รถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวกลับลำกลางถนนทันทีหลังจากที่‘ภาคิน’ ขับรถไปส่ง ‘พิมพิกา’ หรือ ‘พาย’ ถึงหน้าประตูรั้วบ้านใหญ่เรียบร้อยแล้ว ในหัวสมองของทนายความหนุ่มวัย 27 ปี กลับเอาแต่นึกกังวลและห่วงใยยัยตัวแสบข้างบ้านที่เขาเพิ่งพ่นคำดุใส่
ชายหนุ่มบึ่งรถย้อนกลับมาที่คลินิกรักสี่ขาอีกครั้ง หวังจะพาเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง
ทันทีที่ฝ่ามือหนาใหญ่ผลักบานประตูกระจกแทรกกายเข้าไปด้านใน ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้เขาใจหายวาบราวกับเหยียบลงบนความว่างเปล่า
ที่กลางเตียงตรวจ ‘หมอทิวากร’ กำลังทรุดตัวย่อเข่าลงต่ำ ค่อย ๆ ใช้สำลีทายาทำแผลที่เรียวขาให้ ‘พิมพ์นลิน’ อย่างอ่อนโยน โดยที่ในอ้อมแขนของเธอยังคงกอดอุ้มลูกหมาจรจัดตัวจิ๋วไว้แน่นทั้งสองคนกำลังพูดคุยเจื้อยแจ้ว และส่งยิ้มหัวเราะเอิ๊กอ๊ากให้กันอย่างสนิทสนมกลมเกลียว ไม่สนใจแม้กระทั่งเสียงกระดิ่งประตูที่เขาเปิดเข้ามา
อาการหงุดหงิดอารมณ์เสียปะทุขึ้นมาในอก เมื่อเห็นคุณหมอทำแผลใกล้เสร็จแล้ว เขาจึงเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหา คว้าข้อมือเรียวของเธอแล้วกำไว้แน่น พิมพ์นลินสะดุ้งใ
"อ้าว! พี่คิน มาได้ยังไงคะ" พิมพ์นลินขมวดคิ้วมุ่นงุนงง แต่ภาคินไม่ตอบ ตะคอกเสียงทุ้มต่ำ ออกคำสั่ง
"พิมพ์นลิน! กลับบ้าน!"
หมอทิวากรเงยหน้าขึ้นสบตาเขียวขุ่นคู่นั้นด้วยอาการสงบ ตอบกลับเสียงเรียบ
“รอสักครู่นะครับผมทำให้ให้คุณนลินใกล้เสร็จแล้ว” แต่อีกฝ่ายเพียงแค่พูดว่า “ครับ”ในขณะที่สายตาของเขามองพิมพ์นลินราวกับเธอเป็สมบัติล้ำค่าของเขา
ภาคินพ่นลมหายใจหนัก ๆ เมื่อเห็นพิมพ์นลิน ยังทำหน้าไม่เข้าใจ เขาแกล้งโกหกคำโตออกไปเพื่อกลบเกลื่อนอาการหัวใจกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ของตัวเอง
"คุณน้า...แม่ของเธอโทรสั่งให้ฉันมารับเธอกลับบ้านเดี๋ยวนี้”
“เหรอคะ? แต่เอ๊ะ นลินบอกคุณแม่ก่อนจะออกมาว่า จะกลับเองนี่ ทำไมยังให้พี่คินมารับ แปลก”
“จะสงสัยอะไรนักหนา กลับได้แล้ว” ภาคินกำชับ
“ค่ะ ค่ะ”
ภาคินมัวแต่คุยกับพิมพ์นลินจนไม่ทันสังเกตเห็นว่า คุณหมอทิวากร มองแบบจับพิรุจในท่าทางและคำพูดของเขาที่มีกับพิมพ์นลิน
พิมพ์นลินรีบจัดแจงยื่นหมาจรตัวเล็กส่งคืนให้คุณหมอ แล้วหันมาอุ้มเ้าดุ๊กดิ๊กขึ้นมากอดแนบอก แค่หญิงสาวยิ้มให้ยังไม่ทันพูดอะไร หมอทิวากรชิงตัดหน้าพูดขึ้นอย่างรู้ใจว่า
“ไม่ต้องห่วงเ้าตัวน้อยตัวนี้นะครับเดี๋ยวหมอให้อยู่ที่มูลนิธิไปก่อน จนกว่าจะหาเ้าของเจอ หรือหาบ้านใหม่ให้ได้”
"พ่อพระมาโปรดแท้ๆยกตำแหน่งคนดีเด่นแห่งปีให้เลยเอ้า ขอบคุณมากนะคะ” พิมพ์นลินโน้มตัวเข้าใกล้หมอทิวากรจนใบหน้าเกือบจะชนกันเอื้อมมือลูบหัวเ้าหมาน้อยตัวเล็กที่ส่งเสียงร้องครางหงิงๆกระดิกหางควงเหมือนสว่าน
“เดี๋ยวพี่ไปเยี่ยมที่มูลนิธินะคนเก่ง”
“งี้ดๆ”
มันตอบรับทำเอาพิมพ์นลินยิ้มแก้มแทบแตก หมอทิวากรอมยิ้ม แต่ภาคินหน้ามุ่ยตาขวาง พิมพ์นลินหันไปเห็นแขวะเขาไปว่า
“ท้องผูกอึไม่ออกหรือไงคะพี่คิน ดูทำหน้าเข้า”
“เดี๋ยวเหอะยัยตัวแสบ ไป๊... กลับบ้าน”
ภาคินทำหน้าบอกบุญไม่รับเดินนำหน้าพิมพ์นลินไปที่ประตูโดยไม่ทักทายหรือบอกลาคุณหมอทิวากรสักคำ
คุณหมอมาดนิ่งรีบเอ่ยปากนัดแนะไล่หลัง
"พรุ่งนี้พาน้องดุ๊กดิ๊กมาทำแผลตามนัดด้วยนะครับคุณนลินหมอจะรอนะครับ"
“โอเคร ค่ะ”
พิมพ์นลินหันไปรับคำยิ้มตอบ แต่ภาคินหันกลับมาตามเสียง เห็นหมอทิวากรส่งสายตาหลงใหลทำเอาภาคินหงุดหงิดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ คิดเพียงแค่ว่าเขาแค่ไม่ชอบใจที่เห็นคนของตัวเองไปยิ้มให้ชายอื่น
ภายในห้องโดยสารของรถสปอร์ตคันหรูที่ขับทะยานฝ่าความเงียบ บรรยากาศร้อนรุ่มราวกองเพลิง ภาคินประคองพวงมาลัยด้วยฝ่ามือที่กำแน่นหน้านิ่วคิ้วขมวดฟึดฟัดไม่เลิกรา ชายหนุ่มปากจัดหันมาตวาดคำด่าต่อว่าเหน็บแนมเธอเสียงดังลั่นรถทันที
"เธอนี่มันเหลือเกินจริงๆพิมพ์นลิน! ห่างสายตาแปดวินาที ทำไมยังมีแผลถลอกปอกเปิกเืซิบเพิ่มขึ้นที่ขาอยู่อีกฮะ!ซ่าดีนักซนเป็ลิงจนเดี๊ยงซ้ำสอง สมน้ำหน้าชะมัด!"
"พี่คินฟังนลินก่อนสิคะ!คือเื่มันเป็อย่างนี้..." พิมพ์นลินพยายามจะอ้าปากอธิบายเหตุการณ์วิกฤตที่เธอวิ่งพุ่งตัวไปช่วยลูกหมาตัดหน้ารถจนตัวเองสะดุดล้ม แต่ทนายใจร้ายกลับยกมือขึ้นตัดบทไม่ยอมเปิดใจรับฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นเพราะกำลังโมโห
"หุบปาก! ฉันไม่สนใจฟังคำจิตอาสารักหมารักษ์โลกไร้สาระของเธอหรอกนะ!" ภาคินตะคอกห้วนประชด พิมพ์นลินถึงกับปากคว่ำลงแววตาเต็มไปด้วยความงุนงง หญิงสาวขมวดคิ้วจ้องหน้าเขาตาเขม็งเถียงกลับไม่หยุดด้วยความขัดเคือง
"นลินล่ะงงกับพี่จริงๆ เลยค่ะ! พี่ภาคินจะมาโมโหฟึดฟัดใส่นลินเื่อะไรคะ!อ๋อ... นลินรู้แล้วค่ะ พี่คินหึงพี่พายเื่คุณหมอกรใช่ไหมล่ะคะ! ถ้าหึงพี่พายนักก็ไปบ่นไปดุพี่พายโน่นสิคะ! จะมาพาลหาเื่ประชดเหน็บแนมใส่นลินทำไม นลินไม่เกี่ยวซะหน่อย นลินไม่ได้ชอบคุณหมอกรสุดหล่อคนนั้นซะหน่อย...แต่นลินน่ะชอบ..."
ประโยคสุดท้ายสะดุดกึกพิมพ์นลินรีบเอามืออวบ ๆ ตะปบปิดริมฝีปากอิ่มของตัวเองไว้แน่นจนเงียบกริบทันควัน!ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความตื่นตระหนก หล่อนเกือบจะเผลอไผลหลุดปากะเิความลับบอกความในใจออกไปแล้ว...ว่าผู้ชายคนเดียวที่เธอแอบชอบมาั้แ่สมัยมัธยมจนถึงปัจจุบันก็คือไอ้พี่ชายข้างบ้านปากจัดใจร้ายที่ชื่อ ‘พี่ภาคิน’ คนนี้ต่างหากล่ะ!
ทว่าสำหรับภาคินที่กำลังหงุดหงิดพลุ่งพล่านอย่างไม่รู้สาเหตุคำพูดที่ค้างเต่งอยู่กลางอากาศกลับสับสวิตช์ความโกรธของเขาให้ะเิออกทันที เสียงล้อรถบดขยี้กับผิวถนนอย่างรุนแรงดัง
“เอี๊ยดดด”
ชายหนุ่มเหยียบเบรกจอดรถเข้าข้างทาง โยกลำตัวเข้าประชิด หันมาซักไซ้ไล่เลียงคาดคั้นเค้นความจริงส่งเสียงดุดันรัวๆ
"แต่เธอชอบใคร?! บอกฉันมาตรงๆนะพิมพ์นลิน! นี่เธอมีความลับแอบซ่อนใครไว้ในใจอยู่แล้วงั้นเหรอฮะ!บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเป็ไอ้หน้าไหน! ไอ้คุณหมอหน้าละมุนคนนั้นใช่ไหม?!" ภาคินคาดคั้นเธอหนักหน่วง หน้านิ่วคิ้วขมวดจนน่ากลัว
"ไม่ใช่! ไม่มีใครทั้งนั้นแหละคะ!"
พิมพ์นลินสะบัดหน้าหนีหล่อนเบือนใบหน้าหวานหันขวับออกไปนอกหน้าต่างรถ ปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งความน้อยใจพรั่งพรูไหลรินอาบแก้มเนียนก่อนจะพึมพำพูดคนเดียวแ่เบาด้วยน้ำเสียงเครือสะอื้น
"...คนอย่างพี่ภาคินจะไปรู้อะไร...คนที่นลินรักและชอบเขามาตั้งนานน่ะ... เขาไม่เคยหันมามองนลิน และไม่เคยเห็นนลินอยู่ในสายตาของเขาเลยสักวินาทีเดียว..."
พิมพ์นลินก้มหน้ากอดเ้าดุ๊กดิ๊กสะอื้นไห้เงียบๆ ทำให้เธอ ‘มองไม่เห็นแววตาและกริยาท่าทางที่เปลี่ยนไปจากเดิมของภาคิน’ เลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ได้ยินประโยคพึมพำตัดพ้อระคนน้อยใจอันแสนบอบช้ำของน้องสาวข้างบ้านทนายความหนุ่มถึงกับอึ้ง ลมหายใจสะดุดกึกแววตาคู่คมกริบที่เคยวาวโรจน์ไปด้วยโทสะแปรเปลี่ยนเป็ความไหววูบ สับสน สั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
หัวใจของภาคินถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงนับั้แ่ตอนที่เขาสังเกตเห็นสายตาคมกริบของหมอทิวากรที่ใช้จับจ้องมองพิมพ์นลินอย่างมีความหมายลึกซึ้งเมื่อครู่สัญชาตญาณของคนปากไม่ตรงกับใจประกาศก้องเตือนภัยในสมองของเขาแล้วว่า...ความรู้สึกหงุดหงิดสติแตกทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคลินิกแท้จริงแล้วไม่ใช่เพราะหวงพิมพิกา ทว่ามันคือ ‘ไฟหึงหวงอันแรงกล้าที่เขากำลังกลัว...กลัวว่าจะมีชายอื่นมาแย่งชิงยัยเด็กดื้อที่ชื่อพิมพ์นลินคนนี้ไปจากชีวิตของเขาต่างหาก!’
และความสับสนปนนี้มันเกิดขึ้นมาเองโดยที่เขาไม่รู้สาเหตุและไม่เข้าใจว่าทำไม
++++++++