หัวใจพลัดหลงในดงดอกรัก

    ตอนที่ 9 : ชีวิตหลังไฟมอด

    ตอนที่ 9 : ชีวิตหลังไฟมอด 

    สายลมยามบ่ายเหนือแม่น้ำโขงเริ่มอ่อนลงเหมือนเหนื่อยไปพร้อมกับคนแก่ที่นั่งนิ่งอยู่นานเกินชั่วโมง

    ชัยยศขยับตัวเล็กน้อย หัวไหล่รู้สึกล้า ๆบอกให้รู้ว่าเขาควรลุกไปเดินสักพัก

    แต่หัวใจกลับยังติดอยู่กับ “คืนก่อนเครื่องขึ้น”

    คืนที่ปีใหม่ยืนอยู่ในโลกของเขาเต็ม ๆ เป็๞ครั้งสุดท้าย

    เขาหลับตาลงหายใจลึกอีกครั้ง ปล่อยให้ชีวิตหลังจากนั้นค่อย ๆไหลกลับมา

    ชีวิตที่ไม่มีปีใหม่อยู่ข้าง ๆ

    ชีวิตที่เงียบกว่าที่คิด และวุ่นกว่าที่ใจจะทันตั้งตัว

    ⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯

    หลังจากวันนั้น…

    คอนโดห้องนั้นกลายเป็๞ที่ ๆ เขาไม่กล้าไปเหยียบอีกพักใหญ่

    มหาวิทยาลัยก็เหมือนเดิม
    ตึกเดิม
    โต๊ะเดิม
    ห้องสมุดเดิม
    โรงอาหารเดิม

    แต่ขาด “คน ๆ หนึ่ง” ที่เคยเดินอยู่ในทุกมุมจนเคยชิน

    จากเดิมที่เขามักเห็นปีใหม่ในมุมใดมุมหนึ่งของคณะเกือบทุกวัน—
    หน้าตึกเรียน
    ในห้องชมรม
    ร้านกาแฟ
    ลานกิจกรรม

    อยู่ดี ๆ ทุกอย่างก็ว่างโล่ง

    เหมือนโดนปิดเสียงดนตรีในผับในวินาทีเดียว

    แรก ๆ เขายังเผลอหันไปมองตามสัญชาตญาณเวลาเดินผ่านโต๊ะที่เธอเคยนั่ง
    ห้องที่เธอชอบอ่านหนังสือ
    มุมที่เธอเคยเอาขนมมาวาง แล้วบ่นเ๹ื่๪๫อาจารย์ให้เขาฟัง

    ทุกครั้งที่หันไป…ก็เจอแต่เก้าอี้ว่าง

    ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าห้องที่เคยมีคนอยู่แล้วเหลือแต่กลิ่นจาง ๆ

    ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า
    แต่ยิ่งวันผ่านไป กลิ่นนั้นก็ยิ่งจางลง

    เขาเริ่มรู้สึกว่า—
    คนเราหายไปจาก “ที่เดิม” ได้ง่ายกว่าที่คิด

    เหลืออยู่…ก็แค่ในหัว

    ⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯

    ๰่๥๹สองอาทิตย์แรกหลังปีใหม่บินไป

    เขาบอกตัวเองว่า “เดี๋ยวเธอก็โทรมา”

    ต่างประเทศ…
    ก็มีโทรศัพท์อยู่แล้วนี่

    แต่โทรศัพท์ห้องเช่าเงียบสนิทมีแต่เสียงเพื่อนโทรมาชวนอ่านหนังสือหรือชวนไปเตะบอล

    เขาเองก็ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง
    จะโทรไปเบอร์บ้านเธอ แล้วบอกว่า “ขอคุยกับคนที่อยู่ต่างประเทศ” เหรอ

    แค่คิดก็แปลกแล้ว

    เขาเลย…ปล่อยทุกอย่างลอยไปในอากาศ

    “รอให้เขาติดต่อมาก่อน”
    เป็๞คำอธิบายตัวเองที่ฟังดูปลอดภัย

    แต่ผ่านไปอีกสองสัปดาห์
    ก็ไม่มีเสียงจากเธอเข้ามาเลย

    มีแค่ข่าวหลุด ๆ จากเพื่อนในคณะ

    “ได้ยินว่าพี่ปีใหม่ไปดีเว้ย รูปที่ส่งกลับมานี่แต่งชุดสูทเข้าบริษัทด้วยนะ”
    “เห็นว่าเขาจะให้ฝึกงานที่นั่นเลยถ้าอยากอยู่ต่อ”

    ทุกข่าวที่ได้ยิน
    เป็๞ข่าวดีสำหรับเธอ

    แล้วเขาเล่ะ

    ข่าวของเขา…มีแค่ “ยังอยู่ที่เดิม”

    นั่งห้องสมุด
    กินข้าวโรงอาหาร
    ยืมเล็คเชอร์
    อ่านหนังสือสอบ

    กลางคืนมองเพดานห้อง เชื่อมต่อภาพเพดานนั้นเข้ากับเพดานห้องคอนโดที่เคยนอนด้วยกัน

    มันเหมือนโลกซ้อนสองชั้น

    ชั้นหนึ่ง…มีเขาคนเดียว
    อีกชั้น…มีทั้งเขาและเธอ

    แต่ตอนนี้
    ชั้นที่สอง…ถูกเก็บล็อกไปชั่วคราว

    เขาถอนหายใจทุกครั้งที่คิดถึงคืนนั้น
    ทั้งดีใจที่เคยมี
    ทั้งเจ็บที่ตอนนี้ไม่มีแล้ว

    ⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯

    วันหนึ่ง ขณะจ้องมองสมุด อ่านโน้ตในนั้นเป็๞เวลานานจนตัวหนังสือพร่า

    เขาหยิบปากกาขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่างลงไปข้าง ๆ เล็คเชอร์
    เขียนไปแบบไม่ตั้งใจ

    “วันนี้ไม่มีพี่มาวงว่า ‘ออกแน่’ แล้วนะ”

    พอเขียนเสร็จ
    ก็มองมันนิ่ง ๆ

    หัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง

    “จะเขียนไปให้ใครอ่านวะ ยศ”

    สุดท้าย เขาก็ปิดสมุดลงปล่อยให้ประโยคนั้นถูกปิดใบหน้าไว้ในหน้ากระดาษต่อไป

    เหมือนความรู้สึกหลายอย่าง ที่เขาปิดไว้ในใจตัวเอง

    ⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯

    ฝั่งของ “นิ่ม”

    น่าแปลก
    พอปีใหม่หายไปจากชีวิตประจำวันจริง ๆ

    เงาของนิ่ม…กลับชัดขึ้นโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ

    เหมือนตาเริ่มว่างพอให้หันกลับไปเห็นทางเก่า

    คืนหนึ่งเขาตัดสินใจเดินลงไปที่โทรศัพท์สาธารณะหน้าปากซอยห้องเช่า

    หยิบเหรียญเหมาเป็๞กำออกจากกระเป๋า
    ยืนมองเครื่องสีซีด ๆ นั้นเหมือนกำลังจะสารภาพบาปกับใครสักคน

    เขาหยิบกระดาษแผ่นเล็กที่จดเบอร์หอพักวิทยาลัยพยาบาลไว้ขึ้นมา
    กดเลขทีละตัว

    เสียงสัญญาณโทรออก “ตู๊ด…ตู๊ด…” ดังขึ้น

    เขากลืนน้ำลาย

    “ฮัลโหล…หอพักวิทยาลัยพยาบาลค่ะ” เสียงเ๯้าหน้าที่เวรดังมาตามสาย

    “ขอคุยกับ…นิ่ม…ได้ไหมครับ นางสาว …” เขาบอกชื่อเต็มเธอไป

    “รอสักครู่นะคะ”

    เสียงวางหูไปอีกฝั่ง
    ตามด้วยเสียงว่างเปล่าสั้น ๆ

    หัวใจเขาเต้นแรงเหมือนคนรอฟังผลสอบอีกครั้ง

    “ฮัลโหล…ยศเหรอ”

    เสียงนิ่มดังขึ้น

    รู้เลยว่าเธอจำเสียงเขาได้ทันที

    อยู่ ๆ เขาก็พูดไม่ออกไปสองวินาที

    “อือ…เราเอง”

    “คิดว่า…ยศลืมเราแล้ว” เธอหัวเราะ แต่น้ำเสียงฟังไม่ค่อยเหมือนล้อเล่น

    “ไม่ลืมหรอก แค่…ยุ่ง”

    คำว่า “ยุ่ง” ทำให้เขานึกถึงคอนโดห้องนั้น
    เขารีบสลัดภาพออกจากหัว

    “นิ่มเรียนหนักมากใช่ไหม” เขาถามกลับ

    “ก็นิดหน่อย” เธอหัวเราะ “แต่ความเหนื่อยเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือเริ่มชินกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแล้ว”

    เขาหัวเราะตาม

    “แล้วชีวิตมหาลัยของยศล่ะ เป็๞ไงบ้าง”

    คำถามนี้เคยตอบง่าย
    เน้นขำ
    เน้นบ่นเ๱ื่๵๹เรียน

    แต่วันนี้
    เขากลับเงียบไปครู่หนึ่ง

    “ก็…เรื่อย ๆ” เขาเลือกคำปลอดภัย “สอบเสร็จแล้ว รอผลส่วน๰่๥๹นี้ก็ทำรายงาน หางานพิเศษบ้าง”

    “ไม่พูดถึงพี่รหัสเลยนะ” นิ่มแซวเบา ๆ

    หัวใจเขาสะดุ้งเล็กน้อย

    “ก็…เขาไม่ค่อยอยู่แล้ว๰่๭๫นี้”

    “ย้ายคณะเหรอ”

    “เปล่า…ไปเมืองนอก”

    ปลายสายเงียบลง

    “อ๋อ…” นิ่มตอบเบา ๆ “เก่งนี่”

    เขาไม่รู้จะตอบอะไร
    ไม่อยากเล่าให้ลึกไปกว่านี้

    “แล้ว…ตอนนี้ ยศอยู่คนเดียวเหรอ” เธอถาม

    คำถามง่าย ๆ
    แต่บาด

    “ก็…อยู่กับเพื่อน ๆ บ้าง อยู่คนเดียวบ้าง” เขาตอบกลาง ๆ“แต่ใช่…ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ แบบเดิมแล้ว”

    ปลายสายเงียบไปแว็บหนึ่ง
    เหมือนคนกำลังชั่งใจว่าจะพูดอะไรต่อ

    “เราก็อยู่คนเดียวเหมือนกัน” เสียงนิ่มดังขึ้น

    คำว่า “คนเดียวเหมือนกัน”
    เหมือนเชื่อมสายระหว่างหอพักเธอกับห้องเช่าเขาเข้าด้วยกันอย่างบาง ๆ

    สองคน
    ในเมืองคนละมุม
    ในเส้นทางคนละเส้น

    แต่ “ความเหงา”…กลับมีหน้าตาเดียวกัน

    คืนนั้น เขากับนิ่มคุยกันนานกว่าที่คิดไว้

    ไม่ได้พูดถึงปีใหม่
    ไม่ได้พูดถึงอดีตค่ายทหารมากนัก

    แต่พูดถึงปัจจุบัน

    เ๱ื่๵๹คนไข้ดื้อ ๆ
    เ๱ื่๵๹อาจารย์พยาบาลที่ดุแต่ใจดี
    เ๱ื่๵๹เพื่อนในห้อง
    เ๱ื่๵๹เพื่อนในมอ

    เสียงหัวเราะของนิ่มปลายสายทำให้หัวใจที่หนักมาหลายสัปดาห์เบาลงแบบประหลาด

    ก่อนวางสาย นิ่มพูดเบา ๆ

    “ต่อไป…ถ้าเหงามาก ๆ โทรมาได้เสมอนะยศ เราอาจไม่ได้ช่วยอะไรแต่ก็อยากเป็๞คนฟังให้บ้าง”

    เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบช้า ๆ

    “อือ…ขอบใจนะ”

    วางสายไปแล้ว เขายังยืนมองโทรศัพท์อยู่นาน

    รู้สึกเหมือนมีมืออีกมือหนึ่ง เข้ามาจับแขนเขาไว้เบา ๆ

    ไม่รั้ง
    ไม่ดึง
    แค่…บอกว่า “ยังอยู่ตรงนี้”

    ⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯

    ชีวิตของเขาเริ่มเดินไปด้วยจังหวะแปลก ๆ

    กลางวัน…ใช้ชีวิตแบบนักศึกษาปกติ
    อ่านหนังสือ
    หัวเราะกับเพื่อน
    ลงกิจกรรมบ้าง

    กลางคืน…บางคืนคิดถึงปีใหม่จนซัดตัวเอง
    บางคืนโทรหานิ่มแล้วรู้สึกสบายขึ้น

    ถ้ามองจากข้างนอก
    มันอาจเป็๞แค่ชีวิตของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีผู้หญิงอยู่สองฝั่งทางในหัวใจ

    แต่ข้างใน
    เขารู้ดีว่า ทั้งสองคนอยู่คนละบท

    ปีใหม่…คือไฟแรงที่เผาเขาอย่างรวดเร็ว
    นิ่ม…คือไฟสลัวที่ให้ความอบอุ่นเรื่อย ๆ ไม่เคยดับ

    ตอนนั้น เขายังไม่รู้หรอกว่า สุดท้ายเขาจะเลือกใช้ชีวิตใต้ไฟแบบไหน

    เขาแค่…ปล่อยให้ทุกอย่างค่อย ๆ พาไป

    ทั้งที่จริง ๆ
    มันกำลังพาเขาเข้าไปลึกขึ้นใน “ดงรัก”

    โดยที่ไม่มีใครบอกว่าทางออกอยู่ตรงไหน

    ⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯

    บางวันที่ฝนลงเม็ดมาเบา ๆ

    เขาชอบนั่งใต้ชายคาตึกคณะ มองสายฝนเฉียงลงมาใส่สนามหญ้า
    จำได้ว่ามุมนี้ เคยมีปีใหม่มายืนบ่นเ๱ื่๵๹รองเท้าเปียกด้วยกัน

    ตอนนี้ เขานั่งอยู่คนเดียว

    เพื่อนบางคนมองแล้วแซว

    “เหงาเพราะพี่รหัสไปเมืองฝรั่งล่ะสิวะ”

    เขาหัวเราะกลบเกลื่อน
    “เหงานิดหน่อย แต่สอบตกหนักกว่า”

    เขาทำตัวให้ตลก
    เพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าจริง ๆ แล้ว
    ข้างในมันฟุ้งขนาดไหน

    บางครั้ง…เขาก็เผลอคิดว่า ถ้าปีใหม่ไม่กลับมาเลยสักวันโลกของเขาจะเป็๲ยังไง

    บางครั้ง…เขาก็จินตนาการภาพปีใหม่เดินอยู่ในเมืองที่ต่างประเทศยิ้มคุยกับเพื่อนใหม่ในบริษัทใหม่ โดยไม่มีเขาอยู่ในกรอบภาพนั้นแม้แต่นิด

    ความคิดประเภทนี้…เจ็บน้อยกว่า
    การคิดว่าถ้าเธอกลับมาแล้ว—

    เขา กับเธอ
    จะยืนกันตรงไหน

    เป็๲คนเคยรัก?
    เป็๲แค่พี่–น้อง?
    หรือเป็๲คนแปลกหน้าที่เคยแชร์เตียงเดียวกัน?

    ไม่มีคำตอบไหนดูง่ายเลย

    เขาเลยเลือกที่จะ “ยังไม่คิดถึงวันนั้น”

    ตั้งใจอยู่กับสอบ
    กับรายงาน
    กับเสียงหัวเราะของเพื่อน
    กับเสียงนิ่มปลายสาย

    และกับความว่างเปล่าข้างตัวที่คอนโด…ซึ่งตอนนี้เขาเดินผ่านย่านนั้นทีไร ก็รีบหันหน้าไปอีกทางทุกครั้ง

    เหมือนคนวิ่งหนีเงาตัวเอง

    ⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯⋯

    กลับมาที่ริมโขง

    แสงแดดเริ่มอ่อนลงกลายเป็๲สีทองส้มจาง ๆ บนผิวน้ำ เงาแพเล็ก ๆยืดตัวลงยาวบนพื้นน้ำไหว

    ชัยยศมองภาพตรงหน้า แล้วหัวเราะหึ ๆ

    “คนหนุ่มโง่ ๆ คนหนึ่ง ที่คิดว่าตัวเองจะรับมือได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องพูดอะไรชัดเจนสักอย่าง”

    เขาพึมพำตำหนิตัวเองเบา ๆ

    ในวัยเจ็ดสิบ
    เขารู้แล้วว่า ความรักที่ “ไม่พูดให้ชัด”

    ต่อให้เร่าร้อนแค่ไหน
    ต่อให้ลึกแค่ไหน

    วันหนึ่ง…ก็จะกลายเป็๲เพียงความทรงจำที่เล่าได้แค่กับเก้าอี้ว่างๆ กับสายน้ำที่ไหลผ่านไปแบบนี้

    ไม่ใช่สิ่งที่เอาไปวางบนโต๊ะแล้วพูดว่า
    “นี่คือคนที่ฉันรักษาไว้ได้”

    เขาขยับตัว เตรียมจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ริมโขงสักที

    ก่อนลุก
    เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามเย็นที่กำลังเปลี่ยนสี

    เสียงนิ่มในปัจจุบันลอยมาในหัว

    “คุณยศคะ ดื่มน้ำอุ่นหน่อยไหม ไข้จะได้ไม่กำเริบ”

    เสียงนั้น
    ไม่ใช่เสียงของเด็กสาวในชุดนักเรียน หรือชุดพยาบาลฝึกหัดอีกแล้ว

    แต่เป็๞เสียงของผู้หญิงวัยใกล้เจ็ดสิบเหมือนกัน
    คนที่อยู่เคียงข้างเขาในทุกเช้า–เย็นของบั้นปลาย

    เขายิ้มมุมปากเบา ๆ

    “เดี๋ยวกลับแล้วน่า นิ่ม…”

    เขาบอกในใจ

    เพราะแม้หัวใจจะเคยหลงอยู่กลาง “ดงรัก” กับผู้หญิงหลายคน
    แต่ฟ้าสางของชีวิตจริง

    เขาเลือกเดินกลับไปที่คนที่ยังยืนรออยู่ข้างปลายทาง

    แม้จะไม่ได้หวือหวา
    ไม่เร่าร้อนเหมือนเมื่อก่อน

    แต่เป็๲คนเดียว—
    ที่เห็นเขาทั้งในตอนเป็๲เด็กหนุ่มโง่ ๆ
    และตอนเป็๲ชายแก่ที่นั่งทบทวนความหลังอยู่ริมโขงแบบวันนี้

    — จบตอนที่ 9 —