ตอนที่ 5 เชือกผูกรองเท้าของเ้าหญิงรินอา 1
รถคันหรูของคุณนันทิศเข้ามาจอดหน้าเรือนไทยสองชั้นหลังใหญ่มีชายฉกรรจ์สิบคนยืนเรียงแถวรออยู่ทันทีที่ประตูรถเปิดคุณนันทิศก้าวลงจากรถชายทั้งสิบก็ยกมือไหว้เ้านายของตนเอง
“นับจากวันนี้เป็ต้นไป ห้ามใครเอ่ยถึงคุณวาอีกเป็อันขาด” น้ำเสียงคุณนันทิศเด็ดขาดทุกคนที่มายืนเรียงแถวต่างตอบรับคำของผู้เป็นาย
“ทันทีที่ยายรินมาถึงไร่” คุณนวลหงส์เสริมน้ำเสียงออกสั่น ๆดวงตาแดงก่ำ “ยายรินคือลูกสาวคนเดียวของฉันทุกคนจำไว้ฉันมีลูกสาวเพียงแค่คนเดียว”
“ทุกคนเตรียมเครื่องมือมาพร้อมหรือยัง”คุณนันทิศรีบตัดบททันทีเมื่อเห็นว่าน้องสาวเริ่มน้ำตาคลอ
“พร้อมครับ”
“งั้นก็ลงมือได้เลย”
ชายฉกรรจ์ทั้งสิบหอบหิ้วเครื่องไม้เครื่องมือไม่ว่าจะเป็ค้อนปอนด์ขนาดใหญ่ เครื่องเจาะพื้นซีเมนต์ เครื่องมือช่างอีกหลายชิ้นเดินตามหลังคุณนันทิศมุ่งหน้าไปที่เนินสูงถัดไปจากเรือนไทยหลังใหญ่สักห้าสิบเมตรตรงนั้นมีบ้านสองชั้นหลังเล็ก ๆ ้าเป็ดาดฟ้ามีชุดเก้าอี้ผนังห้องทุกด้านเป็กระจกใสมีระเบียง เก้าอี้ไม้ตัวยาว และเปลไม้มองจากด้านนอกเห็นข้าวของด้านในรู้ได้ในทันทีว่าเรือนเล็กหลังนั้นเป็ที่สำหรับใช้วาดภาพและอ่านหนังสือ มีโต๊ะ โคมไฟ ขาตั้งวาดภาพ ชั้นวางหนังสือ ดินสอ สีน้ำและเครื่องเขียนจำนวนมาก
คุณนันทิศคนนำหน้าเดินมาหยุดตรงประตูเรือนหลังเล็กเหนือประตูบานไม้เขียนด้วยตัวหนังสือที่ใช้เชือกฟั่นขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือหลายสีสลับกันว่า“เรือนแก้วของรินอารี”
“ลงมือได้เลย” คุณนันทิศสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“ครับนาย”
ขณะที่หัวหน้าคนงานทั้งสิบเตรียมเครื่องไม้เครื่องมืออยู่นั้นโทรศัพท์มือถือของคุณนันทิศก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล”
“คุณนันทิศจะทุบเรือนแก้วของคุณหนูไม่ได้นะคะ”เสียงของบุญเรือมแว่วมาจากโทรศัพท์ของคุณนันทิศ “คุณหนูจำได้แล้วว่าตัวเองมีเรือนแก้วจะทุบทิ้งไม่ได้นะคะ”
“...”คุณนันทิศนิ่งอึ้งครู่หนึ่งก่อนจะะโบอกกับหัวหน้าคนงาน
“ทุกคนหยุดก่อน”
“ครับนาย” คนงานทุกคนตีสีหน้างง ๆ
“แล้ว... แล้วยายรินจำได้ไหมว่าใครเป็คนสร้างเรือนแก้วให้”คุณนันทิศเสียงไม่สู้ดีนัก
“บุญเรือมบอกว่า คุณนันทิศเป็คนสร้างให้ค่ะ”
“ดีมาก” คุณนันทิศน้ำเสียงแจ่มใสสีหน้าดีขึ้น “ดีมากบุญเรือมขอบใจมาก”
พอบุญเรือมวางสายคุณนันทิศก็หันไปพูดกับคนงานที่พากันจับถือเครื่องไม้เครื่องมือรอฟังคำสั่งต่อไปจากผู้เป็นาย
“เอาละทุกคนฉันเปลี่ยนใจจะไม่ทุบเรือนแก้วกลับไปดูแลคนงานกันต่อได้แล้ว”
“ครับนาย” ตัวแทนหัวหน้าคนงานตอบรับก่อนจะหันไปบอกเพื่อน ๆ“ไปพวกเรากลับไปทำงานกันต่อ”
หลังจากคุณนันทิศขึ้นเรือนหลังใหญ่หัวหน้าคนงานทั้งสิบก็พากันมุ่งตรงไปยังไร่ส้มที่กว้างขวางมีคนงานหลายร้อยคนพากันดูแลต้นส้มแต่ละต้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
“พี่” หัวหน้าคนงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้น“ได้ข่าวว่าคุณรินฟื้นแล้วเหรอ”
“เออ ทำไมวะ”
“โล่งอก”
“โล่งอกอะไรของแกวะ”
“อ้าวพี่... ก็โล่งอกที่คุณนายไม่ต้องเสียคุณรินไปอีกคนนะสิ”
“เออวะ เอ่อเฮ้ย...แล้วเองอย่าเสือกพูดถึงคุณวาขึ้นมาเชียวละไม่งั้นมีหวังเองซวยแน่เห็นคุณนันทิศแกใจดีอย่างนั้นบทจะร้ายขึ้นมาแกไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นแหละ”…
หนึ่งเดือนต่อมาที่สนามบินเมืองเชียงใหม่
“ค่ะแม่ รินมาถึงเชียงใหม่แล้วค่ะ”
รินอารีสวมเสื้อไหมพรหมสีน้ำตาลอ่อนทับเสื้อยืดสีฟ้ากระเป๋าสะพายข้างสีเดียวกันกับเสื้อไหมพรหมกระโปรงสีครีมยาวไปจนถึงข้อเท้าแต่ทว่ารองเท้าผ้าใบสีแดงข้างซ้ายของหล่อนนั้นเชือกผูกรองเท้าหลุดปล่อยยาวเหมือนงูสะบัดลากหางไปตามพื้นเ้าตัวยังคงเดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ พร้อมกับคุยโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์
“ยังค่ะแม่ รินยังไม่อยากกลับไร่ค่ะ รินอยากอยู่ที่ร้านก่อน อยากวาดภาพด้วยบอกป้าลุงด้วยนะคะ คงอีกสักสองสามอาทิตย์ถึงจะกลับไร่” รินอารียิ้มก่อนจะพูดกึ่งเสียงกระซิบ“ยังไม่ครบเดือนเลยนะคะแม่”
รินอารีเดินมาเรื่อย ๆ จนผู้คนเริ่มบางตาตรงนั้นมีเก้าอี้นั่งพักติดกันเป็แถวยาวอยู่สองแถวหล่อนเลือกนั่งแถวหน้าเก้าอี้ตัวที่สองจากทางด้านซ้ายของแถว
เมื่อนั่งเงียบอยู่พักหนึ่งหล่อนก็เริ่มรู้สึกว่าคุ้นเคยกับเก้าอี้ตัวนี้เหลือเกินและร้านค้าแถวนั้นก็คุ้นหูคุ้นตาเป็อย่างดี ขาดแต่เพียงอะไรสักอย่างที่ไม่สามารถนึกภาพออกหล่อนเริ่มนั่งเหม่อลอยสำรวจไปรอบ ๆ แต่เมื่อหันกลับมาหล่อนก็ใมีผู้ชายผมยาวสวมเสื้อผ้าเหมือนกับพวกศิลปินวาดภาพมายืนอยู่ตรงหน้า
“...” รินอารีใกุมมือที่ยังถือโทรศัพท์แนบเข้ากับอก
“...”
ชายหนุ่มคนนั้นไม่พูดอะไรเขาเพียงแต่จ้องหน้าและสบตารินอารีพร้อมกับตีสีหน้าสงสัยแต่ชั่วครู่เขาก็โน้มตัวลงพร้อมกับยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของรินอารี
“อะไรคะ” รินอารีใอีกครั้ง
“...” ชายหนุ่มยังคงเงียบ
“นี่เรารู้จักกันเหรอคะ”
“...” ชายหนุ่มก็ยังเงียบ
“คุณคะ คุณรู้จักรินอย่างนั้นเหรอคะ”รินอารีเริ่มวิใหนึ่งหล่อนอยากลุกหนีแล้วเรียกให้คนแถวนั้นช่วยแต่อีกใจหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาอาจจะเป็คนที่หล่อนรู้จัก เพราะดู ๆไปแล้วชายหนุ่มแปลกหน้าก็ดูผิวพรรณสะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าก็สะอาดตาออกจะมีกลิ่นหอม ๆคล้ายกับกลิ่นของดอกไม้โชยมาด้วยซ้ำ
“ถ้ารู้จักกันก็อย่าแกล้งรินเลยค่ะ เพราะรินจำไม่ได้จริง ๆ”รินอารีเอนศีรษะไปข้างหลังออกห่างใบหน้าเขานิดหนึ่งในใจหล่อนคิดว่าชายหนุ่มเป็คนรู้จักแต่คงเพราะด้วยนิสัยแสนซนของหล่อนที่คอยชอบแกล้งคนอื่นคนรอบข้างหรือคนรู้จักคงจะอยากแกล้งหล่อนกลับบ้าง
“...”
ชายหนุ่มยังเงียบแต่คราวนี้เขายิ้ม และค่อย ๆเลื่อนใบหน้าถอยห่างจากรินอารีทำให้หล่อนหันกลับมาสบตาเขาอีกครั้งและเมื่อสายตาของหล่อนสบตาเข้ากับรอยยิ้มของเขารินอารีก็มีความรู้สึกแปลกๆ กับรอยยิ้มนั้นมันเป็ครั้งแรกที่หล่อนรู้สึกแบบนั้นนับั้แ่ที่ออกจากโรงพยาบาล แต่แล้วครู่ต่อมารินอารีก็สะดุ้งตื่นอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มแปลกหน้านั่งคุกเขาลงตรงหน้าพร้อมกับเอื้อมมือขวาไปคว้าข้อเท้าของซ้ายของหล่อนแล้วดึงมันเข้ามาหาตัวเขาอย่างรวดเร็ว
“นี่ คุณจะทำอะไรริน”
รินอารีเสียงดังและกำลังจะะโให้คนช่วยแต่วินาทีนั้นเองหล่อนก็รู้ได้ถึงเจตนาของอีกฝ่ายราวกับเป็เื่ที่คุ้นเคยขึ้นมาทันทีเมื่อได้เห็นว่าเชือกผูกรองเท้าของตัวเองข้างนั้นปมหลุดปล่อยเชือกลากยาว
ชายหนุ่มไม่พูดอะไรก้มหน้าก้มตาผูกเชือกรองเท้าให้รินอารีอย่างช้าๆ ราวกับว่ามันเป็งานศิลปะชิ้นสำคัญกับชีวิตของเขา
รินอารีมองดูเขาอยู่เงียบ ๆ และเมื่อเพ่งดูใบหน้าของเขาให้ชัดๆ ใบหน้ารูปเล็ก คิ้ว ดวงตา จมูก ริมฝีปาก คางเล็กแหลมใบหน้ารูปนั้นเหมาะที่จะเป็ใบหน้าของหญิงสาวมากกว่า แต่ถึงอย่างไรใบหน้ารูปนั้นก็ทำให้หัวใจของรินอารีเต้นผิดจังหวะไปเสียแล้ว...เขาเป็ใคร... หล่อนนึกในใจ
“ที่รัก ดูสองคนนั้นสิ”หญิงสาวชาวต่างประเทศผมสีทองเดินมากับแฟนพูดออกมาเป็ภาษาอังกฤษ“คุณน่าจะผูกเชือกรองเท้าให้ฉันบ้างเวลาที่มันหลุด”
“พวกเขาน่ารักมาก” แฟนหนุ่มพูดบ้าง
“...” รินอารีได้ยินและหันไปยิ้มอาย ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งสองคน
“เอาละ เสร็จแล้ว”คำพูดประโยคแรกของชายหนุ่มเขายิ้มให้กับงานชิ้นโบว์แดงของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตารินอารีแล้วส่งยิ้มให้รินอารี“เสร็จแล้ว... ร้องเท้าของเ้าหญิง”
“...” รินอารีนิ่งอึ้ง ในใจของหล่อนคิดว่าคงจะเป็คนรู้จักที่หล่อนจำเขาไม่ได้เป็เพราะอุบัติเหตุทำให้สมองกระทบกระเทือนรินอารีเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชักสีหน้าสงสัย
“...” ชายหนุ่มแสดงสีหน้าเช่นเดียวกับรินอารี
“ว่าไงคะ ถ้ายังไม่บอกว่าเป็ใคร รินจะไปแล้วนะคะ”รินอารียิ้มให้กับชายแปลกหน้า
ชายหนุ่มสีหน้าเปลี่ยนทันทีแววตาเขาดูผิดหวังและเศร้าสร้อยลงอย่างเห็นได้ชัดรินอารีประหลาดใจอีกครั้งเมื่อได้เห็นว่าแววตาของเขาฉายแววแห่งความโศกเศร้าและผิดหวังออกมาได้รวดเร็วอย่างนั้นหล่อนนิ่งอึ้งไม่เข้าใจเพราะเหตุใดแววตาคู่นั้นถึงได้ดูโดดเดียวและอ้างว้างอย่างนั้นและก็เพราะอะไรมันถึงได้มีอิทธิพลชักจูงความรู้สึกของหล่อนให้คล้อยตามไปกับความรู้สึกของเขาในทันที
ชายหนุ่มค่อย ๆ ยืนขึ้นด้วยสีหน้าผิดหวังและไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรรินอารีที่นั่งอึ้งอยู่นั้นลุกขึ้นตามชายหนุ่มเหมือนกับหล่อนกำลังโดนมนต์สะกดบางอย่าง
วินาทีนั้นเองที่สายลมวูบหนึ่งพัดมาอย่างละมุนในความรู้สึกของรินอารี แต่ไม่เพียงแค่นั้นสายลมที่ว่ายังรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยรินอารีและชายแปลกหน้ายืนนิ่งสบตากันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง
“คุณครับ” เสียงเรียกทุ้ม ๆ
“คะ” รินอารีหันไปที่ต้นเสียง
“คุณค่อย ๆ ขยับมาทางผมนะครับ”
ชายร่างใหญ่พูดกับรินอารีเสียงกึ่งกระซิบและเมื่อรินอารีหันกลับมาก็พบว่ามีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่อีกสองคนค่อยๆ เข้ามาประกบข้างชายแปลกหน้าที่เพิ่งผูกเชือกรองเท้าให้กับหล่อนทางด้านหลังมีเ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานรักษาความปลอดภัยของสนามบินยืนคุมสถานการณ์อยู่
“...”
รินอารีนิ่งเงียบ หล่อนรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที มือเท้า แขน ขาเย็นวาบขณะที่เหงื่อเริ่มผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สีหน้าถอดสีซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัดหล่อนคิดในใจว่าชายแปลกหน้าคนนั้นต้องมีอะไรที่เป็อันตรายอย่างแน่นอนหรืออาจจะมีอะไรสักอย่างอยู่ในกระเป๋าสะพายข้างก็เป็ได้
...กระเป๋าสะพายข้างแย่แล้ว... รินอารีรู้สึกกลัวขึ้นมาสุดขีด
“ทำไมเธอถึงไม่ได้สังเกตเห็นกระเป๋าสะพายข้างนั่นแต่แรกนะโธ่ยายรินอารี” รินอารีนึกโทษตัวเองที่ไม่ได้สังเกตชายแปลกหน้าให้ดีด้วยเหตุผลต่างๆ นานา
“ไม่ต้องกลัวนะครับ” เสียงทุ้ม ๆ จากผู้ชายคนเดิม“เขาไม่ทำร้ายใครหรอกครับ”
“ค่ะ” รินอารีเสียงออกสั่น ๆ
ไม่กี่วินาทีชายเสียงทุ้มก็แทรกกลางระหว่างรินอารีกับชายแปลกหน้าได้สำเร็จรินอารีรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกและยิ่งอุ่นใจเมื่อเห็นขนาดร่างกายที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างชายสามคนกับผู้ชายที่ผูกเชือกรองเท้าให้หล่อน