เช้าวันใหม่ ณ คฤหาสน์ตระกูลศิริวัธนากรณ์
แพรไหมเดินลงมาจากห้องนอนในชุดเดรสผ้าไหมเนื้อลื่นสีครีมที่รัดรูปพอดีตัวใบหน้าสวยหวานอีกทั้งยังมีส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบร่างกายเธอช่างงดงามเกินกว่าหญิงตั้งครรภ์ทั่วไป
หน้าอกเต่งตึงขนาดใหญ่ที่ดันผ้าออกมาเด่นชัดและสะโพกกลมกลึงที่บิดซ้ายขวาอย่างเป็ธรรมชาติขณะเธอเดินลงบันไดเธอไม่รู้ตัวเลยว่าทุกย่างก้าวของเธอช่างเย้ายวนเพียงใดในสายตาคนอื่น
ธนัทนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเช้าถ้วยกาแฟในมือหยุดนิ่งเมื่อสายตาเขาจับจ้องไปที่แพรไหมดวงตาคู่คมกริบเต็มไปด้วยความหื่นกระหายเขามองหน้าอกของเธอที่เด้งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะก้าวเดินและสะโพกที่โยกย้ายราวกับเชิญชวนโดยไม่ตั้งใจ
เขากลืนน้ำลายอย่างยากเย็น กำมือแน่นใต้โต๊ะเพื่อระงับความร้อนที่พุ่งพล่านในร่างกายความทรงจำจากภาพทรวดทรงที่เกือบเปลือยเปล่าของแพรไหมในคืนงานศพพี่ชายเขายังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณธนัทคุณหญิงแม่ออกไปทำงานแล้วหรือคะ"
แพรไหมทักทายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเธอนั่งลงข้างที่นั่งอันว่างเปล่าของคุณหญิงสุรีย์ แม่ของธนัทโดยไม่รู้ว่าสายตาของเขายังคงติดตามทุกการเคลื่อนไหวของเธอ
“ใช่ครับคุณแม่ออกไปประชุมที่สำนักใหญ่พร้อมกับคุณพ่อั้แ่ 6โมงเช้าแล้ว”
ธนัทตอบอย่างสุภาพเช่นเคย สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่หน้าอกอวบโตของแพรไหมที่นับวันก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
แต่ยังมีอีกคนที่จับจ้องแพรไหมด้วยสายตาที่ต่างออกไป…
นิภาพรรณ เพื่อนเก่าสมัยเรียนเมืองนอกของสองพี่น้องเธอรู้จักสนิทสนมเป็อย่างดีทั้งกับธีรภัทรผู้พี่ และธนัท ผู้เป็น้องชาย
หล่อนกำลังเดินเข้ามาในห้องอาหารของคฤหาสน์ตระกูลศิริวัธนากรณ์โดยไม่ได้รับเชิญ
นิภาพรรณหญิงสาวรูปร่างโปร่งบาง สวมชุดรัดรูปสีดำที่พยายามเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งแต่เมื่อเทียบกับแพรไหม ความสวยแบบสาวสมัยใหม่ของเธอกลับดูจืดชืดไปในทันที
นิภาพรรณกัดฟันแน่นเมื่อเห็นสายตาของธนัทที่มองแพรไหมราวกับจะกลืนกินทั้งตัว
ความอิจฉาลุกโชนในใจเมื่อเธอเปรียบเทียบหน้าอกที่ใหญ่โตและกลมกลึงของแพรไหมกับของตัวเองที่เล็กกว่ารวมถึงสะโพกผายโค้งมนอวบอัดที่บิดไปมาขณะก้าวเดินด้วยความเป็ธรรมชาติของแพรไหม
ซึ่งนิภาพรรณรู้ดีว่าไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจเลียนแบบความงามที่แสนเย้ายวนนั้นได้
"นี่น่ะเหรอแพรไหม...เมียของพี่ธีร์"
นิภาพรรณพูดด้วยน้ำเสียงหวานแต่แววตาเต็มไปด้วยความร้ายกาจ เธอเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ตัวถัดจากธนัทราวกับพยายามดึงความสนใจจากเขา
"เห็นว่าย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วสบายดีใช่ไหมจ๊ะ? ดูท่าทาง...จะสุขสบายมากสินะไม่ต้องทนอยู่บ้านเช่ากระจอก ๆ แบบเดิมแล้ว ส้มหล่นชัด ๆ"
เธอพูดพร้อมใช้สายตาเหยียดหยามจ้องไปที่ดวงหน้าสวยหวานของแพรไหมอย่างจงใจ
แพรไหมยิ้มเจื่อน ๆทำเป็ไม่เข้าใจถึงความหมายแอบแฝงในคำพูดของฝ่ายตรงข้าม
"ฉันก็...กำลังพยายามปรับตัวอยู่ค่ะ"
เธอตอบอย่างเจียมตัวพยายามมองข้ามคำพูดเสียดสีของนิภาพรรณ
“ธนัทคะ คุณรู้ไหมว่าแพรไหมน่ะเป็ตัวกาลกิณี โบราณเขาเรียกว่า ดวงผู้หญิงกินผัว นิภาว่า ธนัทควรจะอยู่ห่างๆ หล่อนเอาไว้ดีกว่า”
คำกล่าวหาของนิภาพรรณดังก้อง
ธนัทในสูทสีเทาเข้ม ใบหน้าคมเข้มราวรูปสลักขมวดคิ้ว สายตาคู่คมฉายแววไม่พอใจ “นิภาพรรณ อย่าพูดแบบนี้คำพูดของเธอกำลังทำร้ายความรู้สึกของพี่สะใภ้ฉันอยู่นะ”
นิภาพรรณยิ้มหยัน เปิดกระเป๋าสะพายออก แล้วหยิบผ้ายันต์สีเหลืองขอบแดงออกมายื่นให้แก่ชายหนุ่ม
“ธนัทคะ ถ้าคุณไม่เชื่อนิภาก็ไม่เป็ไรแต่ฉันขอร้องให้คุณแปะยันต์แผ่นนี้ไว้เหนือหัวเตียงจะช่วยป้องกันสิ่งอัปมงคลจากแพรไหม ที่อาจจะทำคุณประสบแต่เคราะห์ร้าย”
หล่อนใช้นำเสียงเหยียดหยาม สายตาจ้องแพรไหมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะอาหารตัวยาว
ร่างแพรไหมสั่นสะท้านหัวใจเต้นรัวเมื่อได้ยินคำพูดเสียดสีนั้น ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความกังวล มือเรียวกำแน่นเข้าหากันเพื่อระงับความรู้สึกคับแค้นใจที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก
‘คุณธนัทจะเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนนี้ไหมนะ?’ คำถามวนเวียนอยู่ในใจ
ใบหน้าคมเข้มขมวดคิ้วมุ่น สายตาคู่คมบ่งบอกว่ากำลังหงุดหงิดและรำคาญ
“นิภาพรรณ พูดจาอะไร ไร้สาระ”
เขาโบกมือปฏิเสธ แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้
“พี่สะใภ้ครับผมขอตัวไปเซ็นต์เอกสารที่ห้องทำงานก่อนนะครับ”
“ค่ะ คุณธนัท”
ชายหนุ่มเดินหนีไปยังห้องทำงานมือกำแน่นราวระงับอารมณ์โกรธ
นิภาพรรณหันมามองแพรไหมริมฝีปากยิ้มเ้าเล่ห์
“รู้ไหม ธนัทเขาเคยเชื่อฟังฉันทุกอย่างเราสองคนสนิทมานานั้แ่เรียนเมืองนอกด้วยกัน
ส่วนเธอ...ก็เป็ได้แค่พี่สะใภ้แค่เครื่องผลิตหลานชายให้เขา ถ้าเธอคลอดลูกเมื่อไรเขาคงเฉดหัวเธอออกไปจากบ้านนี้!”
เสียงแหลมคมกริบราวมีดเสียดแทงจิตใจของแพรไหมมือของหญิงสาวสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดเพราะเธอมิอาจควบคุมความโมโหในใจได้อีกต่อไป
“ไม่จริง! คุณธนัทปฏิบัติต่อฉันดียิ่งกว่าพี่สะใภ้!”
เสียงหวานสั่นด้วยความโกรธ
นิภาพรรณหัวเราะเยาะ
“ฝันไปเถอะ! ธนัทน่ะชอบโปรยเสน่ห์ให้สาว ๆรอบตัวเขาแทบทุกคนน่ะแหละ ฉันเองก็เคยโดนเขาให้ความหวังแบบนี้
อย่าคิดว่าคนเพอร์เฟ็คอย่างเขาจะตกลงปลงใจกับใครง่ายๆ ผู้หญิงสวยที่ยังโสด และมีฐานะใกล้เคียงเขามีอีกเป็สิบเป็ร้อย!”
แพรไหมยืนช็อค ใบหน้าซีดเผือด หัวใจเต้นรัวมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก คิดไม่ถึงว่าธนัทจะเป็ผู้ชายอย่างที่นิภาพรรณว่า
ขณะนิภาพรรณยิ้มมุมปากแอบเดินไปยังห้องนอนของธนัทอย่างเงียบ ๆหล่อนแอบติดผ้ายันต์สีเหลืองขอบแดงเหนือหัวเตียงพร้อมกับรอยยิ้มร้ายผุดขึ้นบนใบหน้า
นังแพรไหม...ฉันรู้ว่าแกต้องเข้ามาเห็นแกจะต้องเจียมตัวไว้ให้มาก!
…
ตกบ่าย แพรไหมฉวยโอกาสที่คฤหาสน์เงียบสงัดย่องเข้าไปในห้องนอนของธนัท กลิ่นน้ำหอมผู้ชายยังลอยอบอวลเตียงนอนขนาดใหญ่สะอาดเรียบร้อย
แต่สายตาคู่หวานของเธอสะดุดเมื่อเห็นผ้ายันต์สีเหลืองขอบแดงแปะเด่นเหนือหัวเตียงราวมีดกรีดใจ หัวใจหล่นวูบ น้ำตาคลอเบ้า ใบหน้าหญิงสาวซีดเผือด
“นี่ธนัทเชื่อคำพูดของนิภาพรรณงั้นเหรอถึงได้เอายันต์มาแขวนที่หัวเตียงแบบนี้”
“ที่ผ่านมาระหว่างเราคืออะไร...ไหนคุณเคยบอกว่าจะดูแลฉันและลูกในท้อง...”
มือเรียวเกาะขอบเตียงแน่นร่างสั่นสะท้านด้วยความเสียใจ ความหวังที่เคยมีกลับแตกสลายลงตรงหน้าภาพคำสัญญาของธนัทวนเวียนในใจ
แต่ผ้ายันต์นั้นราวตอกย้ำว่า ธนัทเชื่อคำพูดของนิภาพรรณที่กล่าวหาว่าแพรไหมเป็ตัวกาลกิณี
เธอก้าวถอยออกมา ขาทั้งสองสั่นราวจะล้มมือลูบหน้าท้องนูนเพื่อปลอบใจตัวเอง
‘ฉัน...คงเป็ได้แค่พี่สะใภ้ของเขาเท่านั้น’
เสียงในใจดังขึ้นใบหน้าสวยเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา
…
ตอน อ้าขาให้หมอหนุ่มใหญ่ตรวจดูแบบลึก ๆ
หลังจากผ่านเื่ราวรบกวนจิตใจไปได้ไม่นานแพรไหมตื่นขึ้นมาตอนเช้าด้วยอาการปวดหัวจี๊ด ๆ และคลื่นไส้เล็กน้อย เธอคิดว่าน่าจะเป็ผลจากความเครียดสะสมและการตั้งครรภ์ที่ใกล้จะย่างเข้าสู่ไตรมาศสุดท้ายเต็มที
หญิงสาวจึงตัดสินใจขับรถไปโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่เธอฝากครรภ์อยู่แล้วก่อนหน้านี้ เพื่อให้คุณหมอตรวจดูอาการ
แต่เนื่องจากแพรไหมเข้ามาหาหมอแบบกระทันหันโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าเมื่อไปถึง พยาบาลหน้าเคาน์เตอร์ก็แจ้งว่าวันนี้คุณหมอสูตินารีแพทย์ที่เธอเคยฝากท้องด้วยไม่อยู่
พยาบาลสาวจึงแนะนำให้เธอเข้ารับการตรวจจากนายแพทย์วิชัย ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการสูตินรีเวช
"หมอวิชัยเป็หมอสูติที่เก่งมากคนหนึ่งของโรงพยาบาลเราค่ะคุณแพรไหมลองเปิดใจดูนะคะ ไม่ต้องกังวลเลย"
พยาบาลส่งยิ้มให้อย่างมั่นใจ
แพรไหมลังเลเธออยากตรวจกับคุณหมอผู้หญิงมากกว่าเพราะรู้สึกเขินอายที่จะให้หมอผู้ชายตรวจร่างกายใน่ตั้งครรภ์
แต่เมื่อพยาบาลยืนยันอีกครั้งถึงความเชี่ยวชาญของหมอวิชัยเธอจึงยอมเดินตามพยาบาลเข้าไปยังห้องตรวจ
ภายในห้องตรวจ นายแพทย์วิชัย อายุน่าจะราว ๆ55 ปี ต้อนรับเธอด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ใบหน้าคมเข้มที่ยังคงหล่อเหลาแม้จะมีอายุผมสีดอกเลาเปียกแบบเว็ทลุค (wet look) ด้วยเจลที่ใช้จัดแต่งทรงผมให้เข้ารูปดูดี
ดวงตาเรียวเล็กมองเธอด้วยความสนใจผ่านแว่นสายตากรอบสีทองดูภูมิฐาน
หยุดจ้องเขม็งอยู่ที่ทรวงอกขนาดมหึมาที่ตัวเสื้อชุดคลุมท้องปิดบังไว้ไม่มิด