เหมือนเดิม เมื่อเจอคำถามที่ไม่อยากตอบโดมทองก็เลี่ยงด้วยการเปลี่ยนบทสนทนาอีกครั้ง แล้วก็ชวนเธอคุยเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งส่งเธอถึงหน้าบ้าน...หญิงสาวขอบคุณเขายืนส่งจนรถยนต์โฟร์วีลของโดมทองขับห่างตัวบ้านออกไป เธอจึงกลับเข้าไปในบ้าน
บ้านขนาดกลางที่มีสนามหญ้ากว้างอยู่ด้านหน้า....ต้นไม้ขนาดใหญ่และสูงนอกบ้านรายล้อมจนทึบยิ่งเป็คืนเดือนมืด แสงจันทร์น้อยนิดที่หลุบหายไปกับก้อนเมฆสีครามเกือบดำพรางเอาความสว่างไปจนหมด บ้านหลังนี้จึงไม่เด่น เหมือนอยู่ในโพรงไม้กลางป่าลึก
หญิงสูงวัยยืนกอดอกอยู่ที่ประตูบ้าน...หน้าตาถมึงทึงจ้องมองสาวลูกครึ่งที่เพิ่งกลับเข้ามาอย่างขุ่นเคืองเหมือนมีเื่โกรธกันมาเป็สิบปี
เธอชี้หน้าพร้ะเบ็งเสียงใส่ทันทีเมื่อร่างสูงบางของสาวน้อยเดินมาใกล้ตัว
“แกไปไหนมา นังตัวดี! วันๆก็เอาแต่เที่ยวเตร่ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วแกเคยแหกหูแหกตาดูบ้างไหม...ทำไมถึงกลับบ้านเอาดึกดื่นป่านนี้ ไปเที่ยวกับผู้ชายมาล่ะสิ”
ยิ่งพูดก็ยิ่งดังคนที่ได้ชื่อว่าเป็มารดาสุดที่รักที่หญิงสาวบอกกับคนอื่นว่าจะรีบกลับมาเพราะเป็ห่วงกลับยืนก่นด่าเธอเหมือนไม่เคยมองเห็นว่าเธอเป็ลูกของตน
“มัวแต่ทำตัวแรดๆอย่างนี้ไงล่ะ เที่ยวออกไปกลางค่ำกลางคืนถึงได้ท้องไม่มีพ่อ”
อิงเอื้องที่ยืนกัดฟันกรอดตวาดแว้ดใส่มารดาทันที แม้มารดาจะพูดไม่ทันจบประโยค...เธอหายใจแรง ยืนหอบจนตัวโยนจ้องมารดากลับอย่างไม่ยี่หระเช่นกัน
“แม่หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!”
“ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ แกเป็ลูกฉันนะ!...ไม่ได้เป็แม่ฉันมีสิทธิ์อะไรมาขึ้นเสียง...ชะหน็อยแน่ะ พอคิดว่าตัวเองได้ดิบได้ดีมีเงินมีทองเข้าหน่อยเป็ดาราเป็นางแบบดัง ก็ทำหยิ่งผยองจองหองพองขน”คนพูดยืนเท้าสะเอว ชี้หน้าด่าไม่หยุดหย่อน เหมือนยิ่งพูดยิ่งมัน
“แม่!!”
“ตวาดฉันเหรอ แล้วมองหน้าฉันทำไม แกคิดจะถีบหัวฉันส่งใช่ไหม ถ้าไม่ได้ข้าวแดงแกงร้อนยัดปากมาั้แ่เด็กแกจะมีหน้ามายืนจ้องตาฉันอย่างนี้รึไงยะ นังลูกไม่รักดี”
อิงเอื้องใช้วิธีการเดินหนีเธอเบี่ยงตัวขณะเดินสวนมารดาเข้าไปในบ้านทำเป็ทองไม่รู้ร้อน หวังจะช่วยให้มารดาที่คอยรังเกียจเดียดฉันท์เธอมาั้แ่เด็กหยุดพูดเสียที
แต่เธอก็หนีไม่พ้นอรชรผู้เป็มารดาของเธอก็ยังเดินตามมาอาละวาดไม่หยุดหย่อน...ผู้สูงวัยกว่าคว้าข้อมือเธออย่างแรงแต่หญิงสาวก็สะบัดออกเต็มแรงเช่นกัน
“แม่จะเอายังไงกับหนูกันแน่ หนูอุตส่าห์อยู่ห่างๆแม่แล้ว หนูอุตส่าห์หนีแม่มาจากเชียงใหม่แต่แม่ก็ยังตามมาราวีหนูถึงที่นี่”
อิงเอื้องเสียงสั่นปากสั่นไม่หยุดน้ำตาที่สะกดกลั้นไว้ไม่อาจทานอยู่มันพร้อมหลั่งไหลเป็สายอาบรินรดแก้มทั้งสองข้าง
“เชอะ!!...แกอย่ามาทำเป็สำออยหน่อยเลย แกคิดจะทิ้งฉันมาเสวยสุขอยู่ที่กรุงเทพฯคนเดียวล่ะสิทำเป็โยนเศษเงินไว้ให้ฉันกินอยู่ที่เชียงใหม่เหมือนกับหมูกับหมาแต่ตัวเองมาอยู่บ้านหลังใหญ่ มีเงินมีทองใช้ แต่งตัวสวยๆ...แกนึกว่าฉันโง่รึไง”
อรชรใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากลูกสาวอย่างแรงจนแทบจะหงายหลัง...แม้จะไม่ล้มแต่เธอก็เซไปชนกับขอบโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างฝาพอดี
อิงเอื้องมองโต้ตอบ...แม้ดวงตาสวยคู่นั้นจะกร้านไปด้วยความโกรธขึ้งแต่ลึกๆข้างในดวงตาคู่เดิมกลับซ่อนความเจ็บร้าวอย่างยากเกินที่ใครจะเห็น
แม้เธอจะไม่ใช่ลูกกตัญญูอย่างที่มินตราเอ่ยชมแต่เธอก็ไม่อยากเป็ลูกอกตัญญู ขึ้นชื่อว่าทำร้ายมารดา ทั้งที่ความรู้สึกอัดอั้นที่มันสุมอกอยู่ขณะนี้มันยากเกินจะทานทนต่อไป
ั้แ่เล็กจนโตเธอถูกฝังความเกลียดชังจากมารดามาตลอด เธอเหมือนตัวถ่วงในชีวิตของอรชรถูกกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเป็ลูกที่เกิดมารกโลก
แต่เธอก็ได้แต่นิ่งฟัง...ไม่โต้ตอบแม้จะถูกมารดาทุบตีทารุณเช่นไร แต่เธอก็รักมารดาของเธอ ทว่านานวันเข้าความรักที่เธอมีให้แก่มารดา มันกลับฝังรากลึกเป็ความรักที่ถูกทับถมด้วยความเกลียดชัง
เธอเป็ลูกที่อรชรไม่อยากให้เกิดมาลืมตาบนโลกใบนี้...ยิ่งมารดาเห็นหน้าลูกสาวอย่างเธอก็ยิ่งทำให้ความคลุ้มคลั่งในจิตใจฟ้องร้องคอยย้ำเตือนให้ผู้เป็มารดาคอยนึกถึงผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าสามีของเธอ...ขึ้นชื่อว่าพ่อของลูกสาวเธอ
ตราบาปของอรชรที่ท้องไม่มีพ่อ...กลับถูกโยนความรู้สึกผิดมายังลูกสาวคนเดียว
แล้วเมื่อครั้งที่อิงเอื้องทำพลาดครั้งใดอรชรก็มีแต่เหยียบย่ำซ้ำเติม และคอยตอกย้ำให้แผลทางใจไม่เคยหายสนิทได้เลย
อิงเอื้องจ้องตอบมารดาด้วยความรู้สึกหลายอย่างก่อรวมอยู่ในดวงตาสวยคู่นั้นเธอหลีกเลี่ยงการปะทะคารม เปิดประตูห้องแล้วกดล็อกทันที ขังตัวเองอยู่อย่างนั้นจนเช้า...ร้องไห้จนตานั้นบวมแดงและหลับไปด้วยความเสียใจประสมความรู้สึกเหนื่อยกาย
///////////////////////////////////////จบตอนที่ 9