เมื่อเห็นว่าลู่เชียนสวินแสดงความสนใจในวิถีชีวิตชนบทเป็นพิเศษ ทิงเสวี่ยจึงเอ่ยชวน “เดี๋ยวหนูจะพาพี่ไปเดินเล่นดูรอบๆ หมู่บ้านเรานะคะ”
ลู่เชียนสวินยิ้มรับด้วยความเต็มใจ “ดีเลยจ้ะ พี่พกกล้องถ่ายรูปมาด้วย จะได้เก็บภาพสวยๆ ไว้เยอะๆ”
ไม่นานทิงเสวี่ยก็เปลี่ยนมาสวมชุดกระโปรงสีชมพูพีชที่ลู่ตันชิงซื้อให้ แล้วเดินออกมาอวดโฉมให้ป้าดู
“ไม่นึกเลยว่าชุดนี้จะเข้ากับเสียวเสวี่ยได้ดีขนาดนี้ ไหนลองหมุนตัวให้ป้าดูหน่อยสิจ๊ะ”
ทิงเสวี่ยหมุนตัวตามคำขอ กระโปรงบานพริ้วไหวราวกับกลีบดอกไม้ ก่อนจะเอียงคอถามเสียงอ้อน “คุณป้า หนูสวยไหมคะ?”
ลู่ตันชิงยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดู “สวยสิจ๊ะ เสียวเสวี่ยสวยมากจริงๆ สีชมพูพีชยิ่งขับผิวหนูให้ดูผ่องใสขึ้นไปอีก”
“เสียวเสวี่ยสวยเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยเลยล่ะ” ลู่เชียนสวินรีบหยิบกล้องออกมาจากกระเป๋า
เมื่อรู้ตัวว่าจะได้เป็นนางแบบ ทิงเสวี่ยก็โพสท่าทางต่างๆ อย่างคล่องแคล่วและกระตือรือร้น ลู่เชียนสวินกดชัตเตอร์ไม่ยั้ง ด้วยความเพลิดเพลิน จากนั้นทั้งสามคนก็ออกเดินชมทิวทัศน์รอบหมู่บ้าน
“บรรยากาศที่นี่ดีจริงๆ เลยนะคะ!” ลู่ตันชิงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด สายตากวาดมองความเขียวขจีที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
เมื่อคืนเพิ่งมีฝนปรอยๆ ลงมา ทำให้อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของไอดินและใบหญ้า พืชพรรณต่างๆ ดูชุ่มฉ่ำมีชีวิตชีวาราวกับเพิ่งผ่านการอาบน้ำค้างมา
เมื่อเห็นว่าแขกประทับใจบรรยากาศ ทิงเสวี่ยจึงเอ่ยชวน “ถ้าคุณป้ากับพี่เชียนสวินชอบที่นี่ ก็พักค้างคืนสักสองสามวันสิคะ ตอนกลางคืนหนูกับพ่อจะพาไปส่องไฟจับจักจั่นมาทอดกรอบๆ ให้ทาน อร่อยมากๆ เลยนะคะ”
ลู่ตันชิงยิ้มบางๆ “ป้าติดงานต้องรีบกลับไปจัดการน่ะสิ แต่ถ้าเชียนสวินอยากอยู่ต่อก็อยู่ได้นะลูก”
ลู่เชียนสวินลังเลเล็กน้อย “หนูก็อยากอยู่หรอกค่ะ แต่บ้านเสียวเสวี่ยคับแคบ กลัวว่าจะทำให้อึดอัดกันเปล่าๆ”
ทิงเสวี่ยรีบแย้งทันควัน “ไม่อึดอัดเลยค่ะ! เดี๋ยวหนูยกห้องนอนให้พี่เชียนสวินนอน แล้วหนูจะออกมานอนเตียงเล็กที่ห้องโถงเอง ส่วนพ่อก็ไปนอนค้างบ้านอาสาม สบายมากค่ะ”
ด้วยความมีน้ำใจของเจ้าบ้าน ประกอบกับลู่เชียนสวินเองก็หลงเสน่ห์บรรยากาศที่นี่เข้าอย่างจัง เธอจึงตอบตกลงที่จะพักค้างคืนต่ออีกสองสามวัน
ทิงเสวี่ยพาสองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปตามทางเดินในหมู่บ้าน ไม่นานก็มาถึงริมแม่น้ำ ที่นั่นมีกลุ่มแม่บ้านกำลังนั่งยองๆ ซักผ้าและพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่เด็กๆ อีกกลุ่มหนึ่งกำลังกระโดดน้ำเล่นไล่จับกันอย่างอิสระ
ภาพวิถีชีวิตเรียบง่ายเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับลู่เชียนสวิน เธออดไม่ได้ที่จะยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพความประทับใจเหล่านั้นไว้
เมื่อเห็นลู่เชียนสวินถ่ายรูปไม่หยุด ทิงเสวี่ยจึงเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้ม “พี่เชียนสวินคะ ถ้าถ่ายรัวขนาดนี้ ระวังฟิล์มจะหมดเร็วนะคะ เกิดไปเจอวิวสวยกว่านี้ข้างหน้า เดี๋ยวจะอดถ่ายเอานะ”
ลู่เชียนสวินทำหน้ามุ่ยด้วยความเสียดาย “ถ้ารู้ว่าวิวที่นี่จะสวยขนาดนี้ พี่น่าจะขนฟิล์มมาสักโหล”
“ไม่เห็นเป็นไรเลยค่ะ ในเมื่อพี่จะพักต่ออยู่แล้ว เดี๋ยวเราค่อยนั่งรถเข้าไปซื้อเพิ่มในตัวอำเภอก็ได้นี่คะ” ทิงเสวี่ยเสนอทางออก
ลู่เชียนสวินยิ้มออกทันที พยักหน้าเห็นด้วยแล้วหันกลับไปกดชัตเตอร์ต่ออย่างสบายใจ
......
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ทิงเสวี่ยก็พาแขกกลับมาถึงบ้าน
เวลานี้หลินกั๋วผิงเตรียมอาหารกลางวันเกือบเสร็จแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายคือนำเกี๊ยวลงต้ม
เมื่อเห็นโต๊ะอาหารเรียงรายไปด้วยกับข้าวหน้าตาน่าทานหลากชนิด แถมเจ้าของบ้านยังลงมือห่อเกี๊ยวด้วยตัวเอง ลู่ตันชิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม “น้องกั๋วผิงคะ ไม่นึกเลยว่าฝีมือทำอาหารของน้องจะยอดเยี่ยมขนาดนี้ ปกติแค่ผู้ชายทำอาหารพอกินได้ก็ว่าหายากแล้ว แต่นี่รสชาติติดปากเหมือนเชฟภัตตาคารมาเองเลยนะคะเนี่ย”
ลู่เชียนสวินหัวเราะคิกคัก “คุณแม่คะ ถ้าคุณอาหลินไม่มีฝีมือ ก็คงเปิดร้านขายซาลาเปาเลี้ยงดูเสียวเสวี่ยจนโตได้ขนาดนี้ไม่ได้หรอกค่ะ เสียวเสวี่ยฉลาดหลักแหลมขนาดนี้ ต้องได้พรสวรรค์มาจากคุณอาแน่นอน”
คำชมจากสองแม่ลูกทำเอาชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์อย่างหลินกั๋วผิงถึงกับเขินจนทำตัวไม่ถูก ใบหน้ากร้านแดดขึ้นสีแดงระเรื่อ
ไม่นานเกี๊ยวร้อนๆ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟ ทิงเสวี่ยเห็นว่าอาสามยังไม่มา จึงอาสาไปตาม “เดี๋ยวหนูไปตามอาสามมากินข้าวด้วยกันนะคะ”
เด็กหญิงวิ่งตัวปลิวไปที่บ้านข้างๆ ทันเห็นหลินกั๋วอันเพิ่งกลับจากไร่กำลังก้มหน้าก้มตาล้างหน้าอยู่ที่ก๊อกน้ำหน้าบ้านพอดี
“อาสามคะ กับข้าวเสร็จแล้ว รีบไปทานข้าวด้วยกันเถอะค่ะ” ทิงเสวี่ยยื่นผ้าขนหนูให้พร้อมเอ่ยชวน
หลินกั๋วอันรับผ้ามาเช็ดหน้า พลางส่ายหน้าปฏิเสธ “อาไม่ไปหรอก อารู้ว่าบ้านหนูมีแขกผู้ดีมา รีบกลับไปดูแลแขกเถอะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อาสามรีบไปเถอะ ป้าลู่กับพี่เชียนสวินใจดีมากๆ ไม่ถือตัวสักนิด ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ”
ไม่ว่าหลานสาวจะอ้อนวอนหรือฉุดดึงอย่างไร หลินกั๋วอันก็ยังยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง ด้วยปมในใจเรื่องปากแหว่งเพดานโหว่ที่ติดตัวมา ทำให้เขาเลือกที่จะหลบเลี่ยงการพบปะผู้คนแปลกหน้า ยอมนั่งกินซาลาเปาเย็นชืดลำพัง ดีกว่าต้องไปนั่งร่วมโต๊ะให้ใครมองด้วยสายตาแปลกๆ
เมื่อเห็นว่าฝืนใจไม่ได้ ทิงเสวี่ยจึงยอมแพ้และเดินคอตกกลับบ้าน เธอเข้าใจความรู้สึกต่ำต้อยของอาสามดี ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งสงสาร แม้ตอนนี้หลินกั๋วอันจะมีฐานะดีขึ้นมาก ความมั่นใจจะตามมาเอง แต่ความจริงกลับไม่ได้ง่ายดายแบบนั้น
แต่ต่อให้ตอนนี้หลินกั๋วอันมีฐานะดีขึ้นมาก เป็นเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการทำเกษตร จนเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีย่อมๆ ในหมู่บ้าน มีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน แต่ข้าวของนอกกายพวกนี้ก็ไม่อาจชดเชยปมในใจที่ถูกสังคมล้อเลียนมาตั้งแต่เด็กได้
พอทิงเสวี่ยเดินกลับมาคนเดียว ลู่ตันชิงจึงถามขึ้น “อาสามไม่มาเหรอจ๊ะ? เพราะเกรงใจพวกเราหรือเปล่า?”
ทิงเสวี่ยลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจบอกความจริง “อาสามเขามีแผลเป็นที่ปากน่ะค่ะ ก็เลยไม่ค่อยมั่นใจเวลาเจอคนแปลกหน้า ถ้าเขาไม่อยากมา หนูก็ไม่อยากฝืนใจเขาค่ะ... พวกเรารีบทานกันเถอะ”
“ก็แค่ปากแหว่งเพดานโหว่เอง ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย” ลู่เชียนสวินพูดขึ้น “หนูมีเพื่อนที่โรงเรียนก็เป็นเหมือนกัน แถมรุนแรงกว่านี้อีก แต่เขาก็เรียนเก่งมาก สอบได้คะแนนดีตลอด”
“อาสามของหนูเป็นคนซื่อๆ น่ะค่ะ ถูกล้อมาตั้งแต่เด็ก แผลใจเลยลึก หนูก็พยายามให้กำลังใจเขาอยู่เรื่อยๆ เชื่อว่าสักวันเขาคงจะก้าวผ่านจุดนี้ไปได้ค่ะ”
......
ระหว่างมื้ออาหาร ลู่ตันชิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “น้องกั๋วผิงคะ พี่มีเรื่องอยากจะปรึกษา... พี่รู้สึกถูกชะตากับเสียวเสวี่ยมาก และเชียนสวินเองก็ดูจะเหงาเพราะเป็นลูกคนเดียว พี่เลยอยากจะขอรับเสียวเสวี่ยเป็นลูกบุญธรรม ให้เด็กสองคนได้เป็นพี่น้องคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน น้องกั๋วผิงจะว่ายังไงคะ?”
ข้อเสนอนี้ทำเอาหลินกั๋วผิงถึงกับอึ้งไป เขาพอจะรู้ฐานะทางสังคมของลู่ตันชิงว่าเป็นถึงผู้บริหารธนาคารในตัวเมือง ครอบครัวข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากชาวนาอย่างเขาแบบฟ้ากับเหว!
“เอ่อ... ถ้าเสียวเสวี่ยได้เป็นลูกบุญธรรมของพี่ตันชิง ก็นับเป็นวาสนาของแกครับ” หลินกั๋วผิงตอบตะกุกตะกัก “แต่เด็กคนนี้ค่อนข้างซุกซน ผมกลัวว่าจะไปสร้างความรำคาญให้พี่เปล่าๆ”
“ซุกซนสิดี แสดงว่าเป็นเด็กร่าเริง” ลู่ตันชิงยิ้มละไม หันไปมองเด็กหญิง “เสียวเสวี่ยจ๊ะ... หนูอยากจะเป็นลูกสาวบุญธรรมของป้าไหม?”
“อยากเป็นค่ะ!” ทิงเสวี่ยตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล พร้อมขยับตัวลงจากเก้าอี้เตรียมจะก้มคารวะ “คุณแม่บุญธรรม... ทิงเสวี่ยขอคารวะค่ะ”
ลู่ตันชิงรีบประคองตัวเด็กหญิงไว้ “ไม่ต้องกราบหรอกลูก เดี๋ยวแม่จะอายุสั้นเปล่าๆ แค่เรียกแม่ก็พอแล้วจ้ะ”
ลู่เชียนสวินยิ้มกว้างด้วยความดีใจที่จู่ๆ ก็ได้น้องสาวที่ทั้งสวยและฉลาดเพิ่มมาอีกคน
......
หลังมื้ออาหาร ลู่ตันชิงนั่งคุยต่ออีกพักใหญ่ก่อนจะขอตัวลากลับ โดยฝากฝังลูกสาวไว้ที่หมู่บ้านต้าเหอ และกำชับว่าหลังจากนี้ให้ลู่เชียนสวินพาเสียวเสวี่ยไปเที่ยวในเมืองบ้าง ในเมื่อเป็นแม่ลูกกันแล้ว ก็ควรไปมาหาสู่กันให้บ่อยขึ้น
ตอนกลับ หลินกั๋วผิงจัดเตรียมทั้งซาลาเปาและผักสดผลไม้จากสวนให้ลู่ตันชิงหิ้วกลับไปเต็มไม้เต็มมือ
หลังจากส่งแขกแล้ว หลินกั๋วผิงก็ออกไปทำงานที่ไร่ต่อ เขาเดินผ่านที่นาของหลินกั๋วเซิ่ง พี่ชายคนโตที่กำลังง่วนอยู่กับงาน
“เจ้ารอง! เมียฉันบอกว่าบ้านแกมีแขกมาตั้งสองคน เป็นญาติฝ่ายไหนเหรอ?” หลินกั๋วเซิ่งวางจอบถามด้วยความอยากรู้
“อ๋อ... เป็นพี่สาวที่ผมรู้จักตอนพาเสียวเสวี่ยเข้าเมืองเมื่อปีก่อนครับ” หลินกั๋วผิงอธิบาย “เธอกับเสียวเสวี่ยถูกชะตากันมาก ตอนนี้เลยตกลงรับเสียวเสวี่ยเป็นลูกบุญธรรมไปแล้วครับ”
“อ้าวเหรอ...” หลินกั๋วเซิ่งทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย “ฉันก็นึกว่าแกไปเจอเนื้อคู่มาซะอีก อุตส่าห์ดีใจเก้อ”
หลินกั๋วผิงถอนหายใจ “พี่ใหญ่ครับ ผมบอกแล้วไงว่าจะไม่แต่งงานใหม่... เรื่องนี้เลิกพูดเถอะครับ”
......
ตลอดช่วงบ่าย ทิงเสวี่ยพาพี่สาวบุญธรรมคนใหม่เดินสำรวจหมู่บ้านจนทั่ว ลู่เชียนสวินที่ไม่คุ้นเคยกับถนนลูกรังเดินสะดุดไปหลายครั้ง แต่ก็ดูสนุกสนานตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่ได้เห็น พอตกเย็น ทิงเสวี่ยก็พาไปเปิดประสบการณ์จับจักจั่นในสวนผลไม้ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้สาวชาวกรุงเป็นอย่างมาก
คืนนั้น ลู่เชียนสวินยึดห้องนอนของทิงเสวี่ย ส่วนเจ้าของห้องต้องระเห็จออกมานอนเบียดบนเตียงเล็กที่ห้องโถง และหลินกั๋วผิงต้องหอบผ้าผ่อนอพยพไปขอนอนค้างที่บ้านน้องชายชั่วคราว
เช้าวันรุ่งขึ้น...
ทิงเสวี่ยตื่นแต่เช้ามาจัดการล้างทำความสะอาดจักจั่นที่จับได้เมื่อคืนจนสะอาด ลู่เชียนสวินถึงเพิ่งจะตื่น
เมื่อเห็นพี่สาวกำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ทิงเสวี่ยผู้รู้ทันความคิด รีบวิ่งตัดหน้าไปจัดการทำความสะอาดส้วมหลุมจนสะอาดเอี่ยมและฉีดสเปรย์ดับกลิ่นเตรียมไว้ให้ เพื่อป้องกันไม่ให้แขกต้องไปผจญกับกลิ่นรบกวนและฝูงแมลงวันกวนใจ
หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ ลู่เชียนสวินก็มานั่งยองๆ ดูทิงเสวี่ยทอดจักจั่นด้วยความสนใจ
ในสายตาของเธอ ทิงเสวี่ยช่างเก่งกาจเกินวัย แม้จะอายุน้อยกว่าถึงเจ็ดปี แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพี่สาวที่คอยดูแลเอาใจใส่น้องสาวจอมเปิ่นอย่างเธอเสียมากกว่า ทั้งที่ต่างก็เติบโตมาในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเหมือนกัน แต่ทิงเสวี่ยกลับมีความรับผิดชอบสูงและพึ่งพาตัวเองได้ดีกว่าเธอชนิดที่เทียบกันไม่ติด
เมื่อจักจั่นทอดกรอบสีเหลืองทองถูกตักใส่จาน ลู่เชียนสวินก็ไม่รอช้า รีบคีบเข้าปากทันที
กรุบ!
“โห! เสียวเสวี่ย... นี่พี่โตมาจนป่านนี้ เพิ่งจะเคยกินของอร่อยขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะ!”
รสชาติมันมันเค็มๆ กรอบกรุบกริบของจักจั่นทอด ทำเอานักเขียนสาวถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่เคี้ยวตุ้ยๆ และพยักหน้าหงึกๆ อย่างมีความสุข