ป่าหลังหุบเขา
เธอมองดูการฝึกของทั้งสองกลุ่มพร้อมกับใช้ความคิดไปด้วย แต่ก็มีบ้างที่จะเข้าไปดูการฝึกในแต่ล่ะกลุ่มเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดอะไร หลังจากที่ตรวจดูความเรียบร้อยของการฝึกเสร็จแล้วเธอก็กลับมาฝึกร่างกายตามแผนการฝึกของตัวเองในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้ทั่วถึงเมื่อครบเวลาที่กำหนดแล้วพวกเขาก็สลับกันไปฝึกอีกฝั่งโดยมีหัวหน้ากลุ่มเป็นคนเดินนำไป จนหมดเวลาฝึกในวันนี้“เอาล่ะสำหรับวันนี้ก็พอแค่นี้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้และพรุ่งนี้ก็มาเจอกันที่นี้อีกครั้ง ถ้ากลุ่มไหนสายแม้แต่คนเดียวจะต้องโดยทำโทษทั้งกลุ่มไม่มีจ้อยกเว้นแม้แต่คนเดียว” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อพวกเขามาเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบแล้ว เพื่อให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาฝึกใหม่ในเวลาเดิมเธอมองดูพวกเขาทยอยเดินออกไปจากลานฝึกด้วยสภาพไร้เรี่ยวแรง บางคนก็เดินลากขาออกไป บางคนก็ให้เพื่อนลากออกไปเพราะไม่เรี่ยวแรงจะเดิน สภาพแต่ละคนดูไม่ได้เลย แต่เดี๋ยวฝึกไปซักพักก็น่าจะดีขึ้นแล้วล่ะเมื่อเธอเห็นว่าพวกเขาทั้งหมดออกไปจากลานฝึกแล้วเหลือเพียงเธอ พี่ซิงเยียนและคนที่มาช่วยฝึกเท่านั้น เธอเลยหันกลับมากล่าวกับพี่ซิงเยียนให้กลับไปก่อน“พี่ซิงเยียนกลับไปก่อนเลยนะเจ้าคะ ข้าขอไปทำธุระแปบหนึ่ง”“คุณหนูจะไปที่ไหนเจ้าคะให้บ่าวไปด้วยหรือไม่”“ไม่ต้องหรอกพี่ซิงเยียนกลับไปก่อนเถอะ ข้าไปเวลาไม่นาน พี่ไม่ต้องเป้นห่วงข้าหรอกพี่ไปเตรียมสำรับและเตรียมน้ำอาบไว้รอข้าก่อนเลยนะเจ้าคะ”“ก็ได้เจ้าคะ” เสียงพี่ซิงเยียนตอบกลับฉันด้วยความจำยอมเพราะไม่สามารถขัดอะไรได้“ส่วนพวกท่านวันนี้ข้าต้องขอบคุณมากนะเจ้าคะ ที่มาช่วยข้าฝึกพวกเขาในวันนี้ พวกท่านกลับไปก่อนเลยนะเจ้าคะไม่ต้องรอข้า”“ขอรับ” เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจากคนที่มาช่วยเธอฝึกวันนี้หลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดรวมถึงพี่ซิงเยียนด้วยก็ทยอยกันออกไปจากลานฝึกแห่งนั้นจนไม่เหลือใครมีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่ยังยืนอยู่ที่เดิมแต่สายตาของเธอกับหันไปมองทางป่าหลังภูเขาที่ใช้ฝึกคนของเธอ“คงต้องไปดูหน่อยแล้ว ว่าที่นั้นมีอะไร” เธอเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยเพราะเหมือนมีอะไรไม่รู้ส่งเสียงเรียกให้ไปหาอยู่ตลอดเวลาที่เธออยู่ที่ป่าแห่งนี้เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็มุ่งตรงไปที่ป่าแห่งนั้นทันที ไม่ว่ายังไงก็ตามเธอต้องรู้ให้ได้ว่าเสียงเรียกนั้นมันคืออะไรกันแน่ในการเดินเป่าครั้งนี้เธอใช้สัญชาตญาณของตัวเองล้วน ๆ โดยใช้เวลาในการเดินเข้ามาประมาณครึ่งชั่วยามเธอก็มาหยุดที่หน้าต้นไม้สองต้นที่มีเถาวัลย์เลื่อยพันกันอยู่เหมือนกับงู“ดูเหมือนว่าจะมีโพรงอยู่ระหว่างต้นไม้สองต้นนี้นะ” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าตรงกลางของต้นไม้นั้นเหมือนจะมีโพรงอยู่ทำให้เธอต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ“ทางเข้าถ้ำหรอ” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วพบว่ามันไม่ใช่โพรงธรรมดาแต่เป็นปากทางเข้าถ้ำอะไรสักอย่าง“เข้าไปดูหน่อยคงไม่เป็นอะไรมั้ง” เมื่อเอ่ยจบเธอก็เดินเข้าไปภายในถ้ำแห่งนั้นทันทีบรรยายกาศภายในถ้ำนั้นให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกเหมือนอากาศในฤดูหนาว ทำให้ขนในกายต้องของเธอพร้อมใจกันลุกชัน ตลอดทางที่เธอเดินเข้ามานั้นไม่สว่างแต่ก็ไม่มีมืดมากนัก ยังพอที่จะทำให้เธอสามารถมองเห็นทางข้างหน้ได้อยู่เธอใช้เวลาในการเดินเข้ามาประมาณหนึ่งสองเค่อก็พบกับห้องโถงที่เต็มไปด้วยโครงกระดูกมากมายที่กองอยู่ฝั่งหนึ่งของห้องโถงแห่งนี้ ตรงกลางมีแท่นหินอะไรสักกอย่างโดยข้างบนแท่นหินนั้นมีกระบี่ปักอยู่ เธอคิดว่าจะเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ เสียหน่อย แต่แค่ก้าวไปข้างหน้าได้ก้าวเดียวก็มีเสียงดังขึ้นจามุมหนึ่งของห้องโถงแห่งนี้ทำให้ฉันต้องมองตามเสียงพบว่าตรงนั้นเป้นมุมที่มืดมิดที่สุดในห้องโถงแห่งนี้“เจ้าเป็นใครไยจึงเข้ามาที่นี้ได้” ฟังจากเสียงที่เอ่ยถามเธอนั้นก็พอจะคาดเดาได้ว่าเจ้าของเสีงเป็นผู้หญิง“ท่านเป็นใคร” เมื่อประมาณผลเหตุการณ์ในสมองเสร็จแล้วเธอจึงถามออกไป“ฮ่าๆๆๆ ข้าเป็นใครไม่สำคัญหรอก แต่ที่สำคัญคือเจ้ามาอยู่ที่นี้แล้ว” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง“ข้าแค่ผ่านทางมาเฉย ๆ เดี๋ยวข้าก็จะออกไปแล้ว” เธอเอ่ยขึ้นเพื่ออธิบายให้หญิงสาวที่อยู่มุมมืดได้เข้าใจ“ฮ่าๆ ออกไปจากที่นี้นะหรอ ฮ่าๆๆ ตลกสิ้นดี” เสียงผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเธอเหมือนว่าสิ่งที่เธอพูดออกไปเป็นเรื่องตลก“แล้วทำไมข้าจะออกไปจากที่นี้ไม่ได้ละ ถ้าข้าอยากกลับก็แค่เดินกลับไปทางนั้น เฮ้ย! หายไปไหน” เธอเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยพร้อมกับชี้ไปตรงทางที่เธอเดินเข้ามาก่อนหน้านั้นให้ดู แต่ก็ต้องตกใจเพราะทางที่เธอเดินเข้ามาตอนแรกนั้นหายไปหายไปไหนเธอคิดขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบๆ ห้องพบว่าห้องนี้เหมือนห้องปิดตายเลยไม่มีทางออกมีแต่กำแพงทำให้เธอต้องหันไปมองทางเสียงนั้นอีกครั้งเผื่อจะได้คำตอบในเรื่องที่เธฮต้องการจะรู้“ที่นี้มีทางเข้าเป็นร้อยทางแต่ทางที่จะออกไปนั้นกับมีแค่ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเจ้าอยากจะออกไปจากที่นี้ก็ไม่ยากเลยเพียงแค่เจ้าจะต้องเป็นผู้ถูกเลือกจากกระบี่ที่ปักอยู่บนแท่นหินกลางห้องโถงเพียงเท่านี้ทางออกก็จะปรากฏให้เจ้าแล้ว แต่ถ้าไม่.....”“จะเกิดอะไรขึ้นกับข้าถ้าไม่ถูกเลือกจากกระบี่เล่มนั้น” เธอเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยเพราะหญิงสาวคนนั้นไม่ยอมบอกว่าถ้ากระบี่ไม่ได้เลือกเธอแล้วจะเกิดอะไรขึ้น“เจ้าก็จะตายนะสิ ฮ่าๆๆ” ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่เสียงแต่มาแบบ Full HD เลยล่ะทั้งภาพและเสียงความละเอียดสูงมากกกไม่ให้สูงได้ไงล่ะเล่นมาโผล่ตรงหน้าเธอขนาดนี้เนี่ย“เฮ้ย!” เธออุทานขึ้นด้วยความตกใจกับภาพตรงหน้าเธอคือผู้หญิงคนหนึ่งที่มีร่างกายโปร่งแสงใบหน้าซีดเซียวราวกับเต้าหู้ อย่าบอกนะว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นผีไม่นะเธอกลัวผี“กรี๊ดดดดดดดดดด” เธอกรี๊ดร้องด้วยความตกใจ“เจ้าจะกรี๊ดร้องทำไมข้าหนวกหู” เสียงผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นอีกครั้งด้วยความรำคาญกับเสียงกรี๊ดร้องอย่างโหยหวนของเธอ“แล้วเจ้าจะเข้ามาใกล้ข้าทำไมละ ออกไปไกลๆ เลยนะ” เธอเอ่ยไล่ผู้หญิงคนนั้นให้ไปยืนไกลๆ จากเธอ“ได้ๆ ข้าไปยืนไกลๆ ก็ได้ เท่านี้พอใจรึยัง” ผู้หญิงคนนั้นพูดเสร็จก็ลอยไปนั่งตรงโคนหินไม่ไกลจากเธอมากนัก พร้อมกับหันมาถามเธอด้วยน้ำเสียงติดจะลำคาญเล็กน้อย“อืม”“งั้นก็เข้าเรื่องเลยแล้วกันจะได้ไม่เสียเวลาเพราะวันนี้ข้ามีสังสรรค์กับผีสางแถวนี้” เสียงผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นอีกครั้งเพื่อจะได้รีบจัดการงานให้เสร็จแล้วไปสังสรรค์กับเพื่อของเธอต่อ“เรื่องอะไร” เธอเอ่ยถามขึ้นเพราะสมองของตัวเองยังประมวลผลไม่ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด“อ้าวก็เรื่องที่เจ้าจะออกไปจากที่นี้ยังไงล่ะ”“อ่อ แล้วสรุปข้าต้องทำยังไงถึงจะออกไปจากที่นี้ได้”“ก็ไม่ยากแค่เจ้าเดินไปดึงกระบี่นั้นออกจากหินแค่นี้ทางออกก็เปิดให้เจ้าแล้ว” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างเกียจค้าน“แค่นั้นหรอ” เธอเอ่ยขึ้นเพื่อความสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองเพราะถ้าแค่นั้นจริงๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนิ“ใช่นั้นล่ะ”หลังจากที่ได้คำตอบจากอีกฝ่ายแล้ว เธอก็เดินตรงไปที่แท่นหินกลางห้องโถงทันทีเพื่อไม่ให้เป้นการเสียเวลาทั้งของฉันและผีตนนั้น แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะระมัดระวังตัวเพราะไม่แน่ว่าอาจจะมีอะไรไม่รู้โผล่มา จ๊ะเอ๋ เธอก็ได้ใครจะไปรู้ล่ะเมื่อเดินเข้ามาใกล้มากพอสมควรเธอก็หยุดเดินและมองตรงไปที่กระบี่พร้อมกับยื่นมือออกไปจับด้ามของมันแน่น เธอใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของตัวเองในการดึงกระบี่ออกมาจากแท่งหินตรงหน้าแต่มันกับดึงไม่ออก!