บทที่ 12 ตระกูลตกต่ำ
เมื่อซูอี๋เหนียงและกู้ฉยงจากไป กู้อวี้ปรนนิบัติฮูหยินใหญ่กินยาเสร็จก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา “ทำให้แม่ใหญ่ต้องกังวลใจอีกแล้ว”
อีกฝ่ายเอนร่างอยู่บนตั่ง แลดูเหน็ดเหนื่อยอิดโรยอย่างมาก “ลูกหลานในบ้านตัวเอง กังวลใจอย่างไรก็ไม่ถือว่าเกินไปหรอก ทางด้านกุ้ยเฟยเป็อย่างไรบ้าง?”
กู้อวี้เล่าเื่ที่เกิดขึ้นระหว่างเข้าวังไปวันนี้ให้ฟังอย่างรวบรัด จนสีหน้าฮูหยินใหญ่ค่อยดีขึ้น พลางกล่าวว่า “นับเป็โอกาสดีจริง ๆ เ้าทำได้ดีมาก ข้าเดาว่าอีกไม่นานพระราชโองการของฮ่องเต้ก็คงจะตามมา เ้าอาจได้ช่วยเตรียมการต้อนรับบัณฑิตจากเจียงหนานที่จะเข้าเมืองหลวงมาครานี้ ถึงตอนนั้นเ้าก็ทำให้เต็มที่ ตำแหน่งราชการจะสูงหรือต่ำก็ขึ้นอยู่กับเื่นี้แล้ว”
กู้อวี้ผงกศีรษะ
ฮูหยินใหญ่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แต่เ้าต้องให้ความสำคัญกับเื่น้องสาวเป็อันดับแรก ถ้าแม้แต่เื่นี้ยังต้องกล้ำกลืนฝืนทน ต่อไปจวนกั๋วกงคงตกเป็เป้าให้ใครต่อใครเหยียบย่ำกันตามใจ”
กู้อวี้กล่าวว่า “ย่อมเป็เช่นนั้น ท่านหมอเหลิ่งบอกว่าแม่ใหญ่คิดมากเกินไปจึงล้มป่วยหนักเช่นนี้ แม่ใหญ่โปรดรักษาตัวอย่างวางใจ เื่ข้างนอกข้าจะจัดการเอง”
พระราชโองการของฮ่องเต้มาถึง่เย็นวันนั้น โดยมอบหมายให้นางช่วยเหลือกรมขุนนางในทุกกระบวนการของการจัดงานชุมนุมปราชญ์ครั้งนี้
กู้ซื่อจื่อขอลาหยุดกับสำนักศึกษาหลวงอีกครั้งและไปหารือกับเ้าหน้าที่และขุนนางกรมขุนนางติดต่อกันหลายวัน
แม้นางจะได้รับการเหลียวแลจากฮ่องเต้ แต่ในสายตาขุนนางทั้งหลาย นางยังคงเป็เพียงคนรุ่นเยาว์ ทั้งยังเป็ลูกหลานตระกูลตกอับที่ยังไม่มีตำแหน่งราชการอย่างเป็ทางการคนหนึ่ง
คนในที่ทำการขุนนางไม่มีใครใส่ใจกู้อวี้ สิ่งที่มอบหมายให้นางทำก็มีเพียงงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่สลักสำคัญ
ปัญญาชนทั้งหลายจวนจะเข้าเมืองหลวงมาเต็มที ทั้งที่ทำการกรมขุนนางจึงยุ่งกันจนหัวหมุน
กู้อวี้รับประทานมื้อเที่ยงในที่ทำการขุนนาง ในขณะที่คนอื่นรับประทานกันเป็กลุ่ม มีเพียงนางที่ประคองกล่องข้าวที่จวนกั๋วกงส่งมาให้ นั่งกินอยู่มุมหนึ่งตามลำพัง
น้องสาวทราบว่านางชอบกินรสหวานจึงเข้าครัวทำขนมเมล็ดท้อกวนด้วยตนเองและใส่มาในกล่องข้าว นางยกมุมปากพลางกัดขนมกินทีละคำ ในใจครุ่นคิดเื่ต่งฉางเม่า
เื่ที่ควรตรวจสอบก็ตรวจสอบหมดแล้ว ได้เวลาวางอุบายเสียที
ขณะนั้นเอง จางเหวินิ่ เ้ากรมขุนนางก็เดินมานั่งลงข้างนางพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม “หลานชาย เ้ากินข้าวเสร็จแล้ว?”
กู้อวี้รีบกลืนขนมในปากลงไป ตามด้วยดื่มชากลั้วคอ
เ้ากรมจางได้ชื่อว่าเป็เสือหน้ายิ้ม นางอยู่ในที่ทำการขุนนางถูกหมางเมินเฉยชามาหลายวัน จู่ ๆ อีกฝ่ายก็มาเรียกหานางว่าหลานชายอย่างสนิทสนมเช่นนี้ จะต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็แน่
นางถามอย่างระมัดระวัง “เสร็จแล้วขอรับ ท่านอา ท่านมีอะไรจะสั่งความหรือ?”
เ้ากรมจางลูบเครา ทอดถอนใจกล่าวว่า “ข้าอายุปูนนี้ ไม่สมควรบากหน้ามาพูดกับหลานชายเช่นนี้เลยจริง ๆ แต่เื่ราวคับขัน ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่แบกหน้าแก่ ๆ มาหาเ้าแล้ว”
กู้อวี้สังหรณ์ใจไม่ใคร่ดี “ท่านอาคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงราชการมานานปี มีเื่อะไรที่ทำให้ท่านหนักใจได้ถึงเพียงนี้?”
เ้ากรมจางนึกถึงสิ่งที่จะพูดต่อไปก็รู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าว แต่ใบหน้าซีกล่างมีหนวดเคราปิดบังเอาไว้ทำให้คนมองไม่ออก
“เงินห้าพันตำลึงที่หลานชายบริจาคสมทบงานชุมนุมปราชญ์ก่อนหน้านี้ใช้ไปหมดแล้ว แต่หลังจากนี้ยังมีที่ต้องใช้เงินอีกมาก หลานชายช่วยเสียสละออกเงินสมทบอีกครั้งได้หรือไม่?”
“อะไรนะ? เหตุใดจึงใช้หมดไวปานนี้?”
กู้อวี้ตกตะลึงอย่างแท้จริง นั่นคือเงินห้าพันตำลึงเชียวนะ ยามนี้ความคืบหน้าในการเตรียมงานชุมนุมปราชญ์ยังไม่ถึงหนึ่งในสี่ส่วน จะใช้หมดไวเกินไปแล้วกระมัง
“หลานชายเบาเสียงหน่อย ยังใช้ไม่หมด” เ้ากรมจางเหลียวซ้ายแลขวา อย่างไรเสียการมาขอเงินจากผู้เยาว์เช่นนี้ก็ไม่ใช่เื่มีหน้ามีตา
แต่ชุมนุมปราชญ์เป็ความคิดของกู้อวี้ ไม่เพียงแต่สร้างภาระงานให้กรมขุนนางทั้งระดับบนและระดับล่าง ถ้าจะไปขอเงินสนับสนุนจากฝ่าาอยู่ร่ำไปก็จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไร้สามารถ
ทางด้านเซียวเหยาอ๋องนั้น พวกเขาก็ไม่กล้าบากหน้าไป จึงได้แต่หันมารังแกนาง
เ้ากรมจางกล่าวว่า “ยังใช้ไม่หมดก็จริง แต่ฝ่าามีรับสั่งเปิดทางให้บัณฑิตเจียงหนานเดินทางเข้าเมืองหลวง ทั้งยังให้สถานีพักม้าคุ้มครองส่ง ผู้ที่ทราบเื่และเข้าร่วมด้วยก็มีมากขึ้นทุกที สถานีพักม้ารายทางแต่ละแห่งจึงขอเบิกงบจากพวกเรา ลองประมาณการคร่าว ๆ แล้ว ด้วยงบประมาณปัจจุบันไม่น่าจะเพียงพอ”
เ้ากรมจางกลัดกลุ้มเพราะเื่นี้ทุกวัน แม้ฮ่องเต้ทรงรับปากว่าจะนำเงินส่วนพระองค์มาสมทบ แต่พวกเขาก็ไม่อาจเรียกร้องจนเกินงาม
กู้อวี้สังเกตว่าเส้นผมที่เหลืออยู่ไม่มากบนศีรษะเ้ากรมจางยามนี้ยิ่งบางตากว่าเดิม จึงพอจะดูออกว่าเขากลุ้มใจเพียงใด
แต่นางไม่ใช่คนที่จะยอมให้คนอื่นมาเอารัดเอาเปรียบ ตอนนี้ขุนนางั้แ่ขั้นสามขึ้นไปในราชสำนักล้วนมาจากตระกูลใหญ่ มีใครอัตคัดเงินทองด้วยหรือ? คงเห็นว่านางอายุยังน้อยจึงมาขูดเืนางมากกว่า
นางตอบว่า “ท่านอา ไม่ทราบว่าเงินจำนวนนี้มีการจัดสรรปันส่วนอย่างไร ถึงได้ใช้หมดไวเช่นนี้?”
เ้ากรมจางมีการเตรียมตัวมาก่อน จึงควักสมุดบัญชีเล่มหนาออกมาให้ดูทันที
“งบประมาณที่คาดการณ์ไว้อยู่ในนี้หมดแล้ว ไม่รวมงบที่จัดสรรให้สถานีพักม้า ลำพังค่าเช่าเรือนรับรองให้บัณฑิตทั้งหลายก็ใช้งบไปกว่าครึ่ง ยังมีค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม…”
กู้อวี้พลิกดูสมุดบัญชี ในนั้นเขียนรายจ่ายต่าง ๆ ไว้อย่างกระจัดกระจายไม่เป็ระเบียบ ราวกับว่าคิดถึงอะไรขึ้นมาได้ก็เขียนลงไปทั้งอย่างนั้น
แถวบนยังเขียนว่าค่าพู่กัน กระดาษ หมึก และแท่นฝนหมึกสี่ร้อยหกสิบชุด แถวล่างกลับเขียนว่างบข้าวสารอาหารแห้งสองร้อยต้าน บางแถวยังมีรอยหมึกขีดทับสิ่งที่เขียนไว้อีกนับไม่ถ้วน
ชั่วพริบตานั้น หญิงสาวพลันเข้าใจว่าเหตุใดกรมคลังจึงชอบชะลองบประมาณและตัดงบซ้ำแล้วซ้ำอีกนัก ถึงจะเป็นางที่ใจเย็นมากแล้ว แต่มาเห็นงบประมาณที่ยุ่งเหยิงแบบนี้ก็ยังรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า
“ท่านอา หากท่านไว้วางใจก็ทิ้งสมุดบัญชีเล่มนี้ไว้ที่ข้าก่อนเถอะ ข้าจะแก้ไขต่อเล็กน้อย ดูว่ายังขาดอีกเท่าไหร่แล้วค่อยว่ากันอีกที สุดท้ายค่อยตัดสินใจว่าจะทูลรายงานต่อฝ่าาหรือจัดการกันเองในหมู่พวกเรา”
แม้กู้อวี้จะไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่เ้ากรมจางยังคงมีความหวังจึงเอ่ยว่า “ย่อมได้อยู่แล้ว”
นางตรวจรายการงบประมาณอยู่ครู่หนึ่งก็ออกมาเรียกหาผิงซา สั่งความว่า “เ้าไปสอบถามราคาข้าวสาร น้ำมัน ผักและเนื้อที่ตลาดตะวันตก ถามด้วยว่าถ้าซื้อปริมาณมากจะได้ราคาเท่าใด อย่าลืมถามราคาปุยฝ้ายและผ้าเนื้อหยาบจากร้านขายผ้ามาด้วย”
“อ้อ จริงสิ ถามมาด้วยว่ามีโรงเย็บปักไหนที่ว่างพอจะรับงานปริมาณมากในเร็ว ๆ นี้ ถามด้วยว่าถ้าเป็งานด่วนจะคิดราคาเท่าใด”
ผิงซาจากไปอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่นางมีประสบการณ์บริหารจัดการงบประมาณของบริษัทจากในชาติที่แล้ว การจัดทำงบประมาณใหม่อีกครั้งจึงไม่กินแรงแต่อย่างใด กู้อวี้หยิบสมุดเปล่ามาจรดพู่กันขีดเขียนอย่างคล่องแคล่ว
รอจนผิงซากลับมา กู้อวี้ก็ร่างตารางงบประมาณเสร็จเรียบร้อย
นางเขียนราคาตามที่ผิงซาสอบถามมาลงไปทีละอย่าง นำมาเปรียบเทียบกัน แล้วคิดเลขบนกระดาษทดแยกต่างหากเป็ครั้งคราว
เ้ากรมจางคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของกู้ซื่อจื่ออยู่ตลอด ครั้นเห็นนางทำบัญชีโดยไม่ดีดลูกคิด ก็ไม่เข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่
เขาทำเป็เดินเข้าไปเหล่มองแวบหนึ่ง พบว่านางขีดเส้นอะไรไม่รู้บนกระดาษเหมือนพวกนักพรตเขียนยันต์ไม่มีผิด จึงถามขึ้นอย่างอดไม่ไหว “นี่คืออะไรรึ?”