บทที่ 26 คนโง่เขลา (รีไรต์)
หน้าอกของเธอก็ไม่ได้เล็กนะ
แค่ไม่ได้ใหญ่เท่านางเอกของเื่ก็เท่านั้น
เมิ่งว่านถังไม่อยากสนใจเฉินเจียวเจียว เธอตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวเมิ่งไปแล้ว จึงไม่จำเป็ต้องติดต่อกันอีก
“พ่อแม่ส่งจดหมายมา”
ดวงตาคู่นั้นของเฉินเจียวเจียวราวกับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาได้ มันใสซื่อบริสุทธิ์ ทั้งยังแฝงไว้ด้วยเสน่ห์อ่อนหวาน
ถ้าเป็ผู้ชายคงจะจ้องผู้หญิงคนนี้จาไม่กะพริบแน่
เมิ่งว่านถังก็ชอบคนสวยเหมือนกัน แต่กับเฉินเจียวเจียวไม่ได้รู้สึกอะไร
เธอพูดอย่างเ็าว่า “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?”
“ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะ? พ่อแม่เลี้ยงดูเธอมาจนโต เคยเห็นเธอเป็ลูกสาวแท้ ๆ มาตลอด พอเธอย้ายไปอยู่ชนบท พวกท่านก็ต้องเป็ห่วงอยู่แล้ว ตอนที่พวกท่านส่งจดหมายมาเธอก็ไม่เคยตอบกลับ พวกท่านเลยให้ฉันมาถามดู”
เฉินเจียวเจียวเดินเข้าไปในร่องระหว่างแปลงนาข้าง เดินตามแผ่นหลังของเมิ่งว่านถังเพื่อจะคุยกันให้รู้เื่
“เป็ห่วงงั้นเหรอ? ถ้าเป็ห่วงฉันจริง ๆ งั้นทำไมถึงไม่ฟังเสียงที่ฉันคัดค้านบ้าง ทำไมถึงส่งฉันมาอยู่ชนบทแบบนี้” เมิ่งว่านถังรู้สึกว่าช่างน่าขัน
เ้าของร่างเดิมหน้าตาดี มีชายหนุ่มไม่น้อยที่เข้ามาติดพัน
พวกเขาถึงขั้นแนะนำงานที่มีหน้ามีตาให้เธอ ซึ่งเธอสามารถไปรายงานตัวที่คณะศิลปะและวรรณกรรมได้ทันที
ในตอนนั้น เฉินเจียวเจียวก็กลับมา พ่อแม่บุญธรรมเรียกร้องให้เธอยกงานให้เฉินเจียวเจียว แน่นอนว่าเ้าของร่างเดิมไม่ยอม แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ คนที่เคยยืนอยู่ฝ่ายเธอและพยายามเอาอกเอาใจ กลับไปยืนอยู่ฝ่ายเฉินเจียวเจียวกันหมด
ราวกับว่าการที่เธอไม่ยอมยกงานที่คณะศิลปะและวรรณกรรมให้เฉินเจียวเจียว หรือไม่ยอมไปอยู่ชนบทแทนเฉินเจียวเจียว ให้เป็ความผิดของเธอเสียอย่างนั้น
เ้าของร่างเดิมขัดขืนอย่างไร้ผล
ถูกบังคับให้ส่งตัวลงมาอยู่ชนบท
เื่แบบนี้ ถ้าเ้าของร่างเดิมจะไม่เป็บ้าก็แปลกแล้ว!
เฉินเจียวเจียวเอ่ยพร้อมน้ำตาคลอ “แต่ฉันไม่ได้อยากได้งานนั้นนะ ฉันถึงยอมลงมาอยู่ที่ชนบทไง ว่านถัง ฉันไม่มีพี่น้อง ฉันเห็นเธอเป็น้องสาวจริง ๆ นะ”
“แต่ฉันไม่้า” เมิ่งว่านถังไม่อยากมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับเื่อดีต จึงพูดอย่างเ็า “เฉินเจียวเจียว ฟังให้ดีนะ ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเธอ หรือใครในครอบครัวเมิ่งทั้งนั้น เงินที่ฉันใช้ไปตอนอยู่ครอบครัวเมิ่ง ฉันจะหาคืนให้ทั้งหมดทีหลัง”
เฉินเจียวเจียวเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาคลอเบ้า “เธอยังไม่ยอมยกโทษให้ฉันอีกเหรอ?”
“ตอนนี้ฉันแค่อยากใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี ถ้าเธอฟังภาษาคนรู้เื่ ก็อย่ามายุ่งกับฉันอีก”
เธอไม่้ามีความสัมพันธ์ใด ๆ กับผู้หญิงคนนี้และครอบครัวเมิ่งอีกต่อไปแล้ว
เมิ่งว่านถังถากหญ้าไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ว่านถัง...”
“อย่าตามมา!”
น้ำเสียงของเมิ่งว่านถังเต็มไปด้วยความรำคาญ
แม้จะมาสายไปหน่อย แต่ความเร็วในการทำงานของเธอก็ไม่แย่นัก ไม่นานก็ตามทันคนที่ทำงานอยู่ข้างหน้า
คนที่ทำงานอยู่ที่นี่ล้วนแต่เป็สะใภ้สาว ๆ
ในตอนแรกสะใภ้สาวเ่าั้ไม่ได้สังเกตว่าคน ๆ นี้เป็ใคร พวกเธอแค่ถูกผ้าโพกหัวบนใบหน้าของเมิ่งว่านถังดึงดูดสายตาให้มองนานขึ้นสองสามครั้ง
แต่พอสังเกตให้ดีอีกครั้งจึงใมาก
ที่แท้คน ๆ นั้นก็คือเมิ่งว่านถังนั่นเอง
เมิ่งว่านถังไม่รู้เลยว่าตัวเองสร้างความตกตะลึงให้กับสะใภ้สาวเ่าั้แค่ไหน ตอนนี้เธอแค่จดจ่อกับการถางหญ้า พยายามทำให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้กลับบ้านไปกินข้าว
เมิ่งว่านถังที่ไม่เคยอยู่ในยุค 70 มาก่อน ไม่รู้เลยว่าในยุคนี้การทำงานเพื่อแลกคะแนน ไม่ใช่แค่ทำงานในพื้นที่นี้เสร็จแล้วจะกลับบ้านได้ แต่ต้องรอจนถึงเวลาที่กำหนดถึงจะกลับได้
เมิ่งว่านถังถางหญ้าในไร่ข้าวโพดเสร็จสองแถว ก็ตั้งใจจะกลับบ้าน
ลู่เสี่ยวเยี่ยนเดินผ่านมา มองเข้าไปด้านในอย่างตั้งใจ
แล้วหันมามองเมิ่งว่านถังอย่างตกตะลึง
ไม่คิดว่าเมิ่งว่านถังจะทำงานเร็วขนาดนี้ แถมยังไม่ี้เีเลยสักนิด
“พี่สะใภ้รองจะไปไหนเหรอ?” ลู่เสี่ยวเยี่ยนเห็นเมิ่งว่านถังคล้ายจะกลับ จึงถามอย่างประหม่า
เมิ่งว่านถังพูดอย่างเป็ธรรมชาติว่า “ฉันจะกลับไป มีอะไรเหรอ?”
ลู่เสี่ยวเยี่ยนพูดได้ยากลำบาก เเลยบอกเธออย่างอ้อมๆ ว่า ต้องรอให้ถึงเวลาก่อนถึงจะกลับได้
เมิ่งว่านถังขมวดคิ้ว
เธอนึกขึ้นได้ว่า ตอนนี้ทุกคนก็เหมือนกับไปทำงาน เข้าทำงานพร้อมกัน เลิกงานพร้อมกัน ส่วนจะทำงานได้มากน้อยแค่ไหน ก็ไม่แน่นอน บางคนก็ี้เี บางคนก็โง่เขลาทำงานหนัก
และเห็นได้ชัดว่าตอนนี้เธอคือคนโง่เขลาคนนั้น
เมิ่งว่านถัง “...”
เธอยิ้ม พลางหมุนตัวกลับเข้าไปในไร่ข้าวโพดอีกครั้ง โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
คราวนี้พอออกมา เธอไม่รีบร้อนกลับ แต่ไปนั่งพักที่ริมคันนาแทน
“เมิ่งว่านถัง”
ทำไมถึงมีคนเรียกเธออีกแล้ว?
ผู้หญิงคนนี้ไม่ค่อยมีเพื่อนไม่ใช่เหรอ?
เมิ่งว่านถังขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้น เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล พยามยามหรี่ตาลงเพื่อจ้องมองเล็กน้อย
คนที่มาคือโจวเจิ้งอัน กำลังมองเธอด้วยสีหน้าบึ้งตึง
คาดว่าคงเป็เพราะเื่ที่เธอหลอกเอาเงินเขาครั้งก่อน ทำให้เขาไม่พอใจ
เมิ่งว่านถังไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคนแบบนี้จะมีหน้ามาโกรธแค้นตัวเองได้ยังไง เป็ตัวเขาต่างหากที่ไร้ยางอาย ทำตัวเหมือนโสเภณีแต่กลับตั้งป้ายคุณธรรม เนื้อก็เขากินเอง รองเท้าก็เขาใส่เอง เสื้อก็เขารับไปเอง แต่กลับไม่ยอมรับสิ่งนั้น
ถ้าเขาสัญญาว่าจะแต่งงานกับเ้าของร่างเดิม เธออาจจะยังนับถือเขาสักนิด
เธอแค่จะเอาเงินคืนร้อยหยวน เขากลับทำหน้าแบบนี้ กลับทำให้เธอดูถูกเขามากขึ้นไปอีก
“สหายโจวเจิ้งอัน หรือว่านายจะมาแลกเปลี่ยนของกับฉันอีก?” เมิ่งว่านถังเน้นย้ำว่า ถ้าคุณไม่มียางอาย ฉันก็จะไม่ให้เกียรติคุณเช่นกัน
โจวเจิ้งอันกล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้ม “แถวนี้ไม่มีคนอื่น เธอไม่ต้องมาเสแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ ลู่ชิงเหยี่ยกลับมาแล้วใช่ไหม เธอเลยจะบีบให้ฉันแสดงจุดยืนของตัวเอง?”
อะไรนะ?
เขาไม่ได้มาเพื่อขอเงินเธอหรอกหรือ?
“แสดงจุดยืนอะไร?”
เมิ่งว่านถังเบิกตากว้าง มองเขาด้วยสายตางุนงงและไร้เดียงสา
โจวเจิ้งอันรู้ว่าเมิ่งว่านถังหน้าตาดี เป็สาวงามที่หาได้ยาก แค่ติดตรงที่นิสัยไม่ดี ชอบหาเื่ใส่ตัว แต่เวลาที่ไม่ค่อยพูด ผู้ชายคนไหนก็ต้องอยากจะมีอะไรกับเธอกันทั้งนั้น
“ถ้าเธออยากคบกับฉันก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ฉันหวังว่าเธอจะหย่ากับลู่ชิงเหยี่ย ถึงแม้ว่าการแต่งงานกับผู้หญิงที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้วจะฟังดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่ถ้าดูจากการกระทำของเธอแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่รับพิจารณา”
เขากำลังพูดเื่บ้าอะไร?
เมิ่งว่านถังหัวเราะออกมาด้วยความโกรธ
เธอคว้าหญ้าที่ถางไว้ โยนใส่หน้าโจวเจิ้งอันทันที “ฉันขอกลับไปพิจารณาบรรพบุรุษแปดชาติของนายเถอะ ถ้านายพูดกับฉันอีกคำเดียว ฉันจะแจ้งตำรวจว่านายลวนลามแล้วก็ทำให้ความหวังที่จะได้กลับเมืองของนายพังทลายลงไปด้วย!”
สีหน้าของโจวเจิ้งอันเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำ
“เธอไม่รู้จักดีชั่วเลยนะ!” เขาตะคอก
“เหอะ ไปส่องกระจกดูหน้าตัวเองก่อนเถอะว่าหน้าตาของตัวเองเป็ยังไง หน้าตาก็ไม่ได้หล่อเหล่าเท่ากับลู่ชิงเหยี่ย แถมยังไม่มีความเป็ชายเหมือนกับลู่ชิงเหยี่ยของฉันอีก นายคิดว่าฉันจะสนใจตัวเองอีกเหรอ? เหอะ! ไร้จักอายจริง ๆ!”
เมิ่งว่านถังหมุนตัวจะเดินกลับ แต่ไม่คิดว่าจะมีคนโผล่ออกมาจากไร่ข้าวโพดหลายคน
หนึ่งในนั้นคือเหมียวอิ๋นฮวา อีกคนคือเฉินเจียวเจียว และอีกคนคือฮั่วตงเซิง
เมิ่งว่านถังกวาดตามองพวกเขาอย่างเ็า “มองอะไร? ไม่เคยเห็นเมียชาวบ้านโดนไอ้สารเลวหน้าด้านคุกคามลามหรือไง?”
เฉินเจียวเจียวลังเลที่จะพูดบางอย่าง แต่เมิ่งว่านถังไม่มองเธอแม้แต่น้อย แล้วเดินเข้าไปในไร่ข้าวโพด
ลังจากเข้าไปแล้ว เธอก็อยากจะออกมาจากไร่ข้าวโพดใจจะขาด
การที่ฮั่วตงเซิงและเฉินเจียวเจียวยืนอยู่ด้วยกัน ทำให้เธอรู้สึกว่าไร่ข้าวโพดทั้งแปลงสกปรกไปหมด
เหมียวอิ๋นฮวาวิ่งตามมา แล้วพูดเบา ๆ “เธอนี่เก่งจริง ๆ! คนอื่นเขาพูดกันว่าเธอวิ่งไล่ตามโจวจื่อชิง ที่แท้ก็เป็โจวจื่อชิงวิ่งตามเธอนี่เอง!”
ก็เ้าของร่างเดิมวิ่งตามโจวเจิ้งอันจริง ๆ นั่นแหละ
เมิ่งว่านถังพูดอย่างรำคาญ “ฉันไม่ได้บอกเธอแล้วเหรอว่าที่ฉันเอาของไปให้เขา เพราะอยากได้เงินมากขึ้น”
“เธอนี่หัวดีจริง ๆ” เหมียวอิ๋นฮวาชื่นชมอย่างมาก
เมิ่งว่านถังพูดไม่ออก
หัวดีตรงไหนกัน?
ของสองหยวน เอาไปให้โจวเจิ้งอันหนึ่งหยวน ขาดทุนย่อยยัยเลยต่างหาก
ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าของร่างเดิมทำเื่แย่ ๆ เอาไว้มากมาย เธอก็คงไม่ต้องมาตามล้างตามเช็ดแบบนี้หรอก
“แล้วสามีเธอเป็ยังไงบ้าง?” เหมียวอิ๋นฮวาถาม
“กำลังดูแลอยู่! รักษาสักเดือนสองเดือน ไม่แน่อาจจะยังรักษาไม่หาย” เมิ่งว่านถังคำนวณเงินในบ้านอย่างคร่าว ๆ รู้สึกกังวลในใจ “ว่าแต่ ยาตัวนั้นเธอกินไปก่อนเลย กินไปสองเดือน เข้าใจไหม? ่นี้ห้ามโดนน้ำเย็น ห้ามดื่มน้ำเย็นด้วย ส่วนกางเกงก็ใส่หลาย ๆ ชั้นหน่อย รองเท้าก็ทำพื้นให้หนาขึ้นแล้วค่อยใส่ พึ่งคลอดลูกแท้ ๆ ยังปวดขนาดนี้ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าร่างกายเธอย่ำแย่ขนาดไหน”
เหมียวอิ๋นฮวาก็ไม่คิดว่า เมิ่งว่านถังจะซื้อยากลับมาให้เธอด้วย แถมยังบอกว่าถ้าไม่ได้ผล ไม่ต้องจ่ายเงิน
“เดี๋ยวฉันกลับบ้านไปจะเก็บมะเขือยาวให้เธอ แล้วก็หอมแดง เธอเอาไหม? สวนผักบ้านฉันใหญ่ เธออยากกินอะไรก็มาเก็บที่บ้านฉันได้เลย” เหมียวอิ๋นฮวาไม่มีเงินติดกระเป๋า ให้เงินเมิ่งว่านถังก็ไม่ได้ จึงได้แต่ให้ผักในสวนไปก่อน
รอให้ถึงฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ค่อยให้เงินเธอ
เมิ่งว่านถังไม่คิดอะไรมาก พอได้ยินว่ามีผัก ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มแย้มทันทีแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ ถ้างั้นฉันก็ไม่เกรงใจแล้วนะ”