‘ปาหี่ทั้งนั้น มัมไม่น่าไปเชื่อเลยเห็นไหมสุดท้ายก็ไม่พ้นอยากได้เงินอยู่ดี’
ผมค่อนแคะใส่เพราะถึงแม้ว่าเงินเ่าั้มันจะเป็แค่เศษเงินสำหรับครอบครัวเราแต่สำหรับวัดกันดารแบบนี้เงินก้อนนี้สามารถบูรณะกุฏิซอมซ่อได้สบาย ๆ
‘ฮันนี่ของมัมทำไมพูดแบบนี้ล่ะคะ ฮึก...ฮึก...ลูกรู้ไหมว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันเกิดลูกแล้ว...ละ...แล้วแบบนี้จะไม่ให้มัมเป็กังวลได้ยังไงล่ะค่ะ...ฮึก...ฮึก’
น้ำตาของบุพการีพลันหลั่งออกมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอที่เป็ห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของเธอด้วยกลัวเหลือเกินว่าอาถรรพ์คำสาปที่ส่งต่อมาจากตระกูลฝั่งสามีจะพรากลูกชายสุดที่รักของเธอไป
และถึงแม้ว่าคู่ของเธอจะโชคดีเนื่องจากเธอกับสามีหรือพ่อของลูก เราจะได้เจอกันก่อนจะถึงกำหนดคำสาป อีกทั้งคนในตระกูลนับถัดไปสิบรุ่นก็ยังไม่เคยมีรุ่นไหนต้องตายเพราะคำสาปนี้ แต่เพื่อความชัวร์การเจอผู้หญิงคนนั้นก่อนที่ทายาทสายตรงจะถึงกำหนดอายุยี่สิบแปดปีมันก็ดีกว่าแม้ว่ามันต้องแลกมาด้วยข้อแม้ที่ว่า...
‘แต่มัมครับมันจะมีผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนที่จะยอมมีอะไรกับผู้ชายที่เพิ่งรู้จักภายใน 'เจ็ดวัน' ล่ะครับ และถึงมีเขาคงไม่คิดจะจริงจังด้วยหรอก’
ผมพูดออกไปตามหลักตรรกะและเพราะสังคมที่เจอมา
‘นี่ฮันนี่ว่ามัมหรอคะ’
หญิงวัยกลางคนที่ยังคงงามหยดมองผมตาเขียวปั้ด เนื่องจากคำพูดที่ผมพูดไปเมื่อกี้คู่แม่กับพ่อผมก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน...และใช่...!! พวกท่านก็ต้องคลุกวงในกันภายใน่ 7 วันอันตรายเหมือนกัน
‘โธ่...มัมครับผมไม่ได้หมายถึงมัมซะหน่อย มัมจะเป็ผู้หญิงแบบนั้นได้ยังไงก็แด๊ดเล่นมอมเหล้ามัมนี่น่า’
ผมพูดออกไปพร้อมกับโอบกอดแม่บังเกิดเกล้าที่กำลังยู่ปากงอนให้ค้อนเบ้อเร่อ ก่อนที่ลูกง้อของผมจะสำเร็จเพราะหลังจากที่ผมกอดท่านแน่นแล้วท่านก็ยิ้มออกได้
‘เ้าลูกคนนี้นิ...’
‘ส่วนเื่การทำนายเขาก็พูดในสิ่งที่มัมอยากฟังเท่านั้นแหละ และเพราะอะไรผมว่ามัมคงรู้ดี อีกอย่างผมอยากให้มัม...’
และในจังหวะที่ผมยังพูดไม่จบ เด็กรับใช้ที่อยู่ข้างกายของพระองค์นั้นก็วิ่งมาพร้อมกับเอาเงินปึกนั้นที่แม่ผมเพิ่งให้ไปมาคืน
‘หลวงพ่อให้เอามาคืนครับ’
เด็กคนนั้นพูดพร้อมกับส่งเงินคืนให้แม่ผมก่อนจะรีบวิ่งกลับไป
‘อะ...เดี๋ยวซิฉันถวายไปแล้วนะ’
แม่ผมะโไล่ตามหลังเด็กน้อยคนนั้นไปแต่ไม่ทันเพราะเด็กคนนั้นได้วิ่งหนีไปด้วยความเร็วสูงแล้ว...และด้วยการกระทำนั้นก็ยิ่งทำให้แม่ของผมมั่นใจในคำทำนายนี้มากขึ้น...
‘เห็นไหมคะ...ทุกคนเขาไม่ได้เห็นแก่เงินกันทุกคนหรอกนะหัดมองโลกในแง่ดีบ้างซิคะ...ฮันนี่’
แม่ผมทิ้งท้ายก่อนจะขึ้นรถแวนคันหรูไป...
และนี่คือเหตุการณ์เมื่อหกเดือนก่อนก่อนที่ผมจะกลับมายังแผ่นดินแม่อีกครั้ง...โดยที่ผมไม่ได้คาดหวังว่าผมจะได้มาเจอกับเธอ...ผู้หญิงคนที่ผมคิดว่าพระองค์นั้นน่าจะหมายถึง...
เื่ราวในอดีตปรากฏขึ้นเป็ฉากเป็ตอนประหนึ่งว่าทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้นี่เอง...
ณ ห้องสมุดกลางประจำจังหวัด
แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายคล้อยลอดผ่านหน้าต่างหอสมุดลงมาััสันหนังสือเก่าที่เรียงรายกันอยู่ที่ชั้นเก็บหนังสือจนส่งให้ภาพของเธอหรือ ‘ชมพูสิริน’ บรรณารักษ์สาวที่ทำผมว้าวุ่นใจจนนอนไม่หลับทั้งคืนต้องหอบความหวังมาตามหาถึงที่นี่
และด้วยภาพตรงหน้านี้มันช่างดูมีมนต์ขลังอย่างน่าประหลาด...
หัวใจที่เต้นไม่เป็จังหวะเพราะทั้งตื่นเต้นระคนไปด้วยประหม่าในตอนแรกดูจะทุเลาลงหลังจากที่ผมเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องสมุดสักพักเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นเข้าหาเธอยังไงดีไม่ให้ตัวเองดูมีพิรุธ แต่ทว่า...ช่างโชคดีที่ด้านหน้าของห้องสมุดแห่งนี้ยังมีบอร์ดของเ้าหน้าที่ที่ทำงานที่นี่อยู่ นั่นจึงทำให้ผมได้รู้จักชื่อของเธอและสามารถเข้าหาเธอได้อย่างไม่ต้องประหม่ามากนัก
แต่ความคิดนั้นกลับเป็เพียงแค่สิ่งที่ผมคิดเอาไว้...เพราะทันทีที่ผมได้เห็นหน้าเธออีกครั้งความปั่นป่วนในหัวใจก็พลันบังเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหาสาเหตุได้ยิ่งด้วยภาพของเธอที่อยู่ในชุดยูนิฟอร์มเข้ารูปท่วงท่าที่กำลังจัดเรียงหนังสืออย่างขะมักเขม้นสลับเหม่อลอยเป็พัก ๆ ภาพเ่าั้มันยิ่งส่งให้เธอดูจะเข้ากับที่นี่อย่างไร้ที่ติเปรียบเสมือนสมบัติอันล้ำค่าจนทำให้ห้องสมุดที่ดูเงียบเหงาพลันมีชีวิตชีวาได้อย่างน่าอัศจรรย์...
(แต่เอ๊ะ!...เธอต้องสวมถุงมือทำงานด้วยหรือนั้นเมื่อวานไม่เห็นแฮะ...แต่จะว่าไปดูเป็มืออาชีพเชียว)
ผมชื่นชมระคนสงสัย และในขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าไปเสียงซุบซิบจากกลุ่มผู้หญิงที่มานั่งอ่านหนังสือตรงหน้าที่เหมือนกับว่าจะยังไม่เห็นว่ามีผมยืนอยู่ด้านหลังก็เมาท์หญิงสาวที่ไม่รู้เื่รู้ราวอย่างออกรส
“นี่เธอเห็นแม่บรรณารักษ์คนนั้นป่ะ...”
“เห็นทำไมหรอ...??”
“ก็ตอนนี้นางนะซิฮอตฮิตติดชาร์ตของเว็บไซต์ของจังหวัดเลยนะ เห็นว่าที่ห้องสมุดนี้กลับมาคึกคักได้ก็เพราะนางเลย”
สาวสองคนตรงหน้าผมเมาท์ส่วนผมที่ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นเท่าไรนักก็ได้แต่ยืนฟังต่อ...ผู้หญิงอีกคนแสดงความคิดเห็น ก่อนที่อีกคนที่เปิดคนประเด็นั้แ่ต้นจะพูดในสิ่งที่ตนเอง้าจะสื่อ
“ก็ไม่เห็นแปลกนะ...ฉันว่านางก็ดูน่ารักดีขนาดมีแว่นทรงป้าปกปิดใบหน้ายังมีเค้าสวยเลย”
“แหม...เธอไอ้สวยมันก็สวยอยู่หรอกนะแต่ฉันว่านางออกจะดูแปลก ๆ ไปสักหน่อยนะซิ” คนพูดทำจีบปากจีบคอกระซิบกระซาบ
“แปลกยังไงอ่ะ...??”
“ก็เธอไม่สังเกตหรอทุกครั้งที่เรามาฉันมักจะเห็นเธอใส่ถุงมืออยู่ตลอดเวลาเลยนะอย่างวันนี้เธอก็ใส่ไม่เห็นหรอ”
“เขาอาจจะรักษาความสะอาดก็ได้มั้งอย่างบางทีหนังสือบางเล่มก็อาจจะมีฝุ่นก็ได้นี่”
“มันก็อาจจะใช่...แต่เธอไม่คิดหรอหรือว่านางอาจจะเป็พวกกลัวเชื้อโรคคลั่งความสะอาดอะไรอย่างงี้เปล่าแล้วแบบนี้มันจะไม่เป็อันตรายกับพวกเราใช่ไหมอ่ะ”
สิ้นประโยคคำซุบซิบนินทาที่ผมบอกได้คำเดียวว่าเสียเวลาชะมัดไม่น่ามายืนฟังเลย ทำให้ผมได้แต่ถอนหายใจก็จะพูดออกไปลอย ๆ ว่า...
“อิจฉาเขานะซิ...”
ควับ...!!
และหลังจากที่ผมพูดลอย ๆ ออกไปสองสาวที่เพิ่งจะรู้ตัวว่ามีคนยืนฟังอยู่ด้านหลังก็หันมาอย่างพร้อมเพรียงกันก่อนที่สายตาของผมนั้นจะทำให้พวกเธอต้องรีบหันกลับไปก้มหน้างุดลงกับหนังสือที่อ่านต่อ
"...ฮึ..." เสียงที่แค่นออกมาจากลำคอ ก่อนจะย่างกายเดินไปหาบุคคลที่ผมปรารถนาที่จะมาเจอในวันนี้...