ตอนที่5
เื่ราวบนรถราง2
ทั้งความเร็วของยานพาหนะที่วิ่งไปเรื่อยๆ ทั้งพื้นเพดานรถรางลื่นค่อนข้างมากหากทรงตัวไม่ดีก็อาจถูกลมแรงพัดปลิวไปได้ง่ายๆแต่บุคคลทั้งสองประชันหน้ากันอยู่นั้นยืนด้วยความมั่นคงหนึ่งชายชุดทหารมีรอยยิ้มและแววตาเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัดแม้กริยาท่าทางคล้ายจะนอบน้อมถ่อมตน อีกคนผู้มีผมสีนิลเงางามมัดแกละต่ำยาวหยักศกปลิวไสวไปตามลมที่พัดผ่านเนตรสีโลหิตเต็มไปด้วยความโกรธแค้นเกรี้ยวกราดผิวดุจกระดาษแปรเป็สีแดงอ่อนเพราะเืขึ้นหน้า
“พระนามใหม่ทำเอากระหม่อมต้องเปลี่ยนคำขานทีเดียวเจ็ดปีก็แล้วพระองค์แปลงเป็ค้างคาวเต็มตัวได้รึยังพะยะค่ะหรือว่ายังคงเป็ หนู-ตัว-หนึ่ง "เขาเน้นคำท้ายเป็พิเศษ เด็กสาวก้มหน้าขบกรามจนใบหน้าขึ้นเส้นเืปูดทั้งร่างสั่นระริกถามออกไปอย่างอดกลั้น
"แกมาที่นี่ทำไม เดมัส"ลูน่ากัดฟันข่มอารมณ์โทสะอดทนตั้งสติให้พูดคุยรู้เื่ มือทั้งสองข้างกำแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อเนียนจนเืไหลซิบ
“ก็นะ แค่จะมาเอาของเฉยๆ ไม่คิดว่าจะได้เจอท่านด้วย บังเอิญนักพะยะค่ะจะว่าไปแปดปีก็นับว่าไม่นาน ตอนนั้นกระหม่อมยังเป็หนึ่งในองค์รักษ์ให้ฝ่าาอยู่เลย”ชายหนุ่มพูดรำลึกความหลังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนทักถาม“ได้ข่าวว่าพระองค์ได้องค์รักษ์ติดตามคนใหม่ เป็ลูกผสมหรือพะยะค่ะ”
“เดรัจฉานทรยศไม่มีสิทธิ์มาเรียกเสด็จพ่อว่าฝ่าา! ไอ้วิปริตขี้เสือก!”ลูน่าชี้หน้าด่าคนตรงหน้าด้วยถ้อยคำหยาบคาย หมดความเป็องค์หญิงสูงศักดิ์
“เอ๋? เห็นได้ข่าวว่ากายติดพระองค์เลยมิใช่หรือ องค์รักษ์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนแบบนี้ใช้ได้อย่างไร”ชายหนุ่มแสร้งทำเป็สงสัย ยั่วโมโหเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนที่บริเวณโดยรอบ จะเกิดวงเวทคลุมอาณาเขตครึ่งวงกลมติดตัวเพดาน
เปรี้ยะ!!
เมื่อเธอรู้ตัวแล้วถอยหนีแผ่นหลังก็ชนอะไรบางอย่าง กระแสไฟฟ้าไหลซ็อตไปทั่วร่างจนเจ็บแปลบ เมื่อหันกลับไป เดมัสได้กางอาณาเขตเวทขังเธอไว้ซึ่งมองออกไปไม่เห็นข้างนอก จากภายในเห็นเพียงม่านพลังสีเหลืองทึบ
"นี่มัน!? เวทมนตร์ของเทพ แกใช้มันได้ยังไง!"ดวงตาสีเืเบิกกว้าง ก่อนจะนึกเข้าใจพร้อมกัดฟัน"แกยอมทิ้งศักดิ์ศรีของเผ่า ทำให้เืจากบรรพบุรุษแปดเปื้อนเพื่อสิ่งนี้เลยหรือ?"
"ศักดิ์ศรีคร่ำครึมันไม่ทำให้กระหม่อมแข็งแกร่งไปกว่าที่เคยเป็ ชาติกำเนิดที่ถูกจำกัดไว้ด้วยพันธสัญญาอีกอย่างพอแปดเปื้อนเช่นนี้ กระหม่อมว่าพวกเราก็คล้ายกันมากขึ้นไม่น้อย ฉะนั้นพวกเรามาทบทวนความทรงจำในอดีตกันใหม่ดีหรือไม่พะยะค่ะ"
อีกฝ่ายพูดอย่างยินดีไม่มีเสี้ยวความละอาย พลางกางมือข้างหนึ่งออกมาเล็บสีดำพลันยาวยืดถึงเข่าเ้าตัว แม้เพียงแค่ยืนนิ่งๆกับที่ แต่ท่าทีคุมคามและภาพในอดีตซ้อนทับ ทำเอาลูน่าเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว
"นี่พวกแกจะทำอะไรกันแน่"ลูน่ากัดฟันพูดอย่างเจ็บแค้นที่ไม่รู้อะไรไม่สิเธอไม่อยากรู้ด้วยส่วนหนึ่ง มือยึดด้ามเคียวสีนิลไว้แน่นและดูท่าทีของอีกฝ่ายเพราะรู้ว่าถ้าเขาเอาจริง ยังไงหล่อนก็ไม่ชนะแน่
..............................................
"ไอ้พวกนี้มันทำยังไงล่ะเนี่ย"เครฟมองไปบนแผงควบคุมวงจรรถราง ที่มีแป้นพิมพ์ปุ่มกดมากมายด้วยความงุนงงมือสองข้างกดสุ่มไปมาอย่างไม่รู้ภายในห้องควบคุมมืดมิดมีแค่เด็กหนุ่มผมทองอยู่แค่นั้น แต่ว่าทั้งเสียงปืนเสียงต่อยตีและอาวุธกระทบกันอยู่หลังประตูทำเครฟเสียวสันหลังไม่น้อย
"ถ้ามันจะบังคับยากบังคับเย็นไม่ต้องสร้างมาก็ได้มั้งคนขับก็ไม่มีสักคน เปลืองภาษีเปล่าๆ"เครฟบ่นพลางกดแป้นพิมพ์ทีละปุ่มอย่างเงอะงะ แต่เพราะไม่มีความรู้ทำให้ไม่ส่งผลอะไรกับรถรางเลย
"โธ่ว้อยยยยย จะหนีก็ไม่ได้ อะไรนักหนาวะเนี่ย!"เ้าตัวเริ่มหงุดหงิดสบถออกมา แต่มือก็ยังรัวกดแป้นพิมพ์ทั้งสามด้านอย่างร้อนรนแบบมั่วๆจนกระทั่ง
ปัง!!
นิ้วทั้งสิบกระแทกบนแป้นพิมพ์อย่างดังอีกทั้งยังรูดมือไปมาทั่วคีย์บอร์ดจนมั่วซั่วไปหมด แต่แล้วมันก็ได้ผล แสงใต้แป้นพิมพ์สว่างวาบรถรางแล่นด้วยความเร็วคงที่ค่อยๆวิ่งช้าลง
"สำเร็จ หึๆฉันนี่มันอัจฉริยะจริงจริ-"
ซะที่ไหนล่ะ
ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะพูดยอตัวเองจบ รถรางที่ค่อยวิ่งช้าลงจนเกือบหยุด กลับพุ่งด้วยความเร็วมากกว่าเดิมเป็เท่าตัว จนเด็กหนุ่มกระเด็นหลังชนผนังอย่างทรงตัวไม่อยู่
นี่มันแย่กว่าเดิมอีกไม่ใช่เรอะ
หลังประตูห้องควบคุม ลูซกำลังรับมือกับเหล่าทหารชุดดำถึงกับเซไปเล็กน้อยแต่ก็ทรงตัวได้ทัน เ้าของผมสีเทามองห้องควบคุมปิดประตูเหล็กแ่าอย่างคาดโทษก่อนจะละสายตามาสนใจหมัดลุ่นๆ พร้อมถุงมือสีดำเต็มไปด้วยไฟฟ้าที่พุ่งเข้ามาประสาทััของลูซไวพอจะเอียงคอหลบหมัด ใช้มือปัดแขนนั่นได้อย่างไม่ยากเย็นพร้อมกับถีบคืนด้วยแรงมหาศาล จนชายที่พุ่งเข้ามากระเด็นไปชนพรรคพวกด้านหลังล้มระเนระนาด
มือของลูซเพียงปัดผ่านอากาศ พริบตาเมื่อกระแสพลังนั้นััศัตรู แขนทหารที่ตั้งการ์ดไว้ก็สาดกระเซ็นด้วยโลหิตแผลที่แขนลึกจนเห็นกระดูกขาว บางคนใช้แขนกันไม่ทัน ก็มีเืไหลตรงจุดสำคัญ บริเวณท้องถึง่อกเห็นเครื่องในปลิ้นรำไร พวกทหารส่งเสียงร้องอย่างเ็ป
"อึ้กก! แกนะแกไอ้เด็กเวร ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน"อีกฝ่ายขบกรามด่าอย่างเ็ปพร้อมกดาแลึกจนเกือบถึงกระดูกแขนเพื่อห้ามเืไว้แน่นแต่เมื่อมองกลับมาหาเด็กหนุ่ม เป็ตัวเขาเองที่ต้องสะดุ้งด้วยความหวาดกลัวขึ้นมาลึกๆในจิตใจ
"......"ดวงตาของเ้าของผมสีเทาดำมืดราวกับหลุมลึกจิตสังหารที่พวยพุ่งออกมาแม้จะเพียงน้อยนิด แต่ทำให้ทหารมากประสบการณ์และภารกิจถึงกับต้องถอยหนี
........................................
"องค์หญิง ท่านอยู่ไหนกัน"น้ำเสียงของเด็กสาวที่บินอยู่เหนือรถราง กล่าวขึ้นด้วยความร้อนรนปีกสีดำเร่งความเร็วแข่งกับรถจนเสมอกัน โบกสะบัดพาตัวไปข้างหน้าพลางหลบพวกทหารชุดดำไป มือขวาถือดาบใหญ่แบนกว้าง ปัดะุและสลิงที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่เสียจังหวะ
เปรี้ยง!!
เซเลน่าชนอะไรบางอย่างข้างหน้าจนเซถอย ทั้งร่างเจ็บชาราวกับโดนไฟช็อตทว่าข้างหน้าเธอนั้นโปร่งใสมองผ่านไปได้ไม่เห็นอะไรเลยเหมือนชนกระจกล่องหนที่มีกระแสไฟฟ้า และไม่ว่าเด็กสาวจะใช้พลังใดๆที่ตนมีตรวจสอบกลับไม่รู้สึกถึงใครด้านในแต่ไม่มีเวลาคิดมากนักเพราะสลิงพุ่งตรงมา เ้าตัวะโหลบพร้ะโกนเรียก
"องค์หญิง อยู่ในนั้นใช่ไหมเพคะ"องค์รักษ์สาวะโแต่ก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับแม้ลางสังหรณ์ของเธอจะบอกว่าผู้เป็นายอยู่ในนั้นก็ตาม
"น่ารำคาญ"เซเลน่าเหล่มองทหารชุดดำด้านล่างก่อนจะบินหลบะุปืนและตะขอสี่แฉกที่พุ่งเข้ามาเธอร่อนถอยหลังไปยืนตรงพื้นที่ว่างบนเพดานรถรางเพื่อตั้งหลักทว่ามันก็ไม่ได้สะดวกนัก เพราะสรรพาวุธระยะไกลทั้งหลายทำให้เ้าตัวต้องหลบใช้ดาบใหญ่ป้องกันตัวเป็พัลวัน บางทีก็โดนะุถากๆทว่าผิวทนทานแค่เป็แผลฟกซ้ำจ้ำๆ
“ไม่น่าปล่อยเธอมาคนเดียวเลยจริงๆ”เด็กสาวกล่าวโทษตัวเองก่อนจะมีเงาตะคุ่มขนาดใหญ่เหนือหัวเธอ เมื่อเงยหน้ามองก็พบกับเฮลิคอปเตอร์ลำมหึมาลอยประจันหน้ากระบอกปืนข้างเฮลิคอปเตอร์สองกระบอก หันจ่อมาหาครึ่งแวมไพร์สาวโดยตรงเซเลน่ากัดริมฝีปากอย่างหงุดหงิดจนเืซิบ เธอจะลงมือแรงก็ไม่ได้ถ้าส่งผลกับผู้โดยสารขึ้นมา ผู้เป็นายต้องเสียใจแน่ นิสัยยิ่งไม่ค่อยเหมือนปีศาจอยู่
คิดได้ดังนั้นเด็กสาวกระพือปีกบินหลบะุจากเฮลิคอปเตอร์อย่างคล่องแคล่วเมื่อตัวเองหลบออกจากรถรางที่กางอาณาเขตอากาศธาตุได้แล้วก็พบว่าอาณาเขตกระจกมายาทำให้ไม่มีใครเห็นรถรางคันนี้หากไม่เข้าใกล้มากพอและรถรางก็น่าจะวิ่งออกห่างจากเธอเรื่อยๆเ้าตัวจึงตั้งใจรีบจัดการไอ้เหล็กบินได้นี่ให้เร็วที่สุด ก่อนยานพาหนะไปไกลเกินเสียแรงบินกลับ
แม้จะหลุดจากมิติอากาศธาตุแล้วแต่กลางวันก็ยังทำให้ลูกครึ่งแวมไพร์อย่างเธอใช้เวทได้ไม่เต็มร้อยแต่ดีว่าเธอเป็ลูกครึ่งที่สมบูรณ์ทำให้แสงแดดไม่มีปัญหากับพละกำลังเมื่อคิดได้ดังนั้น เ้าตัวจึงตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา
เ้าตัวบินไปมาอย่างฉวัดเฉวียนหลบะุ สายตามองหาช่องว่างเมื่อจังหวะที่ทหารเฮลิคอปเตอร์กำลังหมุนกระบอกปืนหันมาเล็งเป้าเธอที่อยู่สูงกว่าตัวยานพาหนะ จึงหุบปีกแขนและขา ให้ตัวเองพุ่งลงมาตามแรงโน้มถ่วงด้วยความเร็วดุจเหยี่ยวพุ่งตัวจับเหยื่อมือข้างหนึ่งกำหมัด
ปั้งงงงงงง!!!!!
ประตูเฮลิคอปเตอร์ยุบลงจนทะลุเป็รู ยานพาหนะทั้งลำเอียงเซกลางอากาศไปข้างทหารสองคนในนั้นใสะดุ้งโหยง คนหนึ่งถอยหนีสุดฝั่งเตรียมปืนยิงเด็กสาวคนหนึ่งพยายามควบคุมเฮลิคอปเตอร์ให้ส่ายไปมาสะบัดหญิงสาวให้หลุดแต่เ้าตัวยึดเกาะไม่ปล่อยหยั่งกะตุ๊กแกตัวั์ พละกำลังแขนมากจนน่าเหลือเชื่อ
ข้างหนึ่งยึดเกาะร่องประตูฮ. ข้างหนึ่งง้างหมัดต่อยย้ำๆอย่างหนักหน่วง
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้พลังเวท พลังกายล้วนๆ
แม้หมัดจะไม่ได้รัวเร็วมาก แต่การต่อยทุกครั้งทำให้เหล็กหนาเป็นิ้วบุบลงรูจากการต่อยทะลุค่อยๆกว้างและลึกขึ้นเรื่อยๆ เสียงราวค้อนทุบเหล็กดังย้ำปั้งๆ!ทำให้ชายอกสามศอกในฮ.ผวาถึงขีดสุด
ชายคนถือปืนกลรัวะุสุดชีวิตก็พบว่าที่ยิงไม่ไปทำให้เด็กสาวหยุดการโจมตีเพราะมันยิงออกผ่านได้แค่รูที่ต่อยออกมาซึ่งไม่โดนจุดสำคัญและไม่ทำให้อีกฝ่ายาเ็นัก
“ไม่อยู่แล้วโว้ยยยยยย!!” เมื่อะุหมดแม็กทหารหนุ่มรีบสวมเสื้อโดดร่มเปิดประตูและโดดหนีตายออกไป ไม่สนใจชะตากรรมเพื่อนร่วมรบ
เซเลน่าเห็นทหารหนุ่มเปิดประตูฮ.ได้ จึงลองจึงดึงก้านประตูออกก็พบว่ามันเปิดได้แต่แรงที่เธอต่อยทำให้ประตูบุบผิดรูป จนติดขัดเปิดได้แค่นิดเดียว
เมื่อเห็นดังนั้นเด็กสาวหัวเสียและอายตัวเองเล็กน้อยที่เสียแรงไปกับอะไรที่มันไม่ยุ่งยากแบบนี้ก็ทำไงได้ เธอพึ่งเคยเห็นไอ้เหล็กบินได้เป็ครั้งแรกนี่หน่า
แต่ไม่มีเวลามาสนใจเื่ผิดพลาด เมื่อคิดได้ดังนั้นเ้าตัวจึงเกร็งแขนรวบรวมแรงประมาณสามวิจากนั้นจึงต่อยหมัดสุดท้าย! ใช้ความอายระบายลงบนเศษเหล็กนี่ซะ!
“เห้ย! นี่ทิ้งตูเรอะ!”เมื่อสหายร่วมรบหนีตายเ้าตัวจึงกดตั้งระบบขับเป็ไร้คนขับ เตรียมโดดร่มหนีด้วยอีกคนแต่ไม่ทันการณ์ประตูที่ถูกหมัดบดขยี้ลอยผ่านหน้าเขาไปฉิวเฉียด เด็กสาวก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารยิ้มเหี้ยมพลางหักนิ้วบริหารข้อกระดูกลั่นดังกร๊อบ
“ขอชำระแค้นที่ทำให้ข้าเสียเวลานะ”
“อ้ากกกกกกก!!!!!”
..........................................
ครุสชะงักเสียการทรงตัวเล็กน้อยเพราะรถรางเร่งความเร็วขึ้นแต่ก็จับเบาะนั่งข้างหน้าไว้ได้ไม่ล้มหงายหลังเด็กหนุ่มโยกตัวหลบสลิงที่โถมกันยิงเข้ามาบังคับลาวาเหลวปะทุลุกเป็ไฟปัดะุไปมาสรรพาวุธที่ต้องมันหลอมละลายราวกับเนยเหลว
สมองของครุสตอนนี้คล้ายทำงานสามอย่างพร้อมกันหนึ่งคือตั้งสติข่มความกลัวไม่ให้หลุดหรือพลาด สองคือเร่งประสาทััให้เฉียบคมด้วยสมาธิสามคือจินตนาการคิดภาพให้รูปดาบบิดงอยืดหดรุกรับดวงตาสีทับทิมเรียบนิ่งไม่หวั่นเกรง จนทหารทั้งหลายไม่ประมาท
มือจับอาวุธต้านแรงกระแทกของหอกไฟฟ้าไร้คนถือมันพุ่งเข้าปะทะกับดาบลาวาจนเกิดประกายไฟ เพียงไม่กี่วิปลายหอกนั้นเริ่มละลายจนทู่กระแสไฟฟ้าไม่อาจไหลผ่านแท่งเพลิงเหลว จึงลอยควงกลับไปหาทหารชุดดำผู้หนึ่ง
ผู้ใช้พลังจิต
ครุสรู้ดีว่าพวกใช้พลังประเภทนี้รับมือค่อนข้างยากเพราะรูปแบบพลังจะไม่เป็รูปธรรมชัดเจนแบบพลังเวท
ถ้าให้พูดตรงๆก็คือเขาถนัดรับมือกับผู้ใช้เวทมากกว่าเพราะพลังจะถูกปล่อยออกมาอย่างชัดเจนเป็สิ่งที่มองเห็นได้ไม่เหมือนพลังจิตที่จะเกิดจากการสั่งการด้วยสมองโดยตรง เดาทางได้ยาก
ครุสะโถอยมาให้ได้ระยะห่างทันใดนั้นมีสลิงพุ่งมาด้านหลังเขาอย่างรวดเร็วเงียบงันเด็กหนุ่มรับรู้ได้จากสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนเสมือนมีตาด้านหลัง รีบหันข้างใช้มือตบปัดสลิงนั้นได้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะเจาะต้นแขนแต่คมปลายตะขอก็โดนผิวฝ่ามือเล็กน้อยจนเืชิบมือข้างที่โดนบาดรีบขว้าจับสายสลิงไว้แล้วบังคับแท่งเพลิงเหลวผ่านข้ามตัวไปตัดลวดให้ขาดให้พริบตา
เด็กหนุ่มจดจ่อเร่งสมาธิจนไม่สนความเจ็บ สะบัดมือจับอาวุธจนด้ามจับชุ่มเืจากนั้นแท่งเพลิงหินหนืดที่ไม่คม ปรากฏลักษณะการปะทุคล้ายน้ำเดือดเพียงแต่เป็ลาวาเสียงดังปุๆคล้ายะเิย่อมๆ มีบางอย่างบอกในใจให้เด็กหนุ่มลดระดับดาบลง ถือเป็แนวนอน
ฟู่ววววว!!
ใบดาบของเด็กหนุ่มกลายเป็เปลวเพลิงหมุนราวกับพายุ ก่อนที่มันจะพ่นไฟออกไปเผาทหารตรงหน้าที่หลบไม่ทันสองคนจนไหม้เกรียม รวมทั้งพื้นพรมรถรางดำไหม้เป็ทางยาวโชคดีในองศาที่ครุสถือไม่โดนผู้โดยสาร
ครุสแอบตะลึงไปหลายรอบแล้ว ว่าพ่อเอาของหลุดโลกแบบไหนมาให้กันแน่แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลา เด็กหนุ่มรับรู้แต่ร่างกายตอบสนองช้าไป เพราะเปลวเพลิงเมื่อครู่บดบังระยะมองเห็นหอกไฟฟ้าพลังจิตพุ่งสวนกลับเข้ามาหมายจะแทง เ้าตัวรู้ว่าหลบไม่ทันจึงตัดสินใจชั่วพริบตารีดเค้นพลังเวทที่มีน้อยยิ่งกว่าน้ำในฝาขวดออกมาริมฝีปากบางพึมพัมร่ายเวทอย่างรวดเร็ว
"โล่แห่งแสง ไลท์บาเรีย"
ห่างจากอกของครุสไปไม่กี่เซน ปรากฏโล่แสงขนาดผ่ามือแต่หนาแน่นด้วยพลังสะท้อนแรงทะลวงของหอกไว้อย่างพอดีจนหอกถูกตีกลับไป แต่ขาของเด็กหนุ่มกลับอ่อนแรงเพราะพลังเวทที่น้อยจนกินพลังกายด้วยชายหน้าหวานแอบพิงเบาะหลังเก้าอี้เพื่อถ่ายน้ำหนักตัวปั้นหน้าปิดซ่อนอาการเหนื่อยล้าสมองมึนเบลอ
ชายคนถือสลิงที่ลวดขาดใช้ไม่ได้เห็นโอกาสรีบวิ่งเข้ามาหมายจะจับกุมครุสด้วยมือเปล่า ครุสรู้ตัวจากเสียงวิ่งแต่ไม่มีแรงพอที่จะตอบโต้ จึงหันข้างตัดสินใจลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน
มือข้างหนึ่งถือแท่งเพลิงเหลวจากแท่งเดียว ค่อยๆแยกออกเป็สองแหวกผ่าถึงโกร่งดาบหันข้างให้ทหารทั้งสองฝั่งเห็นชัดๆ การกระทำนี้ครุสใช้สมาธิจนเหงื่อหยด เพราะต้องค่อยๆแยกแท่งหินหนืดออกจินตนาการอย่างละเอียดว่าลาวากำลังไหลแยกทาง ทั้งที่ไม่เคยของจริงเห็นไม่ใช่เื่ง่าย แถมต้องทำให้เร็วด้วย เอาน่าก็น่าจะคล้ายน้ำแหละ
การเบี่ยงเบนความสนใจได้ผล ทหารทั้งสองชะงักไปสามวิที่เห็นอาวุธอันตรายเปลี่ยนรูปแต่นั่นก็เกินพอ ขณะเดียวกัน อีกมือคีบขวดยาในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาคาบรีบใช้ปากดูดจุกยาเข้ามา แล้วเงยหน้ากลืนของเหลวภายในทั้งอย่างนั้นพลางดันลิ้นไม่ให้เผลอกลืนฝาขวดยาไปด้วยก่อนจะถุยทิ้งพร้อมบังคับให้แฉกหนึ่งต้านหอกไฟฟ้าที่พุ่งเข้ามาพอดี แฉกหนึ่งพุ่งอ้อมไปด้านหลังเข้าหาชายที่หมายจะจับตัวเขาหมอนั่นรีบถอยเพราะกลัวโดนย่างสดและไม่มีอาวุธตอบโต้นอกจากตัวเปล่านั่นทำให้ครุสมั่นใจว่าคนที่เขาสู้ด้วยตอนนี้ไม่ใช่พวกเหนือธรรมชาติเกินไปแถมไม่มีพลังเวท
แถมไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญการต่อสู้มากไม่งั้นตอนเห็นอาวุธเขาเปลี่ยนรูป คงรีบวิ่งเข้ามาจับกุมเขาแทน ไม่ใช่หยุดชะงัก
วินาทีที่ของเหลวนั่นผ่านคอความเหนื่อยล้าก็ลดลงพร้อมพละกำลังก็กลับมาเป็เหมือนเดิมที่ดื่มไปมันคือยาฟื้นพลังกายแบบใช้ได้ทันที เป็ยาที่เขามีติดตัวตลอดซึ่งแม่เป็คนทำยานี้ เพราะเขามีปัญหากับยาหลายชนิดกินแล้วไม่ค่อยได้ผลส่วนใหญ่ต้องเป็ยาสั่งปรุงโดยเฉพาะหาซื้อไม่มีขาย
หอกจากที่ปะทะแท่งเพลิงตรงๆมันก็เปลี่ยนวีถีเปลี่ยนจากแนวนอนเอียงลงเล็กน้อย เป้าหมายคือเท้าของครุสเ้าตัวเห็นดังนั้นจึงก้าวหลบ หอกแทงลงพื้นและหมุนดีดปลายที่ชี้ขึ้นเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าหาเขาแล้วพุ่งขึ้นมาอีกคราหมายจะทิ่มคอ
ครืนนนนนนนนนน!!!
แรงสั่นะเืดังมาจากหน้าขบวนจนทั้งครุสและชายชุดดำถือหอกถึงกับหยุดต่อสู้ ครุสพยายามหาที่ยึดเกาะให้มั่นคงส่วนทหารทั้งสองเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างจึงปีนออกทางกระจกขึ้นไปบนเพดานรถราง
‘เกิดอะไรขึ้น!?’
.................................................
เครฟเกือบดีใจที่ตัวเองเจอปุ่มหยุดรถรางได้สักที หลังจากกดจนหายนะมามากมันคือคันโยกสีแดงขนาดใหญ่อยู่ตรงทางขวาของประตูเหล็กทางออกเ้าตัวตาถั่วเสียเวลากดแป้นพิมพ์ตั้งนาน สุดท้ายไม่ได้อยู่ตรงแป้นเมื่องัดคันโยกขึ้นรถรางก็ค่อยๆวิ่งช้าลงจนหยุดนิ่ง
แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น
โบกี้หน้าสุดค่อยๆเอียงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ตามด้วยเครฟที่เกาะประตูห้อง เพื่อยึดไม่ให้ตนเอียงล้มไปด้วย
ชัดเจนว่า.....รางขาด
เป็ไปได้ว่ารางคงขาดจากมิติอากาศธาตุที่ทำให้รางเวทมนตร์ลดความหนาแน่นจนเปราะขาดถ้ามีรถวิ่งตัวรางจะถือว่าใช้พลังงานและแปรรูปเป็รางที่สร้างจากหินเวทย์เพื่อประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงขับเคลื่อน
แต่ถ้าหากรถหยุด ตัวรางก็จะกลับไปเป็สถานะแท่งแม่เหล็กเช่นเดิมซึ่งเป็คุณสมบัติของแร่ชนิดหนึ่งเป็แร่พิเศษที่จะเปลี่ยนสถานะเป็หินเวทย์เมื่อมีการเสียดสีแต่ดูเหมือนจะหยุดรถช้าไปหน่อย มิติดูดเวทนี่ทำรางเปราะบางหมดแล้ว
ครืนนนนนน!!!
เสียงไถลลื่นน่าหวาดเสียวของหัวขบวนรถรางจะจมลงทะเลลึกทำให้เด็กหนุ่มชาวเอลฟ์ตัดสินใจใช้พลังเวททั้งที่ไม่คุ้มเครฟคุกเข่าลงใช้มือทั้งคู่แตะพื้น ทันใดนั้นเอง บริเวณหัวขบวนรถรางที่เอียงอยู่ ก็ถูกน้ำทะเลควบคุมด้วยพลังธาตุดันขึ้นมาเป็ฐานมันดูคล้ายวุ้นใสนูนสูงรองรับฐานรถ
การรับน้ำหนักหัวขบวนหน้าที่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหนักกว่าส่วนอื่นบ่งบอกว่าการสร้างต้องเพิ่มความหนาแน่นให้ของเหลวอย่างน้ำจนรับน้ำหนักได้หลายตันแถมยังมิติอากาศธาตุที่จะคอยดูดพลังเวทในอากาศและไอเวทของผู้ใช้ เ้าตัวจึงรู้ตัวดีว่าต่อให้พลังเวทย์เยอะก็ทำแบบนี้ได้ไม่นานนักแถมเขาไม่ถนัดเวทย์น้ำด้วย
แม้แต่ลูซก็ยังต้องเอียงไปตามแรงนายทหารหลายนายถอยหนีขึ้นไปที่กระจกลูซรู้จุดประสงค์อีกฝ่ายเพราะดาบเรืองแสงที่ดูดเืทหารไปนั้น เป็ดาบดูความทรงจำของคนที่ตายด้วยอาวุธชิ้นนี้
ลูซหรี่ตามองผู้โดยสารที่หลับใหลถ้าหากเขาฆ่าใครสักคนที่หลับ เื่นี้จะยุติโดยง่าย อาณาเขตดูดเวทเงื่อนไขพิธีจะพังและติดต่อกับยูโทเปียได้ชีวิตของคนๆหนึ่งแลกกับความปลอดภัยของคนนับร้อย….
ต้องนี้เขาต้องรีบตัดสินใจ เพราะพิธีจะจบแล้วหลังจากนี้ เป็ตายร้ายดียังไง ชีวิตพวกนี้ก็ไม่สลักสำคัญ
เขาเดินไปหาร่างผู้หญิงคนหนึ่งแม้จะไร้สติแต่ในมือของเธอยังคงกอดลูกน้อยไว้บนตัก
ฆ่าหรือไม่ฆ่า
น่าแปลกทั้งที่เขาคร่าชีวิตมามากมาย แต่การตัดสินใจครั้งนี้กลับหนักอึ้ง ชีวิตนี้ไม่ได้ทำร้ายเราไม่ได้ทำร้ายใคร แค่จำเป็ต้องตายเพื่อคนอื่น และเขาเป็คนตัดสิน เหมือนกับตอนนั้น….
ที่เขาฆ่าคนผู้หนึ่งไปเพื่อส่วนรวม สุดท้ายก็เป็ดั่งฝันร้ายหลอกหลอนรู้สึกผิดจนแทบไม่อยากมีชีวิต
ลูซหันหลังกลับไปเขาไม่อยากเสียใจภายหลังเหมือนตอนนั้น ต่อให้ติดต่อยูโทเปียไม่ได้ ก็ยังมีทางอื่น….
เด็กหนุ่มวิ่งตามทหารออกไปทางกระจกแตกมือหนาจับเอื้อมที่ขอบเพดานพร้อมดึงตัวขึ้นอย่างคล่องแคล่วหันไปมองทางซ้ายก็เห็นเด็กสาวผมสีฟางข้าวกำลังต่อสู้กับเหล่าทหารหลายร่างถูกถีบถูกปัดตกลงน้ำทะเลด้วยแรงช้าง แต่กำลังพลหลายคนขึ้นมารวมตัวมากขึ้นจากเสียงสั่นะเืเมื่อครู่
ลูซวิ่งออกไปด้วยความเร็ว เพียงอึดใจก็ถึงด้านหน้าของเด็กสาว มือหนาเกร็งพลังเวทไว้พร้อมตวัดออกไปเป็คมมีดล่องหนโจมตีเหล่าทหารจนาเ็ เืสาดไปหลายนาย
“นาย....หน้าคุ้นๆ ฉันเคยเห็นนายที่ไหนหรือเปล่า” เซเลน่าพูดกับคนที่มาช่วยตนใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบนิ่งราวรูปสลักไร้ที่ติ ผมสีเทาระต้นคอปลิวไปตามลม รู้สึกว่าเหมือนเคยเจอคนแบบนี้เมื่อนานมาแล้ว
“อ่า ช่างเถอะ นายทำลายอาณาเขตนี้ได้ใช่ไหม” เซเลน่าถามกึ่งคาดหวัง แต่ลูซเพียงหันกลับมามองช้าๆด้วยใบหน้านิ่งสนิทไร้คำพูดจา ดวงตาสีรัตติกาลมองพื้นอย่างเงียบงัน
"......"
.......................................
ในอาณาเขตที่ไม่มีใครเห็นและเข้าไปได้เสียงหวดเคียวและเล็บแหลมยาวของอีกฝ่ายปะทะกันด้วยความเร็ว ลูน่าตวัดเคียวทั้งสองฝั่งอย่างคล่องแคล่วอาวุธคล้ายเป็หนึ่งเดียวกับแขนขา ท่วงท่างดงามน่าเกรงขามคล้ายการเต้นรำของยมทูตกระบวนท่าสังหารไม่มีติดขัด แต่ว่าใบเคียวทั้งสองด้านไม่แม้แต่จะโดนชายเสื้อทหารคนนี้เลยทั้งที่เขาใช้มือเพียงข้างเดียวในการต่อสู้ จนกระทั่ง
ชิ้งงงง!!
ทั้งคู่อยู่ในที่ๆคู่ต่อสู้เคยอยู่ลูน่าก้มหน้าถือเคียว ใบเคียวสีแดงมีเืประดับอยู่ อย่างกลมกลืน ไม่ไกลจากที่เธอยืนนักเล็บแหลมนิ้วก้อยของอีกฝ่ายกระเด็นไปอยู่ข้างเท้าเธอ แต่ถึงอย่างนั้น
ขาทั้งสองที่ยืนมั่นกลับทรุดลงอย่างเหนื่อยล้ามือบ้างยันเคียวไว้ไม่ให้ล้ม พร้อมกับเสียงปรบมือของอีกฝ่าย
“โหฝีมือพัฒนาขึ้นมากนักพะยะค่ะ สมแล้วที่สืบสายตรงจากลิลิเธียน เก่งกาจเหมือนเคย” อีกฝ่ายชมเชย ใบหน้าเ้าเล่ห์มีรอยบาดแก้มเล็กน้อยจนเืไหลซิบแต่ยังยิ้มด้วยท่าทางไม่เดือดร้อนผิดกับเด็กสาวที่ไร้าแแต่กลับหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนไร้เรี่ยวแรงจนขาสองข้างแทบยืนไม่อยู่
ลูน่าหอบใช้เคียวยันตัวเองไว้ ดวงตาสีโลหิตมองไปที่คู่แค้นกลั่นเสียงที่เหลือน้อยในปอด ออกมาสถบด่าอีกฝ่ายอย่างเจ็บใจ
“ไอ้เวรแกใช้มนตราโลหิตบทที่5”
“ถูกต้องแล้วพะยะค่ะกระหม่อมทราบว่าถ้าองค์หญิงจะฆ่ากระหม่อมต้องตัดคอเพียงเท่านั้นเลยหาจังหวะใช้เืตัวเองให้เปื้อนใบเคียวพระองค์ระหว่างนั้นก็ร่ายเวทแบบพึมพำไร้เสียงแล้วเอียงหัวเข้าระยะโจมตีของเคียวเล็กน้อยในจังหวะสุดท้ายแต่น่าแปลกใจเหมือนกันที่พระองค์ตัดเล็บกระหม่อมได้” คนพูดเว้นวรรคพลางมองนิ้วที่เล็บหักไป “อ่า...ต้องรอมันยาวอีกแล้ว แต่กระหม่อมก็ว่ามันคุ้มกับที่ให้พระองค์อยู่นิ่งๆสักพัก”
มนตราโลหิตบทที่ห้า เป็กับดักเวทดูดพลังกายของแวมไพร์เงื่อนไขคือต้องร่ายเวทไปด้วยระหว่างสู้ ใช้มือเดียวในการจู่โจมและเืต้องเปื้อนที่อาวุธอีกฝ่ายในจังหวะสุดท้ายโดยไม่ถูกสังหารนับว่ามีความเสี่ยงมาก เพราะนอกจากจะเสียเปรียบการให้เืตนแก่ฝ่ายตรงข้ามไปก็อาจโดนกับดักเวทสวนกับ
มนตราคือลักษณะการใช้เวทมนตร์ที่มีความซับซ้อน มนตราบางอย่างหากยิ่งสร้างเงื่อนไขให้ใช้ได้ยากตามหลักการในปริมาณพลังที่เท่ากัน แล้วสำเร็จเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ผลลัพธ์จะทรงพลังขึ้น
เรียกได้ว่าอีกฝ่ายรู้เื่ของเธอมากเกินไป จนเดานิสัยการกระทำหรือแม้แต่กระบวนท่าต่อสู้ออกล่วงหน้าออก ถึงกล้าทำแบบนี้
ครืนนนนน!!
เสียงรถเอียงจากรางขาด ทำให้ลูน่าที่ได้ยินนึกแผนการศัตรูออกทันทีเงื่อนไขแบบนี้ มนตราแบบนี้ สถานการณ์แบบนี้…..
“นี่มัน พิธีกรรมสร้างศิลามรณะ” เสียงหวานเอ่ยชื่อพิธีอย่างตระหนก ผิดกับอีกฝ่ายที่หัวเราะในลำคอ
“ใช่แล้วพะยะค่ะสมแล้วที่เป็ทายาทเพียงคนเดียวของลิลิธเธียนที่แสนปรีชา ปัญญาล้ำเลิศ” ชายผมม่วงเอ่ยชม ก่อนพูดต่ออย่างยินดี
“ชีวิตของผู้คนหลายพันในรถรางขบวนนี้ คงจะทำให้ศิลาแข็งแกร่งไม่เบาแถมองค์ประกอบครบถ้วนราวกับบังเอิญ ฝ่าาคิดเช่นนั้นใช่หรือไม่”