ทหารเสือราชินี

    บทที่ 4

    เขาออกจากคฤหาสน์ของลอร์ดฟิทซ์ อแลน ด้วยเงินจำนวนหนึ่งที่พยายามเก็บออมไว้และปราศจากจุดหมายปลายทางที่แน่นอน อันที่จริงเขาไม่ถึงกับสิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะคนอย่างจัสตินไม่ใช่คนขาดเพื่อน และผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเขาในเรื่องนี้ก็คือต้นห้องคนสนิทของท่านบิดานั่นเองมาร์ตินทำงานอยู่ในตำหนักของท่านบิชชัพนานมาก ก่อนที่จัสตินจะจำความได้เสียด้วยซ้ำและได้แสดงความเมตตาแก่เด็กน้อยผู้ถูกประทับตราบาปลงไว้ถึงสองประการ นั่นก็คือ การเกิดมาเป็นลูกไม่มีพ่อ และยังเป็นลูกกำพร้าอีกด้วย จัสตินสำนึกในบุญคุณของมาร์ตินที่หยิบยื่นความอนุเคราะห์ให้แก่เขาเสมอมา และในที่สุดก็สามารถเข้าใจได้ ว่าเพราะเหตุใดมหาดเล็กคนสนิทของท่านพ่อจึงใส่ใจในตัวเขาถึงเพียงนี้จัสตินค่อนข้างแน่ใจ ว่ามาร์ตินจะต้องล่วงรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ยังจะมีเหตุผลอื่นใดที่จะนำมาใช้อธิบายความเอื้อเฟื้อที่เขาให้แก่จัสติน ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นในค่ำวันที่บิชชัพ ผู้เป็นบิดา จัดเลี้ยงอาหารค่ำขึ้นอีกเล่า...?ขณะตามจัสตินออกมาที่คอกม้านั้น มาร์ตินได้ให้ชื่อญาติคนหนึ่งของตนมา บุคคลผู้นั้นเป็นอัศวินแห่งแฮมไชร์ ซึ่งสามารถจะรับเขาเข้าไว้ทำงานได้ ถ้าจัสตินประสงค์จะทำงานอยู่ด้วยเนื่องจากเด็กหนุ่มไม่มีทางจะขอใบรับรองจากลอร์ด ฟิทช์ อแลนได้ ดังนั้นจดหมายแนะนำตัวจากมาร์ติน จึงเป็นยิ่งกว่าของขวัญจากพระเจ้า...จัสตินได้ควบม้ามุ่งหน้าลงไปทางทิศใต้ โดยมีแอนโดเวอร์เป็นจุดหมายปลายทางแต่การเดินทางด้วยความมุ่งมั่นของเขาต้องจบลงด้วยความผิดหวัง เนื่องจากญาติของมาร์ตินผู้นั้น เดินทางไปพำนักอยู่ในนอร์มังดี และจะไม่กลับมาจนกว่าจนจะถึงฤดูสปริง...เมื่อเป็นเช่นนี้ จัสตินก็ตกอยู่ในสภาพของคนหลงทาง เขาจำเป็นต้องเดินทางต่อไปจนกระทั่งถึงวินเชสเตอร์ ทั้งนี้เพราะไม่มีทางที่จะไปไหนได้อีกแล้วขณะนี้เหล้าเอลในถ้วยตรงหน้าใกล้หมดแล้ว...เขามีเงินเหลือพอจะซื้อถ้วยที่สองหรือไม่หนอ...? เห็นจะไม่ได้...นอกเสียจากจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นขณะที่เขาเดินทางกลับไปยังโรงแรมที่พักเท่านั้น...เสียงบานประตูกระแทกกันเมื่อถูกเปิดออกต้อนรับลูกค้าใหม่ที่ก้าวเข้ามาในร้านพร้อมกันสองคนที่แต่งตัวดีกว่าคนอื่นๆ ที่นั่งรวมตัวกันอยู่ในร้านก่อนหน้า ทั้งยังร้องสั่งเหล้ามาดื่มด้วยน้ำเสียงรื่นเริง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งตรงโต๊ะเสียด้วยซ้ำ และหลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็ต่อรองราคากับโสเภณีเสียงเอ็ดอึง ซึ่งทำให้ทุกคนในร้านต้องพลอยเงี่ยหูฟังตามไปด้วยปกติแล้ว จัสตินไม่มีนิสัยแอบฟังเรื่องส่วนตัวของคนอื่น ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้น แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินผู้ชายคนหนึ่งร้องเรียกอีกคนหนึ่งออกมาว่า...ออเบรย์... และผู้ชายคนที่สามก็เดินเซซังเข้ามาในร้านเข้าไปหาเพื่อนทั้งสองที่พยักพเยิดเรียกอยู่ตรงโต๊ะจัสตินจําต้องทรุดตัวลงนั่งอีกครั้งยกถ้วยเหล้าขึ้นดื่มจนหมด อันที่จริงชื่อออเบรย์เป็นชื่อที่สามัญมาก...แต่เขาจะต้องสะดุ้งทุกครั้งที่ได้ยินมันเช่นนั้นหรือ...? สำหรับชื่อของเขาเองนั้นดูจะไม่เหมือนใครอื่น และบ่อยครั้งที่เขาจะต้องอธิบายให้ใครบางคนเข้า ใจ ว่ามันเป็นชื่อของนักบุญคริสเตียนในยุคต้นๆ แต่ขณะเดียวกันก็อดคิดสงสัยอยู่ในใจไม่ได้ ว่าเพราะเหตุใดท่านบิชชัพผู้บิดาจึงเลือกชื่อนี้ให้...?และเขาก็ยังคิดสงสัยต่อไปด้วย ว่าถ้ามารดายังมีชีวิตอยู่จะตั้งชื่อเขาว่ากระไร...เขาไม่เคยมีความรู้อะไรเกี่ยวกับนางเลย ไม่รู้แม้แต่ชื่อ และก็จะไม่มีทางรู้อยู่ดี เพราะบุคคลที่เขาควรจะถาม เป็นบุคคลสุดท้ายในโลกนี้ที่เขาจะพูดด้วยและแล้ว มันก็ยังมีอีกชื่อหนึ่งที่ก้องเข้ามาในหู สามารถเรียกความสนใจของเขาได้พอๆ กับชื่อ “ออเบรย์” ทีเดียว ขณะนั้นลูกค้ารายใหม่ของร้านกำลังคุยโขมงแกมติดตลกเกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างลึกลับของพระเจ้า ริชาร์ด อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องที่จัสตินเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วหลายครั้งแต่สิ่งที่เรียกความสนใจก็คือ การที่บุคคลผู้นั้นเอ่ยถึงพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินนั่นเอง“ผมจะบอกให้พวกคุณได้รับรู้ไว้นะ...” คนที่ชื่อออเบรย์ย้ำด้วยเสียงหนักแน่น “ว่าถึงยังไงๆ น้องชายของพระองค์จะต้องคิดวางแผนชั่วร้ายขึ้น ทหารที่รักษาการณ์อยู่ในปราสาทคนหนึ่งเล่ามาให้ฟัง ว่าเขาได้ยินว่าขณะนี้เจ้าชายจอห์นกำลังจ้างคนเอาไปฝึกทหารเป็นการใหญ่ อันที่จริงคุณสองคนที่โง่เง่าไร้สติปัญญาในเรื่องการทำมาหากิน น่าจะใช้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างนะ เพราะเจ้าชายองค์นี้น่ะไม่ธรรมดาหรอก และถ้าผู้ชายคนไหนก็ตามยังมีชีพจรเต้นอยู่ในร่างกายและรู้จักวิธีตวัดปลายดาบแล้วละก้อรับรองว่าจะได้เป็นทหารในกองทัพของเจ้าชายจอห์นแน่”แขกที่เข้าพักในโรงแรมข้างทางแห่งนี้จำเป็นจะต้องนอน ร่วมเตียงกันทั้งนี้เพราะความเป็นส่วนตัว ถือเป็นความฟุ่มเฟือย ที่ไม่มีผู้ใดในโลกของพวกเขารู้จัก จัสตินได้แต่นอนหลับๆ ตื่นๆ เนื่องจากถูกเบียดอยู่ตรงกลาง ระหว่างชายแปลกหน้าสองคนที่แข่งกันกรนอยู่ และเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าก็พบว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาหิมะได้ตกลงมาทับถมจนขาวโพลนไปทั่ววินเชสเตอร์เริ่มตื่นขึ้นจากการหลับใหลแล้ว ทหารยามที่รักษาการณ์อยู่ตรงประตูเมืองโบกมือให้จัสตินผ่านประตูด้านทิศตะวันออกไปได้ และจัสตินก็มุ่งหน้าออกจากตัวเมืองไปตามเส้นทางสายที่มีชื่อว่าอัลเรสฟอร์ด ท้องฟ้าเป็นสีตะกั่ว จัสตินขี่ม้าไปได้ไม่ถึงหนึ่งไมล์หิมะก็ตกลงมาอีก บนเส้นทางสายนั้นไม่มีผู้คนสัญจรไปมาเลย จะมีก็แต่ร่างของมนุษย์คนหนึ่งที่ขดตัวอยู่ข้างถนน ซึ่งจัสตินบังเกิดความสงสัยว่า เพราะเหตุใดที่ทำให้เขาต้องออกมาขอทานอยู่กลางหิมะเช่นนี้ จนเมื่อบังคับม้าให้วิ่งเข้าไปใกล้เขาจึงได้คำตอบจากกระดิ่งทองเหลืองที่วางอยู่ข้างขันขอทาน ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อนจะต้องวางไว้เช่นนั้นเป็นการเตือนให้ผู้คนที่จะเข้าใกล้ตัวได้รับรู้จัสตินสงสารขอทานโรคเรื้อนมาก พวกเขาคือผู้ถูกทอดทิ้งจะมีผู้เหลียวแลก็แต่พระเจ้าเท่านั้น รู้สึกเสียใจเหลือเกินที่ตนเองไม่มีกำลังมากพอจะให้ความช่วยเหลือได้ จึงได้แต่ทักทายออกไปว่า“สวัสดียามเช้า เพื่อน”ใบหน้าของชายคนนั้นซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมสำหรับพวกโรคเรื้อน ซึ่งช่วยปิดบังสภาพของโรคร้ายที่เขาได้รับอยู่ ถึงกระนั้นจัสตินก็ยังพอจะมองเห็นมือที่กุดด้วน มีเพียงตอนิ้วที่โผล่ให้เห็นความทุกข์ใจที่ตนเองกำลังประสบอยู่ดูจะเลือนหายไปในบัดดล จัสตินล้วงลงไปในถุงเงิน เมื่อได้เงินเหรียญขึ้นมาก็หย่อนลงในขันเสียใจอยู่บ้างที่เขาไม่สามารถให้ได้มากกว่านั้น และขอทานผู้นั้นก็กล่าวคำขอบคุณ ทั้งยังอวยพรให้กับการเดินทางของ จัสตินด้วยการกล่าวว่า“ขอพระเจ้าทรงคุ้มครองท่าน”เส้นทางปกคลุมอยู่ด้วยหิมะและแผ่นน้ำแข็ง ออกจะโชคดีที่ม้าของจัสตินมีฝีเท้าที่หนักแน่นมั่นคง แต่ก็ไปได้ช้ามาก เพราะจัสตินไม่กล้าเสี่ยงต่อความปลอดภัยของมัน ม้าที่เขาตั้งชื่อให้ว่าคอปเปอร์ เป็นสมบัติมีชีวิตที่เขาภาคภูมิใจอย่างที่สุด รู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างมากที่ได้เป็นเจ้าของมัน ที่เขาสามารถซื้อม้าตัวนี้ มาได้ เป็นเพราะเขาให้ราคาสูงกว่าพ่อค้าขายเนื้อนิดหน่อยเท่านั้น และกำลังวังชาของมันก็ถดถอยเต็มที เขาต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่จะบำรุงให้มันมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็คุ้มค่ากับความยากลำบากและเวลาที่เสียไป เขายื่นมือไปตบแผงคอมันเบาๆ แล้วก็รีบเป่ามือเพื่อให้เกิดความอบอุ่น ความหนาวเย็นของอากาศแทบจะทำให้มือชาด้านเจ้าของโรงแรมบอกกับเขาว่า หมู่บ้านอัลเรสฟอร์ดนั้น อยู่ไกลจากวินเชสเตอร์เพียงแค่เจ็ดไมล์ และหมู่บ้านอัลตันอยู่ไกลจากนั้นอีกประมาณแปดไมล์ ซึ่งถ้าเป็นช่วงฤดูร้อน จัสตินสามารถเดินทางในระยะสามสิบไมล์ได้โดยไม่เดือดร้อน และยังจะถึงที่หมายก่อนยามค่ำเสียด้วยซ้ำแต่สำหรับวันนี้ ถ้าเขาสามารถไปถึงหมู่บ้านอัลตันได้ก่อนค่ำ ก็ต้องถือว่าโชคดีมากแล้วและจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้นยังจะต้องเดินทางอีกยี่สิบไมล์เพื่อไปให้ถึงกิลด์ฝอร์ดและจะเหลือระยะทางอีกสามสิบไมล์จากกิลด์ฟอร์ดจึงจะถึงจุดหมายปลายทาง คือลอนดอน ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเขาจะต้องใช้เวลาอยู่บนเส้นทางสายต่าง ๆ อีกสามหรือสี่วัน ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วยมันช่างเป็นระยะทางและระยะเวลาอันยาวนานเสียเหลือเกินจัสตินหย่อนสายบังเหียนลง เพื่อให้คอปเปอร์ได้พักผ่อนบ้างเขาได้เลยโรงพยาบาลเซ้นท์ แมรี่ แม็กดาเลน อันเป็นที่พำนัก ของผู้ป่วยโรคเรื้อนมาไกลมากแล้ว และเส้นทางก็ลาดต่ำลงเรื่อยๆ ด้วยเทือกเขาเซ้นท์ ไจล์ส คล้อยอยู่ทางเบื้องหลังในยามนี้ จัสตินมีความรู้สึกว่าตนเองกำลังเดินอยู่บนทางสายเปลี่ยว ตลอดเส้นทางที่ผ่านมานั้น เขาได้พบเพียงขอทานขี้เรื้อนเพียงคนเดียวเท่านั้นหรือว่าการขี่ม้ามุ่งหน้าเข้าสู่กรุงลอนดอนจะเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลา...?