ฮองเฮาทรงอยู่ในวัยกลางคน พระพักตร์ดูอ่อนโยนและมีเมตตานางเป็ฝ่ายทักทายหลินเสวี่ยจู๋ก่อนสองสามประโยค จากนั้นก็มีรับสั่งให้นางกำนัลนำอุปกรณ์ในการเล่นตีกลองส่งดอกไม้[1]มามอบให้
หากอิงตามลักษณะนิสัยในนิยาย เ้าของร่างนี้ไม่เพียงเป็คนลุ่มหลงมัวเมาในความรักเท่านั้นยังเป็กระเป๋าฟาง[2]ใบใหญ่อีกด้วย
ในนิยาย ฮองเฮาจะจงใจโกงด้วยการทำให้ดอกไม้หยุดอยู่ที่นางและในเมื่อนางแต่งกลอนไม่เป็ ก็ทำได้เพียงดื่มสุราเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นางจึงเมามายเสียจนนอนเหยียดแข้งเหยียดขาและถูกฮองเฮารั้งให้อยู่ค้างคืนในวังไปตามระเบียบ
หลินเสวี่ยจู๋ไม่้าให้เื่ราวเป็ไปตามนิยายนาง้าเล่น และนางจะเล่นด้วยการส่งดอกไม้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ในรอบแรกที่คนข้างๆ ส่งดอกไม้มาให้นาง นางก็โยนมันให้คนถัดไปด้วยความเร็วดุจสายฟ้าเสียงกลองหยุดลงในจังหวะที่ดอกไม้หล่นอยู่บนตักของคนถัดไปพอดี
การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของหลินเสวี่ยจู๋ทำให้บรรดาสตรีสูงศักดิ์ล้วนตกตะลึง
หลินเสวี่ยจู๋แย้มยิ้มจอมปลอมด้วยสีหน้าราวกับ้าจะบอกว่า‘ออมมือแล้ว’
ฮองเฮาลอบมองไปทางนางกำนัลสองคนที่ทำหน้าที่ตีกลองและให้สัญญาณหยุดกลองสายตาเต็มไปด้วยความตำหนิอย่างชัดเจน
รอบที่สอง เพื่อป้องกันไม่ให้หลินเสวี่ยจู๋โยนดอกไม้ให้คนถัดไปด้วยความรวดเร็วจนเกินไปนางกำนัลที่ทำหน้าที่ตีกลองจึงรีบหยุดตี
ผลลัพธ์คือ คนก่อนหน้าหลินเสวี่ยจู๋ยังไม่ทันได้ส่งดอกไม้ออกไปจึงจำต้องรับบทลงโทษ
รอบที่สาม นางกำนัลสองคนกัดฟันร่วมมือกันท้ายที่สุดก็ทำให้ดอกไม้หยุดอยู่ในมือของหลินเสวี่ยจู๋จนได้ หลินเสวี่ยจู๋จึงท่องบทกวีในสมัยราชวงศ์ถังออกมาอย่างส่งๆ สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในห้องโถง
เฮอะ ผู้ใดใช้ให้ราชวงศ์ในนิยายเื่นี้เป็เพียงราชวงศ์ที่ถูกสมมติขึ้นกันเล่า? ในที่นี้จึงมีนางเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ท่องบทกวีในสมัยราชวงศ์ถังได้
หลังจากเล่นไปสิบกว่ารอบ หลินเสวี่ยจู๋ก็ท่องบทกวีไปบทแล้วบทเล่าทำให้นางไม่ต้องแตะสุราสักหยด ส่วนทุกคนคิดเพียงว่าฮองเฮาทรงตั้งใจที่จะทำให้พระชายาเซียงอ๋องแสดงความสามารถอันโดดเด่นของตนเองออกมาเท่านั้น
ฮองเฮาข่มอารมณ์ต่อไปไม่ไหว นางตรัสออกมาด้วยรอยยิ้ม“วันนี้เซียงอ๋องได้รับชัยชนะและกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง ย่อมเป็ที่จับตามอง ส่วนพระชายาเซียงอ๋องก็ครองอันดับหนึ่งในวังหลังแห่งนี้ได้พวกเ้าสามีภรรยาช่างกลมเกลียวและเหมาะสมกันมากจริงๆ”
หลินเสวี่ยจู๋ฟังถ้อยคำเสแสร้งของฮองเฮาก็พลันยิ้มหยันในใจพยายามใช้วาจาทิ่มแทงนางใช่หรือไม่? คิดว่าการศึกษาภาคบังคับเก้าปีของนางเป็เื่สูญเปล่าอย่างนั้นหรือ?
นางรีบยกจอกสุราขึ้นแล้วเอ่ย“หม่อมฉันฝีมืออ่อนด้อยเพคะ เทียบกับหม่อมฉันแล้ว ฮองเฮาที่เป็มารดาของแผ่นดินรูปโฉมงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทั้งยังมีกิริยามารยาทพรั่งพร้อมต่างหากที่เป็คู่รักที่สมบูรณ์แบบอย่างหาได้ยากกับฝ่าาเพคะ”
เมื่อฮองเฮาได้ฟังถ้อยคำนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็แย้มสรวลอย่างอ่อนโยน “พระชายาเซียงอ๋องพูดจาเป็จริงๆ”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงได้รู้สึกว่าพระชายาเซียงอ๋องผู้นี้มีบางอย่างผิดไปราวกับไม่ใช่เศษสวะเหมือนที่นางได้ยินมา
เมื่อแผนการแรกไม่สำเร็จ ฮองเฮาก็ผุดแผนการขึ้นมาอีกอย่าง
นางยกจอกสุราขึ้น ก่อนจะตรัสด้วยรอยยิ้ม“เซียงอ๋องสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อทั้งประชาชนและแคว้นจะขาดการสนับสนุนของภรรยาที่เก่งกาจอย่างพระชายาเซียงอ๋องไปไม่ได้ เปิ่นกง[3]ขอคารวะพระชายาเซียงอ๋อง”
เมื่อฮองเฮาเป็ฝ่ายเริ่ม ทุกคนก็ทำตาม พวกเขาทยอยยกจอกสุราขึ้นแล้วคารวะไปทางหลินเสวี่ยจู๋
กลยุทธ์ใช้ประโยชน์จากคนหมู่มากอย่างนั้นหรือ?
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มน้อยๆ นางยกจอกสุราขึ้นใช้แขนเสื้อปิดปาก ก่อนจะเทสุราเข้าไปในมิติทันที มิติของคนอื่นใช้เก็บสมบัติส่วนมิติของนางใช้เก็บขยะเสียนี่!
เมื่อคนอื่นคารวะเสร็จแล้ว นางที่เป็แขกก็รับหน้าที่เป็เ้าบ้านด้วยการยกจอกสุราขึ้นเพื่อคารวะฮองเฮาอีกสิบกว่าจอก
ทันทีที่ฮองเฮาดื่ม ทุกคนย่อมไม่กล้าที่จะไม่ดื่มตาม
ไม่นานหลินเสวี่ยจู๋ก็แสร้งล้มลงไปนอนเหยียดแข้งเหยียดขา
เมื่อเห็นนางหมดสติเพราะความเมามาย ก็มีคนเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม“ได้ยินว่าบิดาของพระชายาเซียงอ๋องเป็ขุนนางชั้นผู้น้อยขั้นห้า การกระทำของนางแสดงให้เห็นว่าครอบครัวที่ยากจนย่อมไม่อาจผลิตสตรีสูงศักดิ์ออกมาได้จริงๆ”
“พระชายาเหยี่ยนอ๋องระวังคำพูดด้วย”ฮองเฮาส่งเสียงปราม
พระชายาเหยี่ยนอ๋อง?
เหยี่ยนอ๋องที่เป็ฝาแฝดร่วมอุทรของฮ่องเต้องค์ใหม่ที่ทุ่มเทกำลังไปไม่น้อยเพื่อใส่ร้ายป้ายสีเซียงอ๋องน่ะหรือ?
มิน่าเล่า
นอกจากฮองเฮาแล้วเกรงว่ามีเพียงพระชายาเหยี่ยนอ๋องเท่านั้นที่รู้ว่านี่คืองานเลี้ยงที่หงเหมิน[4]
หลินเสวี่ยจู๋แสร้งเอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงเมามาย“ท่านอ๋องจะกลับมาเมื่อไร? หม่อมฉันคิดถึงท่านอ๋องหม่อมฉันคิดถึงท่านอ๋องจะตายอยู่แล้ว”
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดที่แสดงออกถึงความรักอย่างเปิดเผยนี้ต่างก็ลอบยิ้มเหยียดหยาม
ฮองเฮาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นรีบปิดบังความรังเกียจในแววตาอย่างรวดเร็วก่อนจะรับสั่ง “ประคองพระชายาเซียงอ๋องไปที่ตำหนักปีกข้าง แล้วรับใช้นางให้ดี”
“เพคะ”
นางกำนัลสองคนรีบเข้ามาแบกหลินเสวี่ยจู๋คนละข้าง
หลินเสวี่ยจู๋ราวกับไม่มีกระดูก ตัวอ่อนและยืนโงนเงนไปมาด้วยความเมามาย
เมื่อออกจากตำหนักใหญ่ก็ได้ยินนางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยเสียงเบา“ฮองเฮารับสั่งมานานแล้วว่าคืนนี้ฝ่าาจะกระทำการใหญ่พวกเราต้องจับตาดูพระชายาเซียงอ๋องอย่างใกล้ชิด”
นางกำนัลอีกคนรีบห้ามปราม “พี่หญิงรีบหยุดพูดเสียระวังจะถูกคนได้ยินเข้า”
“กลัวอันใด?นางเข้ามาในวังหลวงแล้ว ต่อให้ติดปีกก็ยากที่จะบินหนี หรือต่อให้ได้ยินสตรีอย่างนางจะทำอันใดได้?”
“ใช่แล้วๆ พี่หญิงพวกเรารีบไปกันเถิด”
ทั้งสองคนไม่พูดมากอีก
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าในตอนนี้มุมปากของหลินเสวี่ยจู๋ได้ยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ยากจะสังเกต
ติดปีกก็ยากที่จะบินหนีอย่างนั้นหรือ?
นางไม่จำเป็ต้องติดปีก!
เมื่อมาถึงตำหนักปีกข้างนางกำนัลสองคนก็โยนหลินเสวี่ยจู๋ลงบนตั่งอย่างลวกๆ ไม่แม้แต่จะห่มผ้าให้ จากนั้นก็เดินออกไปเฝ้าด้านนอกโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไม่นานนางก็ได้ยินเสียงขันทีข้างกายฮ่องเต้องค์ใหม่กำชับอะไรบางอย่างแก่นางกำนัลทั้งสองคน
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของพวกเขา
ตอนนี้ยังไม่ดึกนัก นางสามารถงีบหลับได้สักตื่นสั่งสมพลังเอาไว้แล้วค่อยจัดการธุระ เมื่อนึกถึงตรงนี้นางก็พลิกตัว พยายามเสาะหาท่าที่สบายที่สุดก่อนจะนอนหลับอย่างสบายใจ
ตกดึก นอกประตูตำหนักมีเสียงฝีเท้าสวบสาบดังแว่วมา
หลินเสวี่ยจู๋ตื่นเต็มตาทันที นางเงี่ยหูฟังเสียงการเคลื่อนไหว
“เซียงอ๋องถูกจับตัวในงานเลี้ยงฝ่าาทรงเริ่มทำการใหญ่แล้ว พวกเ้าผ่อนคลายได้”
เสียงที่ดังแว่วมายังคงเป็เสียงขันทีข้างกายฮ่องเต้องค์ใหม่
หลินเสวี่ยจู๋กลอกตา
ฮ่องเต้สุนัขผู้นี้ไร้มนุษยธรรมอย่างแท้จริง! เซียงอ๋องเดินทางมากว่าหนึ่งเดือนพอถึงบ้านแม้แต่ข้าวร้อนๆ ยังไม่ให้กินก็ถูกจับตัวแล้ว
กลัวคนอื่นจะมองไม่ออกหรือว่าตนเองทนรอไม่ไหวแล้ว?
นางกำนัลทั้งสองเอ่ยขอบคุณ เมื่อขันทีเดินจากไปไกลแล้วพวกนางก็นั่งลงบนพื้นหน้าประตู เพียงครู่เดียวก็ผล็อยหลับไป
เมื่อไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากด้านนอกแล้ว หลินเสวี่ยจู๋จึงลุกขึ้นเขย่งปลายเท้าเปิดหน้าต่าง แล้วะโออกไป
ในนิยายเขียนไว้ว่าวังหลวงมีทางลับทางหนึ่งที่เชื่อมไปข้างนอกทั้งยังเชื่อมกับตำหนักฉินเจิ้งของฮ่องเต้ ตำหนักเฟิ่งอี๋ของฮองเฮาและตำหนักเซวียนเต๋อขององค์รัชทายาท
ไม่เพียงเท่านี้ ทางลับนี้ยังเชื่อมกับท้องพระคลังช่วยอำนวยความสะดวกให้ฮ่องเต้สามารถฉกฉวยเงินและทรัพย์สินต่างๆ ในระหว่างที่หลบหนีความลับเื่ทางลับนี้ถูกส่งต่อให้ฮ่องเต้แต่ละสมัย แม้แต่ฮองเฮายังไม่รู้
น่าเสียดายที่หลินเสวี่ยจู๋เป็สตรีที่มิติและเคยอ่านนิยายเื่นี้มาก่อน
ในเมื่อฮ่องเต้สุนัข้าทำร้ายสามีของนางและเนรเทศนางดังนั้นนางก็จะก่อกวนเมืองหลวงและจิตใจของเขา!
หลินเสวี่ยจู๋อาศัยคำบรรยายในนิยายจนหาสวนดอกไม้หลังตำหนักเฟิ่งอี๋พบอย่างรวดเร็วนางมุดเข้าไปในูเาจำลอง สลับกลไก แล้วเข้าไปในทางลับได้สำเร็จ
หากอิงตามเนื้อเื่ในนิยายหลังจากเซียงอ๋องเข้าวัง เหยี่ยนอ๋องจะแบ่งทหารในจวนและองครักษ์ไปตรวจสอบจวนสกุลหลินและจวนเซียงอ๋องทุกสิ่งที่พวกเขาเคยได้รับจะถูกส่งกลับคืนท้องพระคลัง
หากคำนวณเวลาให้ดีตอนนี้คงจะตรวจสอบเกือบเสร็จแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋ใช้ทางลับที่มุ่งออกนอกวัง ทางออกของทางลับอยู่ใต้โต๊ะบูชาหน้ารูปปั้นเทพเซียนของวัดไฉเสินทางทิศตะวันออกของเมือง
หลินเสวี่ยจู๋ก้าวออกมาจากทางลับด้วยท่าทีเบิกบานใจ
เมื่อไม่เห็นคนอยู่รอบๆ นางก็เดินหายไปในความมืดอย่างคล่องแคล่ว
นางเดินไปตามถนนสักครู่แล้วเลี้ยวตรงหัวมุม ก็เห็นรถม้าหรูหราคันหนึ่งจอดอยู่หน้าจวนหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักรถม้าคันนี้แขวนธงผืนเล็กที่ปักตัวอักษร ‘เหยี่ยน’ เอาไว้
หลินเสวี่ยจู๋มองไปทางประตูใหญ่ของจวนหลังนั้นเห็นเพียงว่าบนป้ายมีอักษรตัวใหญ่สี่ตัวเขียนไว้ว่า ‘จวนเหวินจงโหว’
นี่คือจวนสกุลเดิมของฮองเฮา
หลินเสวี่ยจู๋หรี่ตาลงเล็กน้อยรู้สึกว่าเื่นี้ไม่ง่ายดายนัก
นางตัดสินใจอ้อมไปข้างๆ จวนเหวินจงโหว ก่อนจะปีนต้นไม้แล้วกระโจนข้ามกำแพงจวนเข้าไปด้านใน
.............................
[1] ตีกลองส่งดอกไม้ หมายถึงการละเล่นในวงเหล้าสมัยจีนโบราณ วิธีเล่นคือส่งดอกไม้ให้คนถัดไปจนกว่าเสียงกลองจะหยุดดอกไม้หยุดที่ผู้ใด ผู้นั้นต้องแต่งกลอนหรือไม่ก็ดื่มเหล้าเป็การลงโทษ
[2] กระเป๋าฟาง หมายถึงคนที่ไม่มีความสามารถ
[3] เปิ่นกง หมายถึงสรรพนามแทนตัวเองของฮองเฮา
[4] งานเลี้ยงที่หงเหมิน หมายถึงงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเป็เครื่องมือในการทำร้ายคน