ท่ามกลางห้วงอวกาศอันมืดมิดเหนือแดนเซียน แสงจากการปะทะของพลังเซียนะเิออกดุจดวงอาทิตย์อัสดง กองทัพกฎของ หลงเทียนเย่ บุกทะลวงผ่านค่ายกล์เข้าสู่ใจกลางวิมานนิรันดร์เพื่อล้มล้างอำนาจเก่า เสียงโห่ร้องของทหารเซียนนับแสนดังก้องไปทั่วชั้นฟ้าจนเมฆา์กลายเป็สีเื
ที่จุดสูงสุดของแท่นพิธีบวงสรวง สองยอดเซียนระดับ สัจจญาณ กำลังห้ำหั่นกันด้วยกฎแห่งโลกที่พวกเขายึดถือ บรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยวจนมิติแทบปริแตก
เทียนฟงกู่ (เทพสูงสุด) วาดมือเรียก "กฎแห่งลมพายุพินาศ" มวลอากาศกลายเป็ใบมีดคมกริบตัดเฉือนทุกสรรพสิ่ง ขณะที่ หลงเทียนเย่ (ผู้ท้าชิงบัลลังก์) ในร่างกึ่งัดำ คำรามลั่นพร้อมใช้ "กฎแห่งความมืดนิรันดร์" เข้ากลืนกินทุกการโจมตี แรงปะทะระดับเซียนไทยี่ทำเอาวิมานหยกขาวพังทลายเป็ผุยผง
"หลงเทียนเย่! เ้ามันก็แค่ไอ้ัที่ข้าเคยชุบเลี้ยง! คิดจะมาแย่งชิงตำแหน่งเทพสูงสุดจากข้าหรือ?!" เทียนฟงกู่ะโพลางสำลักเืสีทอง
"ท่านแก่เกินไปแล้ว เทียนฟงกู่... อำนาจที่ท่านถือครองมันเน่าเฟะ ข้าจะเปลี่ยนกฎ์ใหม่ด้วยมือของข้าเอง!" หลงเทียนเย่พุ่งเข้าใส่พร้อม กระบี่สยบไตรภพ แทงทะลวงหัวใจของเทียนฟงกู่ได้สำเร็จในที่สุด!
ร่างของ เทียนฟงกู่ หมดสภาพ ในตอนนั้นเองเหล่าผู้าุโและศิษย์ผู้ทำพิธีต่างพากันออกมา “ท่านหลงเทียนเย่ ได้โปรดหยุดเถอะ การกระทำของท่านมีแต่จะนำมาซึ่งความวุ่นวาย”
คนเหล่านี้คือผู้ทำพิธี ทุกพิธีบน์ต้องให้พวกเขาเป็คนทำพิธีถึงจะสำเร็จ พวกเขาเป็กลุ่มคนที่น่าเคารพ ไม่ว่าใครก็ต้องฟังเพราะพวกเขาเป็กลางต่อทุกอย่าง หลงเทียนเย่ พูดด้วยท่าทีเคารพ “ข้าไม่อาจจะให้เขาเป็เทพสูงสุดได้อีก บน์ต่างมีแต่ความวุ่นวายมาหลายหมื่นปี บัดนี้ควรเปลี่ยนมือ” ในระหว่างที่ทุกคนกำลังคุยอยู่
"ฮะๆๆ... เ้าชนะในเชิงยุทธ์ แต่เ้าจะไม่ได้์อย่างสมบูรณ์!" เทียนฟงกู่ยิ้มแสยะอย่างบ้าคลั่ง เขาใช้พลังเฮือกสุดท้ายเผาผลาญตบะสัจจญาณของตนเอง แล้วกวาดสายตาไปที่กลุ่มผู้เฒ่าและศิษย์ที่กำพูดคุยกัน
"หากข้าไม่ได้ครอง... เ้าก็อย่าหวังจะได้รวมเข้ากับกฎแห่งจักรวาล!"
สิ้นคำราม เทียนฟงกู่ลงมือสังหารเหล่าผู้ทำพิธีทั้งหมดในพริบตา! เืสีทองสาดกระเซ็นไปทั่ว หลงเทียนเย่ได้ตำแหน่ง เทพสูงสุด มาก็จริง หากขาดผู้ทำพิธี เขากลายเป็ผู้ครองบัลลังก์ที่ไร้ซึ่งการยอมรับจากกฎจักรวาลอย่างสมบูรณ์ บัดนี้ผู้ทำพิธีได้ตายหมดแล้ว ร่างของ เทียนฟงกู่ ค่อยๆสะลายไป ทิ้งความว่างเปล่าไว้ที่บรรลัง
(โลกเบื้องล่าง)
ขณะที่เบื้องบน์เพิ่งผ่านพ้นการนองเืระดับจักรวาล ที่หมู่บ้านต้นหลิวแห้งในโลกเบื้องล่าง กลับมีเพียงเสียงเหล็กกระทบดินดังสนั่น
"เคร้ง! เคร้ง!"
มู่อันหลาน เด็กสาววัยสิบเจ็ดในชุดผ้าป่านขาดๆ ยันจอบลงกับพื้นดินที่แข็งราวกับหินอย่างเอาเป็เอาตาย นางปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาจนใบหน้ามอมแมม มีเพียงหัวใจสู้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อพยายามจะหาเงินมารักษาน้องสาวที่ป่วยไข้
"พี่สาว... พักก่อนเถอะจ้ะ ฉันเอาน้ำมาให้" เสียงแ่เบาของ มู่อันฉือ น้องสาวขี้โรคเรียกนางมาจากใต้ร่มไม้ มู่อันหลานหันไปมองน้องสาวแล้วใจอ่อนยวบ นางพุ่งเข้าไปกอดน้องสาว (สกินชิพ) พลางเอาหน้าถูไถแก้มผอมๆ ของอันฉือด้วยความรัก
"อันฉือ! เ้าดูนะ พี่สาวคนนี้กำลังจะขุดพบตาน้ำที่จะทำให้เรามีเงินรักษาเ้า และซื้อไก่ย่างตัวโตๆ ให้เ้ากิน!"
"มู่อันหลานนนน! ลูกไปทำอะไรตรงนั้นนนน!" เสียงะโแปดหลอดของ มู่อันไห่ ผู้เป็พ่อเดินหน้าแดงก่ำมาแต่ไกล "พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ไปช่วยแม่เ้าซ่อมแหอยู่ที่บ้าน! พ่อปวดหัวจนจะะเิวันละแปดรอบแล้ว!"
"โธ่พ่อ! หนูขุดคลองเบี่ยงทางน้ำนะพ่อ หนูคิดใหญ่ทำใหญ่ไง!" มู่อันหลานยิ้มร่าพลางเนียนเข้าไปกอดคอพ่อแล้วหอมแก้มซ้ายขวา จนมู่อันไห่ทำตัวไม่ถูก
"รวยอะไรกันล่ะ! กลับบ้านไปหา มู่เหลียนฮวา แม่เ้าเดี๋ยวนี้ แม่เ้าเตรียมแม่สื่อไว้รอที่บ้านแล้ว!"
กลางดึกคืนนั้น ขณะที่มู่อันหลานก้มลงล้างหน้าที่ริมบึงน้ำ นางก็ต้องชะงักแข็งค้าง เมื่อเห็น ภาพสะท้อนของหน้ากากขาวดำลึกลับ ปรากฏอยู่บนผิวน้ำข้างๆ ใบหน้าของนาง
ทว่าเมื่อนางหันกลับไปมองข้างหลัง... กลับพบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีรูปร่างเนื้อหนัง เขาปรากฏตัวให้เห็นได้เพียงในภาพสะท้อนเท่านั้น
"แหม่... กะล่อนใช้ได้เลยนะ 'ท่านเซียนผู้ทำพิธี' ในร่างเด็กน้อยสู้ชีวิต" เสียงทุ้มต่ำแฝงความสนุกสนานดังขึ้นในหัว
มู่อันหลานจ้องมองลงไปในน้ำ "เ้า... เ้าพูดเื่อะไร? ข้าไม่ใช่เซียนอะไรทั้งนั้น!
เงาของหน้ากากมายาในน้ำ "เ้าจะเอาอะไรไปสู้กับโชคชะตา 'เคราะห์รัก' ที่พวกนั้นพยายามยัดเยียดให้เ้าล่ะ?"
"ข้าไม่รู้ว่าเ้าพูดถึงใคร!" มู่อันหลานะโใส่เงาในน้ำ "ข้าแค่จะขุดน้ำ ข้าจะรักษาน้องสาว ข้าไม่สนเคราะห์รักหน้าไหนทั้งนั้น!"
เงาในน้ำเลือนหายไป ทิ้งให้นางยืนอยู่เพียงลำพัง
หลังจากเงาของ หน้ากากมายา เลือนหายไปจากผิวน้ำ มู่อันหลานก็นั่งลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางวักน้ำล้างหน้าที่มอมแมมพลางพึมพำกับตัวเอง "เซียนผู้ทำพิธี? เคราะห์รัก? สงสัยข้าจะทำงานหนักจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วจริงๆ"
นางลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าป่านเก่าๆ สายตาจ้องมองไปยังหลุมดินที่นางขุดทิ้งไว้ แม้ร่างนี้จะไร้ซึ่งพลัง กลั่นลมปราณ แม้แต่ขั้นแรก แต่นางกลับมีพละกำลังมหาศาลอย่างน่าประหลาด ซึ่งนางทึกทักเอาเองว่าเป็เพราะการแบกจอบขุดดินมาั้แ่จำความได้
"เอาเถอะ... จะเป็ใครก็ช่าง แต่ถ้าพรุ่งนี้ขุดไม่เจอตาน้ำ มีหวังพ่อต้องจับข้าไปแต่งงานกับลูกชายเศรษฐีหมู่บ้านข้างๆ แน่" นางบ่นอุบ
ในขณะที่มู่อันหลานกำลังกังวลเื่การแต่งงาน บนแดนเซียนที่เพิ่งอาบไปด้วยเื หลงเทียนเย่ ในฐานะ เทพสูงสุด องค์ใหม่ประทับอยู่บนบัลลังก์หยกที่ร้าวราน บรรยากาศรอบตัวเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายของระดับ สัจจญาณ ที่กดข่มจนทหารเซียนแทบหายใจไม่ออก
"รายงานมา... พบร่องรอยของนางหรือไม่?" เสียงของหลงเทียนเย่ทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยไอสังหาร
"เรียนเทพสูงสุด..." ขุนพลเซียนผู้หนึ่งคุกเข่าตัวสั่น "พบร่องรอยการจุติที่โลกเบื้องล่าง ในเขตหมู่บ้านต้นหลิวแห้ง ดูเหมือนนางจะสูญเสียตบะทั้งหมดและกำลังเผชิญ 'เคราะห์รัก' ตามกฎ์พ่ะย่ะค่ะ"
หลงเทียนเย่กำพนักบัลลังก์จนหินหยกแหลกละเอียด "เคราะห์รักงั้นหรือ? หึ... นางคือเซียนผู้ทำพิธีเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ หากข้าไม่ได้ทำพิธีสถาปนาอย่างถูกต้อง บัลลังก์ของข้าก็เป็เพียงเปลือกนอก"
เขาลุกขึ้นยืน รัศมีัดำแผ่ขยายออกไปกว้างไกล "แล้วแบบนี้จะทำยังไง!"
เซียนตนหนึ่งได้พูดขึ้น “บททดสอบเคราะห์ เป็อะไรที่อันตรายมาก เซียนที่ไม่ผ่านเคราะห์ จิตจะแตกสลายและหายไปในจักรวาล”
เซียนตนพูดขึ้น “ใช้แล้วพะย่ะค่ะ เราจำเป็ต้องให้นางผ่านเคราะห์เพื่อกลับมาที่โลกเซียน เราถึงจะให้นางทำพิธีแต่งตั้งท่านเทพสูงสุดได้”
หลงเทียนเย่คิดหนัก เขาไม่รู้จะทำยังไง “แล้วถ้าเราส่งคนไปดูแลนางจนกว่าจะผ่านเคราะห์ได้ล่ะ?”
ทว่าในมุมหนึ่งของวิมาน เย่เฉินอวี่ ศิษย์เอกของเทพสูงสุดหลงเทียนเย่ กลับกำลังเตรียม เขาไม่ได้สนใจเื่บัลลังก์หรือพิธีกรรม เขาแค่ถูกสั่งเท่านั้น คำพีเื่เล่ามากมายลงในถุง
"ในตำนานกล่าวว่า ท่านป่ายเสวี่ยเฟย ยอดเซียนในตำนานผู้สูงสุดแห่ง์ " เย่เฉินอวี่พึมพำขณะลูบคัมภีร์โบราณในมือด้วยความเทิดทูน "ท่านอาจาร ไม่รู้ว่าจะหางานให้ข้าทำไม ข้าแค่อยากจะนอนอ่านเื่ราวของ ท่านป่ายเสวี่ยเฟยเท่านั้น!"
เช้าวันต่อมา มู่อันหลานไม่ได้ไปที่หลุมดินทันที แต่นางมุ่งหน้าไปยังเล้าหมูหลังบ้าน ที่นั่นมี "เ้าหมูอ้วน" หมูเพศเมียตัวสุดท้ายที่เป็สมบัติล้ำค่าที่สุดของครอบครัวนอนอุตุดอยู่
"เ้าหมูเพื่อนรัก... วันนี้เ้าต้องช่วยข้านะ" มู่อันหลานยิ้มเ้าเล่ห์ นางใช้โคลนทาตัวหมูจนดูสกปรกยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะลากมันไปยังกลางหมู่บ้าน
ที่นั่น หวางต้า และกลุ่มชายฉกรรจ์กำลังนั่งจับเจ่า มู่อันหลานปั้นหน้าตื่นเต้นพุ่งเข้าไปหาทันที
"พี่ชายใหญ่หวางต้า! ข่าวใหญ่! ข่าวใหญ่มาก!" นางะโพลางหอบหายใจ
"อะไรของเ้าอีก ยัยเด็กกะล่อน? วันนี้จะมาหลอกอะไรพวกข้าอีกล่ะ" หวางต้าถามอย่างรู้ทัน
"เปล่าหลอก! เมื่อครู่เ้าหมูอ้วนของข้ามันวิ่งเตลิดไปที่หลุมดินที่ข้าขุดไว้ แล้วดูสิ! เท้ามันเปียกน้ำ! แถมน้ำที่ติดมายังส่งกลิ่นหอมเหมือนน้ำทิพย์!" มู่อันหลานชูเท้าหมูที่นางแอบเอาไปจุ่มน้ำคลองเน่าๆ (แต่แอบใส่แป้งร่ำของแม่ลงไปนิดหน่อย) ให้พวกนั้นดู
"หอมรึ?" พวกชายหนุ่มกรูกันเข้ามาดม "เออ... หอมจริงๆ ด้วย หรือว่า... ใต้โขดหินนั่นมีตาน้ำ์จริงๆ!"
"ข้าบอกแล้ว!" มู่อันหลานรีบเสริม "ถ้าพวกท่านช่วยข้าขุดให้เสร็จภายในเที่ยงนี้ ข้าจะแบ่งทางน้ำให้ผ่านไร่นาพวกท่านก่อนใครเพื่อน แถมใครขุดเจอ 'หยกมรกต' ที่ข้าฝันเห็น ข้าให้เก็บไว้เองเลย!"
ความกะล่อนที่ผสมกับความมุ่งมั่นของนางทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งหมู่บ้านฮึกเหิม พวกเขาคว้าจอบคว้าเสียมพุ่งไปยังจุดขุดคลองทันที โดยไม่รู้เลยว่ามู่อันหลานแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
"รอดไปอีกวัน... ทีนี้ก็เหลือแค่ลุ้นว่าน้ำจะออกจริงๆ ไหม"
นางยิ้มกว้างพลางเดินตามไป ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายลมเย็นเยียบกลับพัดผ่านลำคอ นางชะงักและมองไปยัง อีกด้านพบชายหนุ่มท่าทางไม่ทันโลกกำลังมองหาทาง เขาใช้มือบังแดดแล้วมองไปทั่ว จนเห็น มู่อันหลาน “โอ้ เจอแล้ว”
มู่อันหลานใ ปกติเธอก็หลอกคนไปทั่วอยู่แล้ว หรือว่าเด็กคนนี้จะเป็คนที่มาเพราะรู้ความจริงเื่ที่เธอหลอก
เด็กน้อยแนะนำตัว “ข้าคือ เย่เฉินอวี่ มาที่นี่เพื่อดูแลเ้า” สีหน้าตอนนี้ของ หลงเทียนเย่ ราวกับบอกทั้งโลกว่าข้าผิดเอง ที่ส่ง เย่เฉินอวี่ ไป