หลังไล่แม่นมออกไปแล้ว มู่อวิ๋นฮว่าตรงไปยังที่เก็บร่ม หยิบร่มกระดาษมาวางบนโต๊ะ หยิบคนกระดาษจากในอ้อมกอดออกมาซ่อนไว้ด้านหลังแจกัน ระหว่างเร่งมือฝนหมึกก็เอ่ยปากถาม "ข้าถามเจ้า เมื่อคืนหลังข้าหมดสติไป ใครเป็นคนพาข้ากลับมา"
ทั้งๆ ที่ในห้องไม่มีใครนอกจากนาง แต่จู่ๆ นางก็ถามคำถามนี้ รออยู่ครู่หนึ่งก็มีเสียงดังมาจากแจกัน "เจ้าถามข้าอยู่หรือ ไม่น่าเชื่อ ข้าสามารถพูดตอนกลางวันได้ด้วย"
"ก็แน่ล่ะ ในห้องนี้ นอกจากเจ้าแล้ว ยังมีผีตัวอื่นอีกหรือ" หญิงสาวทำเมินประโยคท้ายทันที ไม่สนใจว่าหมึกจะสม่ำเสมอหรือไม่ นางหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วเริ่มทาบนร่มกระดาษ
ทว่าหลังพูดจบแล้วรออยู่ครู่หนึ่งก็ยังกลับไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา ทำเอาหงุดหงิดไม่น้อย นางใช้ร่มกระดาษในมือเคาะแจกันด้านหลังสองครั้งทันที
แจกันพลันส่งเสียง "แกร๊งๆ "
เสียงในแจกันดังขึ้นในทันใด "โอ๊ย... อย่าเคาะๆ หูข้า..."
"เช่นนั้นก็รีบพูดมา อย่ามาอิดออดกับข้า" ร่มกระดาษชั้นดี แม้จะไม่ประณีต แต่ภาพวาดบนร่มก็ยังดูงดงาม มันกลับถูกมู่อวิ๋นฮว่าใช้หมึกดำถมกลบไปทีละน้อย
"จริงๆ แล้ว..." เสียงในแจกันกล่าวเกริ่น จากนั้นก็ไม่มีเสียงใดตามมาอีก มู่อวิ๋นฮว่าเริ่มโกรธเคืองลูกพี่ลูกน้องของมู่อวี่ซีผู้นี้ ในจังหวะที่ตั้งท่าจะเคาะร่มกระดาษซ้ำสอง เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"จริงๆ แล้วคนที่ช่วยเจ้าไม่ใช่คน..."
คนที่ช่วยนางไม่ใช่คนอย่างนั้นหรือ
แล้วคืออะไรกัน
"เป็นผีหรือ" ผีตนใดเบื่อหน่ายถึงขั้นมาช่วยคนได้ ต้องรู้ไว้ว่าคนกับผีนั้นต่างกัน นางไม่มีญาติพี่น้องที่นี่ ไม่ได้รับการปกป้องจากบรรพบุรุษ ผีตัวไหนจะมาหานาง จำคนผิดหรืออย่างไร
"ใช่ เป็นผี ผีผู้ชาย" เมื่อเสียงนั้นพูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงก็สั่นเล็กน้อย คล้ายมีความกลัวอยู่บ้าง
"ผีผู้ชายหรือ" พู่กันในมือมู่อวิ๋นฮว่าหยุดชะงัก คิ้วขมวดเข้าหากัน ความคิดที่เหลือจะเชื่ออย่างหนึ่งแวบเข้ามาในใจนาง "เล่าให้ข้าฟังหน่อยว่าผีผู้ชายคนนั้นเป็นอย่างไร"
เสียงในแจกันดังขึ้นโดยแทบไม่ต้องย้อนนึก "ชายคนนั้นสูงมาก สวมชุดดำ เขาสวมปลอกแขนสีเงินตอนหิ้วตัวเจ้าไป ใช่แล้ว เป็นสีเงิน!"
"อย่างอื่นเล่า" เมื่อได้ยินคำว่าปลอกแขนสีเงิน มู่อวิ๋นฮว่าก็เดาได้แล้วว่าเป็นใคร ถึงอย่างไรคนที่เกี่ยวข้องกับนางและแต่งตัวเช่นนี้ก็มีเพียง "สามีผี" ของนาง!
"อย่างอื่น..." เสียงนั้นดูสลดลงเล็กน้อย "อย่างอื่นข้าไม่ได้สังเกต"
"แล้วจะมีเจ้าเอาไว้ทำไม!" หญิงสาวกลอกตาด้วยความโมโห
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง อีกฝ่ายก็ลนลานอธิบาย "เจ้าหมดสติไปแล้ว ไม่เห็นว่าผีตัวนั้นเก่งกว่าข้ามาก ข้า... ข้าแค่เหลือบมองแวบเดียว วิญญาณก็สั่นไปหมดแล้ว! น่ากลัว น่ากลัวมาก! น่ากลัวยิ่งกว่ายมทูตที่ยมบาลส่งมาเรียกวิญญาณเสียอีก..."
คราวนี้เสียงนั้นเต็มไปด้วยความกลัวจริงๆ
มู่อวิ๋นฮว่าไม่โกรธเขาอีก อย่างไรเสียก็ไม่มีผู้ใดกล้าเผชิญกับแววดุดันของไป๋หลี่จ้งหัวจริงๆ หากเจ้าขี้ขลาดไม่กลายเป็นผีไปเสียก่อน อาจเป็นลมล้มพับไปหลังมองเพียงไม่กี่ครั้งก็เป็นได้
นางใช้ปลายพู่กันจิ้มที่หัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันของตนแล้วเอ่ยต่อ "แล้วเขาก็พาข้ากลับมาหรือ"
"ใช่ เขายกตัวเจ้าขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว แบกกลับมาแล้วโยนลงบนเตียง แล้วก็..." เสียงนั้นค่อยๆ เบาลง ยิ่งเล่าเขาก็ยิ่งรับรู้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ข้างนอก
"เดี๋ยวนะ ยก ตัว ขึ้น มา ด้วย มือ ข้าง เดียว อย่างนั้นหรือ" มู่อวิ๋นฮว่ากัดฟันพูดเน้นทีละคำ
"...ใช่..."
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ พู่กันในมือนางก็เกือบหัก! แม่เจ้า ไป๋หลี่จ้งหัวนี่มันสัตว์ป่า คนเถื่อน สมกับเป็นคนนอกคอกแห่งต้าซี บุรุษบุ่มบ่ามที่รู้จักแต่การฟาดฟัน
อุ้มคนด้วยการหิ้วได้อย่างไรกัน
ไม่แปลกเลยที่นางจะเจ็บปวดไปทั้งตัวจนร่างแทบแหลก!
ยิ่งกว่านั้นนางยังเป็นผู้หญิง เป็นภรรยาของเขาทั้งในนามและทางพฤตินัย เขาไม่รู้จักทะนุถนอมผู้หญิงบ้างเลยหรือ
ใช่ เขาไม่รู้หรอก!
มู่อวิ๋นฮว่าตอบเองโดยไม่ต้องคิด หากรู้ ตอนที่นางเพิ่งข้ามมิติมา คงไม่ถูกทรมานอย่างโหดร้ายเช่นนั้น... นางจะลืมบทเรียนอันเจ็บปวดลงได้อย่างไร
นางหลงคิดเพ้อฝันไปได้อย่างไร... ให้ตายเถิด
มู่อวิ๋นฮว่ายิ้มเยาะในใจ ในหัวไม่คิดหาคำตอบว่าเหตุใดไป๋หลี่จ้งหัวถึงปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน แล้วทำไมถึงพานางกลับมา ยิ่งกว่านั้นคือนางไม่มีทางรู้สึกขอบคุณเขาเป็นอันขาด
คิดเสียว่าตนเองถูกหมาคาบกลับมาก็แล้วกัน...
"โอเค ข้ารู้แล้ว เมื่อถึงเวลาตอบคำถามจะค่อยๆปล่อยเจ้าออกมา" พูดจบนางก็ไม่เว้นช่องให้บัณฑิตหนุ่มได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธ นางเก็บคนกระดาษขาวไว้ในอ้อมกอดทันที
เมื่อแม่นมถือของใช้สำหรับล้างหน้ากลับมา เห็นท่าทางของนางก็รู้สึกงุนงง "คุณหนูเจ้าคะ ท่านกำลังทำอะไรอยู่"
ทำไมต้องทาหมึกดำบนร่มกระดาษสวยๆ ทำแบบนี้ยังจะใช้ได้อีกหรือ
แต่มู่อวิ๋นฮว่ากลับถามด้วยท่าทีจริงจัง "แม่นม เมื่อวานแดดแรงไหม แสบผิวไหม"
หญิงชราพยักหน้า "นิดหน่อย"
"อืม เช่นนั้นก็ทำถูกแล้ว แดดแรงขนาดนี้ นั่งตอบคำถามอยู่ที่นั่น หากคุณหนูอย่างข้าตัวดำขึ้นมาจะทำอย่างไร ต้องกางร่มบังแดดเป็นธรรมดา"
"แต่ร่มสีดำไม่เป็นมงคลนะเจ้าคะคุณหนู" แม่นมวางกะละมังลง มองร่มที่เกือบดำสนิทแล้วก็ขมวดคิ้ว
มู่อวิ๋นฮว่ากลับหัวเราะออกมา "สีดำดีออก ข้าเป็นเจ้าสาวที่แต่งงานกับผี ต้องทำตัวให้แตกต่างจากเจ้าสาวในชุดแดง"
ถ้าร่มไม่ดำ นางคงไม่มีปัญญาปล่อยบัณฑิตหนุ่มออกมากลางแดดจ้า
อีกฝ่ายไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ แต่การกระทำของนางในตอนนี้มีหลายอย่างที่น่าฉงน และแม่นมก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องเหล่านี้ไปเลย
"คุณหนู ล้างหน้าก่อนเถอะ ข้าจะทาให้เอง"
การทาสีดำบนร่มกระดาษนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย ไม่ว่าใครทำก็ได้ มู่อวิ๋นฮว่าจึงยินดีที่จะประหยัดเวลา นางส่งร่มให้แม่นม จากนั้นก็รีบล้างหน้าและรับประทานอาหารเช้า
"คุณหนู นายท่านคงไม่ยอมให้เราออกไปหรอก เราจะออกไปได้อย่างไร" แม่นมพยายามทาสีอย่างระมัดระวัง แต่หลังปาดไปได้ไม่กี่ครั้งก็พบว่าไม่ว่าจะทาให้สวยแค่ไหนก็ไม่สามารถวาดดอกไม้ได้ จึงตัดสินใจใช้พู่กันละเลงทาลงไป
มู่อวิ๋นฮว่ากำลังเคี้ยวซาลาเปา ระหว่างนั้นก็ซดโจ๊กหนึ่งคำแทรก นางกล่าวเสียงอู้อี้ "ข้าเดาไว้แล้วว่าการจะเข้าร่วมการแข่งขันรอบสองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเตรียมการเอาไว้ แล้วคุณหนูอย่างข้าก็ต้องยอมโง่รอให้เขาซ้อนแผนอย่างนั้นหรือ รออีกหน่อยเดี๋ยวก็มีคนมารับข้าออกไปเอง"
แม่นมได้ยินเช่นนั้นจึงสงสัยว่าเทพเซียนองค์ไหนจะมา ทว่าเมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกจากนอกเรือนก็ถึงบางอ้อ
มู่อวิ๋นฮว่าวางชามโจ๊ก "มาแล้ว"