หลังจากที่ทั้งสามแยกจากกันที่ประตูมิติ ต้วนผิงอัน พุ่งร่างเข้าสู่ประตูมิติทางซ้ายทัศนวิสัยเบื้องหน้าพลันบิดเบี้ยว แสงสีครามสว่างจ้าจนต้องหรี่ตาทันทีที่ฝ่าเท้าััพื้นดิน ความรู้สึกแรกที่จู่โจมคือ "น้ำหนัก"มหาศาลที่กดทับลงมาบนบ่าราวกับมีขุนเขาปักหลั่นวางทับอยู่
"อึก... ที่นี่มันอะไรกัน!"
ผิงอันขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกันกลิ่นอายของที่นี่เป็กลิ่นอายของ "โลหะและคาวเื" ท้องฟ้าเป็สีเทาหม่นสลับกับเมฆฝนสีตะกั่วที่โปรยปรายลงมาเป็หยดน้ำที่มีน้ำหนักดุจปรอทพื้นดินที่เขาเหยียบคือซากอาวุธหักพังนับหมื่นแสนชิ้นที่ทับถมกันจนกลายเป็ูเาศัสตราศาสตราวุธ
ครืนนนนน!
เสียงโลหะเสียดสีกันดังกึกก้องจนแสบแก้วหูจากซากอาวุธหักพังรอบตัวผิงอัน พวกมันเริ่มสั่นะเืและพุ่งเข้าหากันก่อร่างสร้างเป็ "หุ่นรบศัสตราโบราณ" ร่างั์สูงกว่าห้าจั้งร่างกายของพวกมันประกอบขึ้นจากดาบหัก หอกพัง และโล่ที่แตกร้าวทั่วร่างแผ่รังสีฆ่าฟันสีแดงฉานออกมาดุจปีศาจจากขุมนรก
"เ้าผู้บุกรุก...จงกลายเป็ส่วนหนึ่งของสุสานศัสตรานี้เสียเดี๋ยวนี้!" เสียงห้าวหาญไร้ิญญาดังมาจากกึ่งกลางอกของพวกมัน
ด้วยสัญชาตญาณนักรบที่ถูกเคี่ยวกรำจากหงเฉินมาสองเดือนเขาบอกได้ทันทีว่าไอ้เ้าั์พวกนี้มีพลังไม่ต่ำกว่า ปราณครามขั้น7 และมีน้ำหนักตัวมหาศาล!
"เข้ามา! ข้า ต้วนผิงอัน ไม่เคยกลัวเกรงความตาย!"
ผิงอันคำรามลั่นสองมือกระชับ ง้าวโลกันตร์ชาดทลายพสุธา พลังปราณในกายพุ่งพล่านจนเส้นเืปูดโปนเขาดีดตัวพุ่งเข้าหาหุ่นรบตัวแรกดุจลูกธนูั์
เปรี้ยง!
ง้าวสีชาดปะทะเข้ากับแขนที่ทำจากโล่ซ้อนทับกันของหุ่นรบแรงสะท้อนทำให้แขนของผิงอันชาหนึบไปถึงหัวไหล่ แต่ชายหนุ่มไม่ถอยเขาบิดข้อมือใช้หัวง้าวเกี่ยวกระชากโล่เ่าั้ออกก่อนจะหมุนกายกลางอากาศฟาดง้าวลงมาด้วยท่า "ทลายพสุธา: ทะลวงนพ"
ตู้มมมมมม!
แรงะเิของปราณสีชาดทำให้หุ่นรบั์แหลกสลายกลายเป็เศษเหล็กในพริบตาทว่า... สิ่งที่น่าสยดสยองคือเศษเหล็กเ่าั้กลับเริ่มขยับและรวมตัวกันใหม่ทันที!
"บ้าชะมัด!มันฆ่าไม่ตายงั้นรึ!"
ผิงอันสบถออกมาพลางะโหลบหอกั์ที่ปักลงมาตรงจุดที่เขายืนอยู่จนพื้นยุบเป็หลุมลึกการต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนับชั่วโมง ผิงอันสังหารพวกมันไปนับสิบครั้งแต่พวกมันก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาทุกครั้งพร้อมกับความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นร่างกายของผิงอันบัดนี้เต็มไปด้วยรอยเฉือนจากคมดาบที่ปลิวว่อนอยู่ในอากาศเืสีแดงสดไหลซึมออกมาจนชุดนักรบขาดรุ่งริ่ง
"แฮ่ก... แฮ่ก..."เขาเริ่มหอบหายใจรุนแรง พลังปราณครามในกายลดฮวบลงจนเหลือไม่ถึงสามส่วน
ในจังหวะที่เขากำลังอ่อนแรงหุ่นรบสามตัวพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกันจากสามทิศทาง หอก ดาบและขวานั์ฟาดฟันลงมาหมายจะสับร่างของเขาให้กลายเป็เนื้อบด ผิงอันไม่มีทางเลือกเขาต้องแลกชีวิต!
"ถ้าข้าต้องตาย...แก่ก็อย่าหวังจะรอด!"
เขาตัดสินใจไม่หลบแต่กลับปักง้าวลงพื้นเพื่อยึดร่างไว้แล้วะเิพลังปราณทั้งหมดออกมาสร้างเป็โล่ป้องกันชั่วคราว
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
อาวุธหนักทั้งสามกระแทกเข้ากับโล่ปราณของเขาจนแตกกระจายแรงกระแทกส่งผลให้ซี่โครงของผิงอันหักสะบั้น เืพุ่งออกจากปากดุจน้ำพุร่างของเขากระเด็นไปกระแทกกับกองดาบทับถมจนสลบไสลไปชั่วครู่
ในห้วงสติที่กึ่งเป็กึ่งตายผิงอันนึกถึงคำพูดของหนิงเจี่ย "เงื่อนไขของมันคือเ้าต้องาเ็จนถึงขีดสุดเมื่อนั้นจงกลืนมันลงไป มันคือการเดิมพันกับชีวิต!"
เขากัดฟันฝืนความเ็ปเอื้อมมือที่สั่นเทิ้มเข้าไปในอกเสื้อ หยิบ ลูกกลอนพยัคฆ์ครามคลั่งอเวจี ที่หนิงเจี่ยให้ขึ้นมามันเปล่งแสงสีม่วงดำดูลึกลับและน่ากลัว ผิงอันมองดูหุ่นรบั์ที่กำลังเดินย่างสามขุมเข้ามาหาเขาเพื่อปลิดชีพ
เขาโยนลูกกลอนเข้าปากแล้วกลืนลงไปทันที
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก!
ทันทีที่ตัวยาละลายพลังงานที่ป่าเถื่อนและรุนแรงดุจพยัคฆ์ร้ายนับร้อยตัวพลันะเิออกในร่างกายของเขามันไม่ได้รักษาแผลในทันที แต่มันกลับ "ฉีกกระชาก" เส้นชีพจรทั้งหมดของเขาออกเพื่อสร้างใหม่พลังงานสีครามดำพุ่งพล่านออกมาจากขุมขนพร้อมกับเืเสียที่ถูกขับออก ร่างของผิงอันลอยเด่นขึ้นกลางอากาศล้อมรอบด้วยไอสีม่วงดำที่หมุนวนดุจพายุหมุน
[สภาวะ: ทะลวงขอบเขตขั้นใหญ่!ปราณครามขั้น 8... ขั้น9... ครึ่งก้าวชี่ปอ... ชี่ปอ(คลื่นปราณขั้นที่ 1!]
ท้องฟ้าสีตะกั่วพลันเกิดรอยแยกสายฟ้าสีแดงผ่าลงมาที่ตัวผิงอันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายที่เคยาเ็สาหัสบัดนี้ขยายใหญ่ขึ้นกล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแกร่งดุจศิลาเทพรอยแผลทั้งหมดสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลเป็จางๆ ที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจ
ผิงอันลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาบัดนี้กลายเป็สีแดงชาดประดุจโลหิตเขาคว้า ง้าวโลกันตร์ชาดทลายพสุธา ที่ตกอยู่ขึ้นมา ทันทีที่เขาััง้าวพลังของมันก็วิวัฒน์ตามระดับพลังของเ้าของใบง้าวยาวออกไปอีกสองเท่าและมีเปลวไฟสีดำคลอกไปทั่วใบง้าว
"คราวนี้... ถึงตาข้าบ้าง!"
เขาสะบัดง้าวเพียงครั้งเดียวคลื่นพลังรูปจันทร์เสี้ยวสีแดงดำพุ่งออกไปตัดผ่านร่างของหุ่นรบั์นับสิบตัวจนขาดกระจุยและครั้งนี้... เศษเหล็กเ่าั้ไม่สามารถรวมตัวกันได้อีก เพราะพวกมันถูก "ความร้อนอเวจี" หลอมละลายจนกลายเป็เพียงของเหลวไร้รูปทรง
ผิงอันทะยานร่างเข้าไปท่ามกลางกองทัพหุ่นรบที่เหลืออยู่นับร้อยทุกย่างก้าวที่เขาวางเท้าลง พื้นดินที่เป็ซากอาวุธจะะเิออกเป็เสี่ยงๆเขาใช้ออกด้วยท่วงท่าที่เรียนรู้จากหงเฉินบวกกับพลังใหม่ของตนเอง
"วิชาง้าวสังหาร:ัชาดถล่มโลกันตร์!"
ง้าวในมือแปรเปลี่ยนเป็เงาัขนาดั์พุ่งทะลวงเข้าใส่ขบวนทัพศัตรูเสียงะเิดังกัมปนาทะเืไปทั่วทั้งมิติสุสานศัสตรากองทัพหุ่นรบที่เคยดูเหมือนไม่มีวันตายบัดนี้ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากภายในเวลาไม่ถึงสิบอึดใจ!
เมื่อศัตรูคนสุดท้ายสลายไปความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ผิงอันยืนถือง้าวตระหง่านอยู่บนยอดเขาซากอาวุธพลังปราณในกายบัดนี้มั่นคงอยู่ที่ ระดับหยวนเต้า(ปฐี) ขั้นที่ 1 อย่างสมบูรณ์เขาพ่นลมหายใจออกมาเป็ไอสีขาวนวล
"หนิงเจี่ย... ข้าทำได้แล้วข้าไม่ใช่ภาระของเ้าอีกต่อไป"
ทันใดนั้นเสียงกระซิบจากความว่างเปล่าก็ดังขึ้นข้างหูของเขา "ยินดีด้วยเ้าหนุ่ม... เ้าผ่านด่านที่หนึ่งแล้วจงเดินตามเส้นทางสีโลหิตไปสู่ยอดผาที่สอง ที่นั่น...ผู้พิทักษ์ดาบเทพกำลังรอเ้าอยู่"
ผิงอันยิ้มอย่างกระหายการต่อสู้เขาเก็บง้าวไว้ที่กลางหลังแล้วพุ่งร่างทะยานไปตามเส้นทางที่ปรากฏขึ้น บัดนี้ตำนานของ"ขุนพลพสุธา ต้วนผิงอัน"ได้เริ่มจารึกบทแรกด้วยเืและหยาดเหงื่อในมิติแห่งนี้แล้ว!
ด้าน หนิวมู่อี้ เมื่อก้าวเท้าผ่านม่านแสงสีครามเข้ามาร่างของเขาพลันถูกเหวี่ยงลงสู่พื้นที่ที่ไร้ซึ่งแสงตะวันเบื้องบนท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆสีตะกั่วที่หนาทึบและส่งเสียงครวญครางของสายฟ้าอยู่ตลอดเวลาพื้นเบื้องล่างเป็ทุ่งกว้างที่เต็มไปด้วยเสาหินสีนิลขนาดมหึมาปักเรียงรายดุจเขาวงกตที่ไร้ทางออก
“นี่น่ะหรือ...มิติที่ข้าต้องเผชิญ” มู่อี้กระชับ คทาพฤกษาอัสนี์ ในมือแน่นความหนาวเย็นที่เสียดแทงกระดูกทำให้เขาต้องโคจรปราณสายฟ้าเพื่อสร้างความอบอุ่น
ทันใดนั้นเสียงสายฟ้าฟาดลงบนยอดเสาหินต้นหนึ่งดัง เปรี้ยง! แสงสว่างจ้าสาดส่องให้เห็นเงาร่างนับสิบที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาห้อมล้อมเขาอย่างรวดเร็วพวกมันคือ "ภูตอัสนีคร่ำครวญ" ร่างกายโปร่งแสงที่มีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านมีใบหน้าบิดเบี้ยวโหยหวนและดวงตาที่เป็เปลวไฟสีฟ้า
“ผู้บุกรุก...จงมาเป็เชื้อไฟให้แก่สายฟ้าหมื่นปีเสียเถอะ!”พวกมันส่งเสียงกรีดร้องที่สั่นประสาท
มู่อี้สูดลมหายใจเข้าลึกสิ่งเดียวที่เขาพึ่งพาได้คือพร์และความพยายามที่ฝึกฝนมาตลอดสองเดือน “เข้ามา!ข้าต้องแข็งแกร่งและจะไม่หลบอยู่หลังผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว!”
ภูตอัสนีสามตนแรกพุ่งเข้าใส่ดุจสายฟ้าแลบมู่อี้ควงคทาพฤกษาอัสนีเป็วงกลม พลังปราณครามขั้นที่ 4 ในร่างประทุออกมาถึงขีดสุด “ฝ่ามือสยบเนตรดารา: ม่านอัสนีพิฆาต!”
ฝ่ามือโปร่งแสงสีฟ้าขนาดใหญ่พุ่งออกจากฝ่ามือซ้ายของเขาปะทะกับภูตอัสนีจนพวกมันกระเด็นถอยหลังไปแต่ทว่าภูตพวกนี้กลับดูดซับสายฟ้าจากเมฆเบื้องบนกลับมาฟื้นฟูร่างได้อย่างรวดเร็ว
“บัดซบ!พวกมันดูดซับพลังธาตุเดียวกันได้งั้นหรือ?” มู่อี้สบถ เขาเริ่มตระหนักว่าการใช้สายฟ้าสู้กับสายฟ้านั้นไม่ใช่เื่ง่าย
กองทัพภูตอัสนีเริ่มบีบวงล้อมเข้ามาเรื่อยๆพวกมันประสานพลังสร้างเป็ตาข่ายไฟฟ้าสีฟ้าครามครอบคลุมพื้นที่รอบตัวมู่อี้ไว้ทั้งหมดมู่อี้พยายามร่ายอาคมป้องกันแต่กำแพงปราณของเขากลับถูกกัดกร่อนลงอย่างรวดเร็ว
“อึก!”มู่อี้ทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง เืไหลซึมจากมุมปาก ความเ็ปจากกระแสไฟฟ้าที่แลบเข้าสู่ร่างทำให้ประสาทััเขาเริ่มพร่าเลือนในเสี้ยววินาทีแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง คำสอนขุนศึกหงเฉินพลันผุดขึ้นมาในหัว
‘สายฟ้ามิใช่เพียงการทำลาย...แต่มันคือการสั่นะเืของพลังงาน หากเ้าสยบการสั่นะเืได้ เ้าก็สยบสายฟ้าได้’
มู่อี้หลับตาลงทิ้งความกังวลและอาการาเ็ไว้เื้ั เขาเริ่มใช้ อายตนะัั มองเข้าไปในใจกลางร่างของภูตเ่าั้เขาไม่เห็นเพียงสัตว์อสูร แต่เห็นรอยแยกเล็กๆ ของแก่นพลังงานที่สั่นไหวอยู่
“ข้าเข้าใจแล้ว...”มู่อี้ลุกขึ้นยืนช้าๆ คราวนี้คทาในมือเขาไม่ได้เปล่งแสงโชติ่แต่มันกลับดูดซับแสงรอบข้างเข้ามาไว้ที่ปลายยอดผลึกอัสนีจนกลายเป็สีฟ้าเข้มจนเกือบดำ
“ฝ่ามือสยบเนตรดารา: กระบวนท่าที่สอง...สุญญตาตรึงิญญา!”
มู่อี้สะบัดฝ่ามือออกไปอย่างนุ่มนวลแต่ผลลัพธ์กลับน่าสะพรึงกลัว คลื่นพลังงานที่ไร้เสียงพุ่งเข้าใส่แก่นกลางของภูตอัสนีทั้งหมดในพริบตาความสั่นะเืของพวกมันถูก "สยบ" ลงอย่างกะทันหันร่างโปร่งแสงที่เคยทรงพลังกลับแข็งค้างดุจน้ำแข็งก่อนจะแตกสลายกลายเป็ละอองแสงสีคราม
[ปัง!] เสียงะเิของปราณในร่างมู่อี้ดังขึ้นพลังที่เคยติดขัดอยู่ที่ขั้นที่ 4 พลันทะลวงผ่านเข้าสู่ ปราณคราม ขั้นที่ 5 อย่างมั่นคงจากการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชา
เมื่อกองทัพภูตสลายไปเบื้องหน้าของมู่อี้พลันปรากฏวิหารลอยฟ้าขนาดจิ๋วที่ตั้งอยู่บนยอดเสาหินที่สูงที่สุดบนนั้นมีร่างของ "พยัคฆ์อัสนีคำราม" สัตว์อสูรระดับปราณครามขั้น 9 เฝ้าแหนอยู่ มันคือเ้าของ ลูกกลอนปราณพยัคฆ์คราม ที่หนิงเจี่ยเคยมอบให้
“เ้าเด็กมนุษย์...เ้าผ่านมาได้ไกลเกินคาด แต่ที่นี่จะเป็ที่ตายของเ้า!”พยัคฆ์ั์คำรามจนแผ่นดินสั่นะเืมันพุ่งลงมาจากยอดเสาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง
มู่อี้ไม่ได้ถอยหนีเขาหยิบ ลูกกลอนปราณพยัคฆ์ครามคลั่งอเวจี ขึ้นมามอง “หนิงเจี่ยบอกว่า...ต้องาเ็ถึงขีดสุดสินะ”
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดพยัคฆ์อัสนีใช้กรงเล็บสายฟ้าฉีกกระชากไหล่และหน้าอกของมู่อี้จนแผลลึกถึงกระดูกมู่อี้ถูกซัดกระเด็นไปกระแทกเสาหินต้นแล้วต้นเล่าร่างกายสะบักสะบอมจนแทบไม่มีชิ้นดี
“หึหึ... จบกันที!”พยัคฆ์อัสนีรวบรวมพลังสร้างเป็บอลไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ปาก เตรียมจะปิดบัญชี
ในวินาทีที่ความตายคืบคลานมาถึงมู่อี้ที่เืท่วมกายกลับแสยะยิ้ม เขากลืนลูกกลอนสีครามเข้มลงคอทันที!
ตู้มมมมมมมมมม!
พลังมหาศาลจากลูกกลอนปะทะกับความดิ้นรนของิญญามู่อี้เกิดเป็เสาสายฟ้าสีทองพุ่งขึ้นจากร่างของเขาทะลุชั้นเมฆพลังงานที่เคยถูกกดทับะเิออกดุจเขื่อนแตก ปราณครามขั้น 6...7... 8!
ร่างกายของมู่อี้ถูกห่อหุ้มด้วยเกราะสายฟ้าสีทองลวดลายบนคทาพฤกษาอัสนี์ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ผลึกตาอัสนีกลายเป็สีขาวเจิดจ้า
“พยัคฆ์อสูร...ถึงเวลาที่เ้าต้องกลับคืนสู่ธุลีแล้ว!” มู่อี้ชูคทาขึ้นเหนือหัว “มหาเวทย์อัสนีบาต:หมื่นดาราสังหารอสูร!”
สายฟ้านับหมื่นเส้นฟาดลงมาจากฟากฟ้าพุ่งตรงเข้าหาพยัคฆ์อัสนีอย่างแม่นยำทุกเส้นมีความรุนแรงเท่ากับพลังทั้งหมดของมู่อี้รวมกันร่างของพยัคฆ์อสูรระดับสูงถูกแผดเผาจนกลายเป็เถ้าถ่านในชั่วอึดใจเหลือเพียงแก่นิญญาสีม่วงทองลอยอยู่กลางอากาศ
มู่อี้ทรุดกายลงนั่งหอบหายใจร่างกายแม้จะเต็มไปด้วยาแ แต่ดวงตาของเขากลับส่องประกายแห่งผู้ชนะพลังฝึกปรือของเขาเสถียรอยู่ที่ ปราณครามขั้นที่ 8 อย่างปาฏิหาริย์
เขามองไปยังประตูทางออกที่ปรากฏขึ้น“หนิงเจี่ย... ผิงอัน... ข้าทำสำเร็จแล้ว ข้าจะไม่เป็ตัวถ่วงของพวกเ้าอีกต่อไป!”
มู่อี้ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามคราบเืบนใบหน้าไม่ได้ทำให้เขาดูน่าสงสารแต่กลับเสริมส่งบารมีของจอมเวทย์อัสนีผู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งความเป็ความตายมาได้สำเร็จเขาพร้อมแล้วที่จะกลับไปพบสหายและเผชิญหน้ากับความลับของเขาหลงเซียงที่เหลืออยู่!