บทที่ 1: ศิษย์สวะร้อยปีกับหยาดน้ำตาเทียนที่หยุดนิ่ง
เสียงไม้กวาดทางมะพร้าวเก่าคร่ำคร่าครูดไปตามพื้นศิลาของหอตำรา ดังแ่เบาราวกับเสียงถอนหายใจของกาลเวลาที่ล่วงเลย ‘กู้เสวียน’ ในวัยหนึ่งร้อยปีเต็ม ขยับกายที่ร่วงโรยไปตามสังขาร เสียงกระดูกลั่นประท้วงดังก้องยามเขาพยายามยืดแผ่นหลังที่ค่อมงอขึ้นเพื่อเช็ดหยาดเหงื่อบนใบหน้าอันเหี่ยวย่น สำหรับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป หนึ่งร้อยปีอาจนับเป็อายุขัยที่ยืนยาว ทว่าในพหุจักรวาลแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้... เขาเป็เพียง ‘ศิษย์สวะ’ ที่น่าสมเพชที่สุดคนหนึ่ง
สำนักเล็กปลายแถวแห่งนี้หลงลืมการดำรงอยู่ของศิษย์ชั้นนอกผู้ไร้พร์เช่นเขาไปนานโข ร่างกายของกู้เสวียนไร้ซึ่งรากปราณ ทั้งจุดชีพจรทั่วร่างยังอุดตันจนมิอาจกักเก็บพลังวัตรจากฟ้าดิน สิ่งเดียวที่ยื้อลมหายใจให้ยืนหยัดมาได้ถึงร้อยปี คือการคอยเก็บเศษสมุนไพรต่ำต้อยที่เหลือทิ้งจากแดนโอสถมาต้มประทังชีวิตไปวันต่อวัน
“เฮ้อ... อีกเพียงไม่กี่ปี ตัวข้าก็คงกลายเป็เถ้าถ่านเฝ้าหอตำราแห่งนี้อย่างเงียบเชียบกระมัง”
กู้เสวียนพึมพำกับความมืดมิดในยามวิกาล แสงไฟจากเทียนไขเล่มน้อยบนโต๊ะไม้ผุสั่นไหวไปตามแรงลมโชยที่พัดผ่านรอยแยกของหน้าต่าง เปรียบเสมือนชีวิตของเขาที่กำลังริบหรี่ลงทุกขณะ
ทว่าในวินาทีนั้นเอง... สิ่งที่ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้น
เปรี๊ยะ!
ไม่ใช่เสียงของวัตถุใดแตกหัก แต่มันคือเสียงกัมปนาทที่เกิดจากการที่มิติอันโปร่งใสถูกแรงบีบอัดจนปริร้าว กู้เสวียนชะงักมือที่จับไม้กวาด ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่าลมภายนอกหน้าต่างได้หยุดนิ่งไปอย่างฉับพลัน มิใช่เพียงสายลม แต่เป็ ‘สรรพสิ่ง’ ต่างหากที่หยุดเคลื่อนไหว!
เปลวไฟจากเทียนไขที่เคยเริงระบำ กลับแข็งค้างกลายเป็รูปทรงหยดน้ำนิ่งสนิทดั่งรูปปั้นหิน แสงสว่างที่เคยส่องประกายเปลี่ยนเป็ลวดลายสลักที่ตรึงไว้กับกาลเวลา แม้กระทั่งน้ำตาเทียนที่กำลังหยดลงมา ก็ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศระหว่างโต๊ะไม้กับปลายเทียน ไร้ซึ่งแรงดึงดูด ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว ทุกอณูเวลารอบกายกู้เสวียนถูก ‘แช่แข็ง’ โดยสมบูรณ์
“เกิด... เกิดเหตุอันใดขึ้น?”
กู้เสวียนพยายามอ้าปากร้องถาม ทว่าเขากลับพบว่านอกจากดวงตาและจิตสำนึกแล้ว ร่างกายของเขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้เพียงปลายนิ้ว แรงกดดันมหาศาลที่มิอาจมองเห็นได้บดขยี้กฎฟิสิกส์รอบข้างจนบิดเบี้ยว ทันใดนั้น พื้นที่ว่างเปล่าใจกลางหอตำราก็เกิดรอยแยกสีทองหม่นฉีกกระชากออก ราวกับมีหัตถ์ของเทพเ้าเอื้อมลงมาฉีกกระดาษแห่งความจริงทิ้ง กลิ่นอายโบราณที่อบอวลไปด้วยกฎแห่ง ‘การดับสูญและการกำเนิด’ หมุนวนทะลักออกมาจนิญญาของเขาต้องสั่นสะท้าน
ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ—ชายชราในชุดเทาผู้ร่วงโรย
ใบหน้าของผู้นั้นเต็มไปด้วยร่องรอยของการผ่านโลกและการเข่นฆ่ามาอย่างยาวนาน ดวงตาที่หม่นแสงทว่าลึกล้ำราวกับห้วงดาราจักรนับแสนดวงที่ดับสูญอยู่ภายใน กลิ่นอายรอบกายแผ่ซ่านพลังระดับเซียนก้าวที่สี่ ซึ่งเพียงพอจะบดขยี้ดวงดาวให้เป็ผงธุลีได้ในลมหายใจเดียว ทว่าสภาพของเขากลับดูโรยรา ร่างกายกึ่งโปร่งแสงนั้นคล้ายแสงตะวันยามอัสดงที่ใกล้ลับขอบฟ้า
ชายชราชุดเทาหันมาสบตากับกู้เสวียนในวัยร้อยปี ดวงตาที่เคยเ็าของผู้าุโระดับเซียนพลันสั่นระริก แฝงไปด้วยความถวิลหา ความเวทนา และความเศร้าอันลึกล้ำเกินพรรณนา
‘ตัวข้าในวัยหนึ่งร้อยปี... ช่างอ่อนแอและบริสุทธิ์เหลือเกิน’ เสียงกระแสจิตอันอบอุ่นดังก้องเข้ามาในสมองของเขา มันเป็น้ำเสียงที่แหบพร่าทว่าให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็เสียงของตัวเขาเองที่สะท้อนผ่านหุบเหวกาลเวลาสองพันปี
“ทะ... ท่านเป็ผู้ใดกัน?” กู้เสวียนขยับริมฝีปากผ่านกระแสจิต ตอบกลับไปด้วยความหวาดหวั่นดั่งลูกแกะที่เผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย
ชายชราชุดเทายิ้มอย่างขมขื่น เขาไม่มีเวลาเหลือมากพอที่จะอธิบาย กฎของมิติคู่ขนานกำลังส่งแรงผลักดันมหาศาลเพื่อดีดเขากลับไปยังอนาคตดั้งเดิม ร่างกายกึ่งโปร่งแสงเริ่มแตกสลายกลายเป็ละอองแสงสีทอง
“กาลเวลาของข้ามีจำกัด... เ้าเด็กน้อย” ชายชราสะบัดมือเบา ๆ วัตถุสิ่งหนึ่งลอยข้ามช่องว่างพุ่งตรงมายังมือของกู้เสวียน มันคือ ‘คัมภีร์หยกไร้อักษร’ แผ่นหยกสีขาวนวลเนื้อละเอียดที่ไร้รอยจารึกใด ๆ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วัั จิติญญาของเขากลับสั่นพ้องอย่างรุนแรง ราวกับชิ้นส่วนชีวิตที่ขาดหายไปได้ถูกเติมเต็ม
“ข้าใช้ตบะสองพันปี แหกกฎ์ย้อนกลับมานับพันเก้าร้อยปีเพื่อพบเ้า... จงจำไว้ นับจากวินาทีนี้ไป ชะตากรรมของเ้าจะไม่ใช่ชะตากรรมของข้าอีกต่อไป จงเรียนรู้สิ่งที่เป็ไปไม่ได้จากคัมภีร์นี้ บำเพ็ญเต๋าแห่งนักปราชญ์ พลิกสมการแห่งฟ้าดิน...”
ร่างของชายชราเริ่มเลือนหายไปในรอยแยกมิติ แต่ดวงตายังคงจับจ้องที่ตัวเขาในอดีตอย่างไม่ละสายตา
“...เพราะในอีกหนึ่งพันเก้าร้อยปีข้างหน้า วันสิ้นโลกจะมาถึง และข้า... จะรอเ้าอยู่ที่สมรภูมิสุดท้าย อย่าได้เดินหลงทางแบบข้าเด็ดขาด!”
สิ้นคำทำนายอันน่าขนลุก รอยแยกสีทองก็ปิดฉับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ฟู่!
ลมนอกหน้าต่างพัดพรวดเข้ามาอีกครั้ง เปลวไฟจากเทียนไขสั่นไหวอย่างรุนแรง หยดน้ำตาเทียนที่เคยค้างเติ่งตกลงกระทบพื้นไม้เสียงดัง ‘แปะ’ กฎแห่งเวลาหวนคืนสู่สภาวะปกติในเสี้ยววินาที
กู้เสวียนทรุดเข่าลงกับพื้นศิลา หอบหายใจรัวเร็ว เหงื่อกาฬไหลชุ่มแผ่นหลัง ดวงตาจ้องมองคัมภีร์หยกไร้อักษรในมือที่ยังคงแผ่ไออุ่นจาง ๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นราวกับความฝันอันตื่นตระหนก หากมิใช่เพราะความทรงจำลึกลับและแรงกดดันระดับเซียนที่ยังคงตราตรึงอยู่ในส่วนลึกของดวงจิต
เขายกคัมภีร์หยกขึ้นส่องกับแสงเทียน ทันใดนั้น บนแผ่นหยกที่เคยว่างเปล่ากลับปรากฏอักขระแสงเรืองรองที่วิ่งพล่านราวกับสิ่งมีชีวิต มันมิใช่ตัวอักษรของศาสตร์การบำเพ็ญเพียรทั่วไป แต่มันคือเส้นสายแห่งสมการและการคำนวณกฎเกณฑ์ของโลกที่กำลังไหลทะลักเข้าสู่ห้วงความคิดของเขา!
ศิษย์สวะร้อยปีผู้นี้ยังไม่รู้เลยว่า ค่ำคืนนี้... เส้นขนานของพหุจักรวาลได้ถูกฉีกขาด และวงล้อแห่งชะตากรรมที่จะพลิกฟ้าทลาย์ได้เริ่มหมุนขึ้นแล้ว!