ่งผ่านมาได้แค่สามปี ไม่เพียงสร้างความร่ำรวยให้แก่ตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
คิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเื่แบบนี้ ตอนนี้หลี่ฉางเกิงยังคงเวียนหัวอยู่เช่นเดิม
หลี่ฉางเกิงเป็คนฉลาด เขารู้ว่าสิ่งที่โจวมู่ใส่ใจที่สุดคืออะไร คนอื่นๆ ต่างโกลาหลวุ่นวายไปหมด ทว่าเขายังคงจำได้ว่าต้องมารับลูกสาวของโจวมู่หลังเลิกเรียน
เดิมทีคิดว่าจะต้องพูดจาโน้มน้าว กลับคิดไม่ถึงว่าสาวน้อยจะไม่พูดอะไรสักคำ ตามตนกลับบ้านอย่างว่าง่าย
หลี่ฉางเกิงอยากพาสาวน้อยกลับไปบ้านของตนเอง ทว่าเธอกลับยืนกรานไม่เห็นด้วย
“หนูจะกลับไปรอพ่อที่บ้าน พ่อจะกลับบ้านตอนดึกๆ ถ้าไม่เห็นหนูจะเป็ห่วงเอาค่ะ” เสี่ยวจือจือเอ่ยพร้อมมองหลี่ฉางเกิงอย่างจริงจัง
เจอเข้ากับสายตาแบบนี้แล้ว หลี่ฉางเกิงต้านทานไม่ไหวเลยสักนิด สาวน้อยคนนี้หน้าตาสวยพริ้งอย่างร้ายเหลือ เห็นครั้งแรกจะรู้สึกว่าสวยมากอย่างกับไม่ใช่คนแถวนี้ ตอนนี้สวยเสียยิ่งกว่าเดิมอีก ไม่แปลกเลยที่จะล้ำค่าและเป็ที่รักของโจวมู่อย่างยิ่ง
หลี่ฉางเกิงนึกถึงยามปกติที่โจวมู่ต้องคอยดูแลหนูน้อยอยู่คนเดียว ส่งกลับบ้านก็น่าจะไม่เป็อะไร
บ้านเก่าหลังนั้นใหญ่โต ตามปกติเสี่ยวจือจือมักจะอยู่ลำพังเสมอ มีเสี่ยวฮวากับเอ้อร์หู่อยู่ด้วยเลยไม่น่าเบื่อ ทว่าวันนี้กลับรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างประหลาด
เสี่ยวจือจือกอดคอเอ้อร์หู่ไว้ นั่งอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ เหม่อมองท้องฟ้า ฟ้าหลังฝนนี่มีก้อนเมฆสีแดงปลั่งราวกับเืเลยทีเดียว
ตอนค่ำ สวีป๋ายเฟิ่งภรรยาของหลี่ฉางเกิงกับสวีจินเฟิ่งน้องภรรยาของเขามาอยู่เป็เพื่อนเสี่ยวจือจือ
ถึงอย่างไรก็เป็บ้านเก่า ภรรยาของฉางเกิงไม่กล้ามาคนเดียว เลยเรียกน้องสาวของตัวเองมาด้วย
ตอนแรกสวีจินเฟิ่งหมายจะยั่วยวนโจวมู่สักหน่อย แต่โจวมู่เป็คนทิฐิสูง ไม่สนใจเธอเลยแม้แต่นิด ทั้งยังถูกพี่เขยตักเตือนกลับมาสองสามคำรบ ต่อมาเธอไปแต่งงานกับชายคนหนึ่งที่เปิดคลินิกเล็กๆ ในตัวตำบล แก่กว่าเธอสิบกว่าปี ภรรยาของเขาตาย มีบ้านอยู่ในตำบล ตอนที่สวีจินเฟิ่งแต่งงานใหม่อีกครั้งนั้นยิ่งใหญ่มาก
ตอนนี้หมู่บ้านผิงโข่วนับวันยิ่งมั่งคั่งขึ้นทุกที สวีจินเฟิ่งเสียใจที่แต่งงานไปกับคนแก่หงำเหงือก เลยวิ่งมาบ้านพี่สาวเป็ประจำ
สวีจินเฟิ่งคิดว่าโจวจือจือจะดูแลยาก เพราะจะมีบ้านไหนที่เด็กเล็กวันๆ เอาแต่เล่นอยู่กับเสือกับงูบ้างเล่า
ไม่ต้องพูดถึงเื่เสื้อผ้าหรือกางเกงเลย เพียงแค่กิ๊บที่ติดอยู่บนหัวเด็กน้อยตัวเดียวนั่นน่ะ สวีป๋ายเฟิ่งกับน้องสาวเคยเห็นมาก่อนตอนไปห้างในตัวอำเภอ กิ๊บสีชมพูนั่นราคาตั้งยี่สิบกว่าหยวนเชียว
สวีป๋ายเฟิ่งหากอยากจะซื้อเสื้อผ้าให้หลี่เซี่ยงเฉียนลูกชายตัวเองสักชุดแต่ก็ต้องไม่เกินยี่สิบหยวน โจวมู่นี่ช่างไม่เสียดายจริงๆ
ทำกับข้าวเสร็จ สวีป๋ายเฟิ่งก็ะโเรียกให้มากินข้าว เสี่ยวจือจือก็มากินแต่โดยดี
เธอต้องล้างมือก่อนกินข้าว ปกติพอล้างเสร็จก็จะชูมือให้พ่อเช็ดมือให้ด้วยความเคยชิน
สวีป๋ายเฟิ่งไม่เข้าใจ ทว่าสวีจินเฟิ่งเคยเห็นคนในตำบลที่ไปคลินิกล้างมือเช็ดมือมาก่อน จึงเอ่ยปากถาม “ผืนไหนเป็ผ้าเช็ดมือ”
“ผืนสีชมพูค่ะ” เสี่ยวจือจืออ้าปากตอบ
สวีจินเฟิ่งเห็นผ้าขนหนูผืนสีชมพูอ่อน ขนฟูๆ ปุยๆ และมีตุ๊กตาอยู่ที่้า คิดไม่ถึงเลยว่าจะเอามาให้แม่หนูนี่เช็ดมือ เปลืองเงินจริงๆ...ถ้าตัวเองได้กลายเป็เมียโจวมู่ละก็ คงจะมีวันเวลาที่ดีมากแน่นอน!
คิดถึงว่าตอนนี้โจวมู่เป็ตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้แล้ว สวีจินเฟิ่งจึงไม่ได้เสียดายอะไรมากมาย เธอคว้าผ้าขนหนูมาเช็ดให้ยายหนูอยู่ชั่วครู่ แล้วเอากลับไปแขวนไว้ที่เดิม