“ลลินเป็ของผมแล้ว เพราะฉะนั้นคนอื่นไม่มีสิทธิ์ก่อนที่ทุกคนจะทำอะไรทำไมไม่ถามผมก่อน”
ตะวันกล่าวเสียงแข็งขณะที่จับมือของลลินไว้แน่น
“มันจะมากไปแล้วนะตะวัน นี่ฉันเป็พ่อของแกน่ะฉันสั่งให้แกปล่อยลลินให้มาเข้าพิธีต่อ แล้วก็ขอโทษทุกคนซะ”
นายพลสุรินทร์ออกคำสั่งเสียงเข้ม
“ไม่ ครั้งนี้ผมขอทำตามหัวใจตัวเอง”
ตะวันกล่าวหนักแน่น
“ไอ้ลูกเลว ใฝ่ต่ำ”
นายพลสุรินทร์กล่าวพร้อมกับลุกขึ้นมาตบเปรี้ยงไปที่ใบหน้าของตะวันท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
“ฉันขอสั่งแกอีกครั้ง ปล่อยมือจากเด็กคนนั้นซะ”
ตะวันหันหน้ามองสบตาผู้เป็พ่อพร้อมกับดึงร่างของลลินเอามากอดไว้อย่างเป็การประกาศความจริงถึงสิ่งที่ตัวเองจะทำต่อหน้าทุกคน
“ไม่ ผมรักลลิน ทำไมคุณพ่อไม่ถามดูล่ะว่าลลินเต็มใจกับการหมั้นนี้หรือเปล่า ที่ลลินทำไปก็เพราะเห็นแก่บุญคุณที่คุณพ่อมีต่อครอบครัวของเธอเท่านั้น”
“ก็ได้ งั้นฉันจะถามลลินเอง ไหนเธอบอกมาสิลลิน ว่าเธอรักทะนงใช่ไหม”
นายพลสุรินทร์หันไปถามลลินเสียงเข้มดุดัน
ลลินหลบตาด้วยความเกรงกลัวแล้วหันไปมองหน้าผู้เป็พ่ออย่างรู้สึกผิดเพราะรู้ว่าคำตอบของเธออาจจะต้องทำให้พ่อเดือดร้อน
“ลลินขอโทษนะจ๊ะพ่อ ลลินไม่ได้รักคุณทะนงจริงๆ”
“แต่งงานอยู่กินกันไปก็รักกันเองแหละลูก”
นายแสงพยายามเกลี้ยกล่อมลูกสาวเพราะเกรงใจผู้เป็เ้านาย
“มันก็คงใช่นะจ๊ะพ่อ ถ้าหากหัวใจของลลินไม่ได้รักคุณตะวันอยู่ก่อนแล้ว”
จบคำกล่าวนั้นของลลินทำเอานางลีถึงกับเป็ลมล้มพับลงทันทีส่วนนายพลสุรินทร์นั้นโกรธจนตัวสั่น เขายกนิ้วขึ้นชี้หน้าบุตรชายพร้อมกับตวาดทันที
“ก็ได้ พวกแกรักกันนักใช่ไหม งั้นก็ออกไปจากบ้านของฉันเดียวนี้เลยไป๊”
“ครับคุณพ่อ” ตะวันรับคำก่อนหันไปทางทะนง “ฉันขอโทษนะทะนงฉันรักลลินมากจริงๆ และลลินก็เป็ของฉันแล้วด้วย”
เขากล่าวกับเพื่อนอย่างจริงใจ
“ทำไมแกไม่เคยบอกฉันเลย หากแกบอกฉันก่อน เื่แบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”
ทะนงกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเพราะขมขื่นกับเื่ที่เกิดขึ้นเพื่อนรักจะต้องมาแตกคอเพราะแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน
“ฉันขอโทษ”
ตะวันย้ำอีกครั้งก่อนดึงมือลลินจะพาออกไปจากตรงนั้น
“พี่ตะวันจะไปไหนค่ะ ไม่นะคะพี่ตะวัน แค่พี่ปล่อยมือจากผู้หญิงคนนี้ พี่ก็จะไม่ต้องไปลำบากที่ไหนแล้ว”
นภาโผเข้ามาดึงมือขอตะวันเอาไว้
“เสียใจนะนภา ที่พี่ทำไม่ได้ เพราะพี่รักลลินจริงๆ”
“กรี้ด”
นภากรีดร้องอย่างยอมรับความจริงไม่ได้แต่ตะวันก็ดึงมือพาลลินออกไปหน้าบ้านและทำท่าจะเดินไปขึ้นรถ
“ไปก็ไปแต่ตัว แกไม่มีสิทธิ์เอาสมบัติของฉันติดตัวไปแม้สักชิ้น”
นายพลสุรินทร์ตามมาตวาดขึ้นอีกตะวันเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง เขาถอดแหวนมรกตและสร้อยทองที่สวมอยู่เดินกลับไปยื่นให้กับผู้เป็พ่อ แววตาของเขาเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
“ตะวันนั้นลูกจะไปไหน”
คุณหญิงแวววรรณถามบุตรชายเสียงเครือพร้อมกับเข้ามาดึงแขนของเขาไว้
ตะวันปลดมือของมารดาออกจากแขนแล้วยกมือไหว้ลาผู้ให้กำเนิดทั้งสองด้วยความเคารพ
“หากผมไม่ตายไปเสียก่อน ก็คงมีโอกาสได้กลับมากราบพ่อกับแม่อีก”
ได้ยินบุตรชายพูดอย่างนั้นคุณหญิงแวววรรณก็ถึงกับปล่อยโฮทันทีแต่ตะวันก็ตัดสินใจเดินกลับไปหาลลินที่ยืนรออยู่ก่อนพากันเดินออกไปจากบ้านหลังใหญ่แห่งนั้น
ส่วนนายพลสุรินทร์นั้นได้หันขวับไปทางนายแสงทันที
“งามหน้าไหมไอ้แสง ไอ้คนเนรคุณ แกไสหัวออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้เลยน่ะก่อนที่ฉันจะฆ่าแก”
เขาตะคอกก่อนเดินไปคว้าเหล้าเอามาดื่ม
“ใจเย็นน่าคุณสุรินทร์”
นายทำนุเตือนผู้เป็เพื่อน