ไป๋หยุนเฟยประคองหญิงชราที่กำลังคุกเข่าให้ลุกขึ้นพร้อมกับถ่ายทอดพลังวิญญาณเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของอีกฝ่ายมันหันไปยังชายทั้งสี่ที่กำลังคืบคลานอยู่กับพื้นด้วยสายตาคมกริบเย็นชา “ไสหัวไป!!”
ขณะที่กำลังตื่นตะลึงนึกคำพูดไม่ออก ทั้งสี่จึงเหม่อมองอย่างซึมเซาไปชั่วครู่ก่อนที่หนึ่งในสี่ซึ่งบาดเจ็บไม่มากจะถลึงตาใส่ไป๋หยุนเฟยด้วยความเดือดดาลมันตะโกนใส่ด้วยความเคยชินว่า “พวกเจ้าเป็นใคร!?พวกเรามาจากพรรคอินทรี...”
ยังไม่ทันได้กล่าวจบพลังวิญญาณมหาศาลก็โถมทับใส่พวกมันในบัดดล แรงกดดันอันเข้มข้นทำให้พวกมันต้องกล้ำกลืนคำพูดในใจลงคอไป
จิตสังหารแผ่ซ่านจากดวงตาไป๋หยุนเฟยยามที่กล่าววาจาด้วยน้ำเสียงเย็นชา“หากยังไม่ไปในบัดล ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมด!!”
ทั้งสี่สั่นสะท้านขึ้นพร้อมกันด้วยความหวาดกลัวแม้แต่ผู้ที่ขาเป็นรูก็ยังหยุดร่ำร้องไปชั่วขณะ พวกมันหันมองหน้ากันโดยไร้คำพูดจากนั้นจึงพากันเดินโซเซออกจากตรอกไป
จิ้งหมิงเฟิงก็ช่วยพยุงเด็กชายนามว่าเสี่ยวหู่ยืนขึ้นด้วยพลังวิญญาณที่ถ่ายทอดให้ช่วยเยียวยาบาดแผลของเด็กชายจนอาการดีขึ้นบ้าง
ผู้ฝึกปรือวิญญาณสามารถรับพลังวิญญาณจากผู้อื่นชั่วเวลาหนึ่งเพื่อช่วยเยียวอาการบาดเจ็บได้แต่ก็ไม่อาจรับพลังจนยาวนานเกินไปหากคุณสมบัติของพลังวิญญาณขัดแย้งกันการเยียวยาจะกลับกายเป็นตรงกันข้ามทันทีกระนั้นหากเป็นคนธรรมดารับพลังวิญญาณเข้าไปจะกระตุ้นจุดชีพจรในร่างช่วยให้เร่งกระบวนการฟื้นฟูร่างกายได้
ทันทีที่เสี่ยวหูยืนขึ้นก็รีบพุ่งเข้าไปข้างกายท่านย่ามันด้วยสีหน้ากังวลทันทีจนเมื่อรับรู้ได้ว่าท่านย่าไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงอันใดก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่จากนั้นจึงหันหน้าไปทางไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาสำนึกบุญคุณ “ขอบคุณ!”
ไป๋หยุนเฟยหัวเราะพลางสั่นศีรษะ“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ตรงกันข้าม พวกเราต่างหากที่สร้างปัญหาแก่เจ้าก่อน...”ขณะกล่าววาจาไป๋หยุนเฟยก็ตวัดสายตาไปมองข้างกาย
ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญชั่วครู่จึงกล่าวกับเด็กชาย“ปล่อยเจ้าไว้ที่นี่ก็อันตรายผู้ใดจะทราบว่าคนพวกนั้นจะกลับมารังควานเจ้าอีกหรือไม่ข้าสามารถช่วยเจ้าได้แต่เจ้ายินยอมจะติดตามข้าไปหรือไม่?”
เสี่ยวหูที่ตกตะลึงหันมองท่านย่าแล้วหันกลับมาหาไป๋หยุนเฟยก่อนจะก้มหน้าเงียบงันในที่สุดก็คล้ายจะตัดสินใจได้จึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ตกลง!”
ไป๋หยุนเฟยยิ้มแย้มพลางร้องขึ้นว่า“เทียนหมิง มานี่!”
“อ๊ะ? โอ้!มาแล้ว” เทียนหมิงรีบวิ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟยด้วยความสงสัย “พี่ไป๋ มีอะไร?”
“อุ้มท่านย่าขึ้นพวกเราจะกลับไปหาเถ้าแก่หวง”
“อ๋อ? นั่น...”เทียนหมิงมองดูเสื้อผ้าคร่ำคร่าเปื้อนฝุ่นของหญิงชราตัวเหม็นคลุ้งด้วยสายตาลังเล
“เป็นอะไร? หรือเจ้าไม่ยินยอม?หรือเจ้ารังเกียจว่าท่านแม่เฒ่าสกปรก? ช่างเถอะ ให้ข้าทำเอง”
เทียนหมิงสลัดความลังเลทิ้งก่อนจะเผยสีหน้าละอายใจและรีบกล่าวว่า“ไม่ ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้น... พี่ไป๋ข้าผิดไปแล้ว โปรดให้ข้าทำเถอะ”
ไป๋หยุนเฟยยืนขึ้นพร้อมกับใช้รอยยิ้มมองดูเทียนหมิงที่แบกหญิงชราขึ้นหลังมันพยักหน้าแก่เสี่ยวหู่และจิ้งหมิงเฟิงแล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
ถังซินหยุนเผยสีหน้าซับซ้อนยากอธิบายหลังจากเมื่อครู่เห็นไป๋หยุนเฟยมองมาที่ตนแต่เมื่อเห็นหญิงชราบนหลังเทียนหมิงและเสี่ยวหู่ที่อยู่ข้างกายของทั้งคู่นางอ้าปากคล้ายคิดจะกล่าวอันใดแต่แล้วก็หุบปากลงราวกับไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรดีดวงตาของถังซินหยุนเริ่มเปียกชื้นพร้อมกับความละอายรู้สึกผิดปกคลุมทั่วใบหน้า
เห็นท่าทีของนางเช่นนี้ไป๋หยุนเฟยก็สั่นศีรษะพร้อมกับเอ่ยปากเสียงค่อย “ท่าน... ไม่ได้มีเจตนาร้าย...”
จากนั้นหันไปมองป้าจ้าวที่ยืนละอายใจอยู่ด้านข้างถังซินหยุน“แต่ท่าน ทำผิดแล้ว...”
ทั้งหมดไม่ปริปากอันใดอีกเพียงหันหลังเดินไปตามถนน
……
ยามที่กลับไปถึงโรงเตี๊ยมรุ่งเรืองไป๋หยุนเฟยก็พบว่าหวงว่านกับพวกกำลังรอคอยพวกตนอยู่เห็นอาหารมากมายวางพร้อมเต็มโต๊ะ ทั้งยังมีผู้คนมากหลายนั่งอยู่รอบโต๊ะกำลังยิ้มหัวเราะสนทนากันครึ่งหนึ่งในนั้นเป็นคนแปลกหน้าต่อไป๋หยุนเฟยแต่ดูท่าแล้วจะเป็นคู่ค้ากับหวงว่าน
เมื่อหวงว่านพบเห็นไป๋หยุนเฟยและพวกเข้ามาก็รีบเข้ามาต้อนรับทั้งยังมีคนร่างอวบแลดูร่ำรวยติดตามมาด้วยคนหนึ่ง ท่าทีของมันเปี่ยมด้วยความยกย่องนับถือทั้งยังดูประหม่าเล็กน้อยคงรับทราบสถานะของไป๋หยุนเฟยและพวกจากหวงว่านมาแล้ว
ทั้งสองฝ่ายกล่าวทักทายกันหลายคำก่อนที่ไป๋หยุนเฟยจะพูดถึงเสี่ยวหู่และท่านย่าโดยหวังว่าเสี่ยวหู่ทั้งคู่จะได้ทำงานให้กับหวงว่านเพื่อแลกกับการดูแล
ไป๋หยุนเฟยย้ำว่าเสี่ยวหู่และตนไม่ได้รู้จักกันมาก่อนจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อมันเป็นพิเศษ เพียงปฏิบัติต่อเสี่ยวหู่เช่นคนงานคนอื่นเรื่องนี้ถือว่าเล็กน้อยสำหรับคนเช่นหวงว่าน มันจึงยินดีทำตามคำขอของไป๋หยุนเฟยหวงว่านมั่นใจว่าเสี่ยวหู่กับไป๋หยุนเฟยเพียงพบกันโดยบังเอิญและแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้พบกันอีกแต่การได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ฝึกปรือวิญญาณนับเป็นจุดขายที่ไม่เลวแม้จะเป็นการแลกเปลี่ยนอันเล็กน้อยแต่การรับคำขอจากไป๋หยุนเฟยถือเป็นเกียรติและใช้เป็น‘ทุนรอน’ได้...
คืนนั้น ไป๋หยุนเฟยพักผ่อนบนเตียงอันหรูหราแต่แทนที่จะฝึกปรือพลังมันกลับนอนหนุนแขนพลางย้อนรำลึกถึงเรื่องราวมากมาย
ยามนี้ไป๋หยุนเฟยกำลังนึกถึงว่าพ่อค้าร่ำรวยเช่นหวงว่านมักมองมันด้วยสายตาชื่นชมศรัทธาอย่างไรจากนั้นก็นึกถึงเด็กน้อยและท่านย่าที่เพิ่งช่วยเหลือจากพวกอันธพาล สุดท้ายก็นึกย้อนถึงว่าตนเองเปลี่ยนแปลง‘โชคชะตา’อย่างไม่มีวันหวนกลับได้อย่างไรแต่แล้วไม่ทราบเพราะเหตุใดจู่ๆมันก็รู้สึก‘ท้อแท้หดหู่’ขึ้นมา
ยามนี้ตนเองเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณอันร้ายกาจไม่ใช่คนธรรมดาที่จำต้องกล้ำกลืนความเจ็บปวดทุกครั้งที่ถูกด่าทอเหยียดหยามอีก...
“วันหนึ่งเมื่อหยุนเฟยน้อยของมารดาเติบใหญ่จะเป็นดั่งเมฆขาวบนนภาล่องล่อยอย่างเสรีไร้กังวล”
เสียงอ่อนโยนเปี่ยมความรักของมารดาดังแว่วที่ข้างหูจากนั้นไป๋หยุนเฟยยกมือขวาขึ้นตรงหน้าแล้วยื่นฝ่ามือหาเพดาน “มาดาข้ากลายเป็นผู้เข้มแข็งเหนือคนแล้ว สามารถทำเรื่องมากมายได้กระทั่งยังสามารถทำเรื่องที่แต่ก่อนได้แต่วาดฝันยามนี้ข้าใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล... หรือนี่เป็น‘ความเสรี’ที่ท่านเอ่ยถึง?”
“แต่ทว่า...”ไป๋หยุนเฟยหวนรำลึกถึงความบาดหมางที่มีต่อสำนักธารน้ำแข็งก่อนจะนึกถึงว่าถูกเอกะวิญญาณไล่ล่าในเมืองเหยียนหลินอย่างไรสุดท้ายต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นจึงสามารถหลบหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้
“อาจบางทีจะเพียงชั่วคราวเท่านั้น...โลกนี้กว้างใหญ่ และข้าเพียงสามารถ‘โบยบินอย่างเสรี’ได้เพียงชั่วขณะ แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปต่อให้ข้าไม่ล่วงเกินผู้อื่นก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าความยุ่งยากจะไม่เข้าหาโลกนี้มีผู้ฝีมือเหนือล้ำกว่าข้ามากมายนัก หากคิดจะใช้ชีวิตอย่าง‘เสรี’ต่อไปก็มีแต่ต้องเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น!”
“อีกอย่าง... ข้าก็ไม่ได้ฝืนใจที่จะทำเช่นนี้มารดา ข้ารู้สึกว่าการได้เข้มแข็งขึ้นเป็นสิ่งน่ายินดี ไม่ได้เป็นภาระแม้แต่น้อย ข้าเสี่ยงชีวิตกับผู้ฝึกปรือวิญญาณหลายต่อหลายคราเคล็ดวิญญาณ วัตถุวิญญาณ อสูรวิญญาณ สำนักทั้งหลาย และแม้แต่กระบวนการอัพเกรด...ยังมีเรื่องราวอีกมากหลายให้ข้าได้ค้นหา ชีวิตเช่นนี้เป็นชีวิตที่ข้าพึงพอใจ...มารดาไม่ต้องกังวลต่อข้าอีกแล้ว เด็กน้อยของท่านจะใช้ชีวิตอย่างเสรีและสุขสงบข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง...”
ยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งนึกถึงความทรงจำอันเลืองรางที่มีต่อมารดายิ่งครุ่นคิดถึงความทรงจำต่อท่านปู่ที่ผุดขึ้นมา ความคิดก็ยิ่งเตลิดสุดท้ายก็ว้าวุ่นใจจนไม่อาจข่มตานอนหรือฝึกปรือพลังได้
เมื่อไม่อาจสงบใจลง ไป๋หยุนเฟยจึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆก่อนจะกระโดดลงจากเตียงหลังจากเปิดหน้าต่างก็กระโดดออกไปเตรียมจะเดินเล่นสักรอบ
“เอ๊ะ?” ทันทีที่หยั่งเท้าลงบนถนนไป๋หยุนเฟยก็อุทานด้วยความประหลาดใจเบาๆ เมื่อหันหน้าไปมองบนหลังคาก็พบว่ามีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนนั้น...
……
เห็นเงาร่างนั้นสวมชุดยาวสีขาวนั่งอยู่บนหลังคากำลังเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์สุกสว่างที่แขวนอยู่กลางนภา ดวงตานางหม่นหมองคล้ายกับมีความในใจเสี่ยวไป๋ที่เกาะบนไหล่กระโดดไปมาพลางส่งเสียงร้องปลอบโยน
เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นสร้างความตื่นตกใจแก่ถังซินหยุนไปชั่วขณะแต่ก็สงบใจลงอย่างรวดเร็วขณะที่พยักหน้าแก่ไป๋หยุนเฟยด้านล่างหลังจากรั้งสายตากลับไปยังท้องฟ้ายามราตรีถังซินหยุนก็ดูจะหดหู่ซึมเซาลงกว่าเดิมอีก
“เกิดอะไรขึ้น? แม่นางถังท่านยังคงนึกถึงเรื่องราวเมื่อเย็นอยู่หรือ?”ไป๋หยุนเฟยถือวิสาสะกระโดดขึ้นมานั่งห่างจากถังซินหยุนไปครึ่งวาก่อนจะเอ่ยปากถาม
ถังซินหยุนมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาลังเลอยู่ชั่วครู่จากนั้นจึงพยักหน้าเบาๆก่อนจะอ้าปากกล่าวขึ้น “ข้า... คุณชายไป๋ ข้าอยากขอบคุณท่านและข้าอยากจะ... เอ่ยคำขอโทษ...”
“ฮ่า ฮ่า ท่านขอบคุณข้าเรื่องอะไร? คำขอโทษท่านก็ไม่จำเป็นเช่นกัน”ไป๋หยุนเฟยแย้มยิ้มพลางสั่นศีรษะ “แม่นางถังท่านไม่ได้ทำอันใดผิดอย่าได้เก็บเรื่องในวันนี้มาใส่ใจมากนัก...”
“ข้าจะไม่ผิดได้อย่างไร? เป็นเพราะการกระทำของข้าเด็กคนนั้นกับท่านย่าจึงต้องเผชิญกับอันธพาลเหล่านั้นหากข้าไม่มอบเหรียญทองให้พวกเขา เรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นแต่แรก...” ขณะก้มศีรษะลงนางก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความละอายสำนึกผิด “แต่ว่า...ข้าคิดจริงๆว่าได้ช่วยเหลือพวกเขา ไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น...”
“ยามนี้เมื่อนึกย้อนกลับไปในอดีตเมื่อใดที่ข้าทำเช่นนี้ ป้าจ้าวมักจะหาข้ออ้างขอตัวจากไปชั่วระยะหนึ่งทุกครั้งยามนี้ข้าเข้าใจแล้ว... นางไปช่วยข้าสะสาง‘ผลที่ตามมา’จากการกระทำของข้านั่นเอง...” ถังซินหยุนสั่นศีรษะ “และเมื่อนึกถึงว่าข้าไร้เดียงสาปานใดที่เชื่อว่าได้ช่วยให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นนี่เป็นราคาของความพึงพอใจที่ข้าสมควร...”
“ป้าจ้าวเพียงต้องการปกป้องจิตใจอันบริสุทธิ์และความมีน้ำใจของท่าน...”ไป๋หยุนเฟยพยายามปลอบใจอีกฝ่าย
ถังซินหยุนหัวเราะอย่างขมขื่น“ข้าทราบ ข้าทราบดีว่าป้าจ้าวมักจะทำเพื่อข้าเสมอ ที่บ้านเป็นเช่นนี้แม้แต่ยามนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิม... เมื่อก่อนข้าคิดว่าตนเองทราบทุกสิ่ง แต่ยามนี้ค่อยตระหนักว่าข้าไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย”
“แต่ไม่ใช่ว่าท่านได้เรียนรู้แล้วหรือ?ยิ่งท่านเรียนรู้มากเท่าใด ท่านก็จะเข้าใจมากขึ้นเท่านั้นนี่จึงเป็นความหมายของการเดินทางไม่ใช่หรือ? วันข้างหน้าเมื่อท่านย้อนนึกถึงความผิดพลาดในวันนี้ ท่านจะทนุถนอมมันในฐานะบทเรียนล้ำค่าที่ช่วยให้ท่านได้เรียนรู้”
ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบจะปลอบใจถังซินหยุนอย่างไรดังนั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงหดหู่ใจจึงหาทางเปลี่ยนหัวข้อ “อ้อ แม่นางถังข้ายังไม่มีโอกาสได้ถามท่าน ไฉนท่านจึงคิดจะออกเดินทางท่องโลกเช่นนี้?”
ไป๋หยุนเฟยหาทางเปลี่ยนหัวข้อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจถังซินหยุนจากความซึมเศร้าแต่กระนั้นมันกลับไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นนางหดหู่ยิ่งกว่าเดิมหลังจากถูกถาม
“ข้า... ต้องการจะเข้มแข็งขึ้นอยากฝีมือแข็งแกร่งจนทุกคนในตระกูลไม่กล้าเพิกเฉยต่อข้า อยากสามารถปกป้องมารดาจากอันตรายทุกอย่างด้วยสองมือของข้าเอง...”ถังซินหยุนเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะกระซิบแผ่วเบาจนแทบไม่อาจได้ยิน
ไป๋หยุนเฟยนิ่งงันไปหลังจากได้ยินที่นางกล่าวมันถอนหายใจตอบนางว่า “แม่นางถัง ท่านไม่ควรหดหู่เช่นนี้ เพื่อเห็นแก่มารดาท่านแม้จะต้องแบกรับภาระมากมายไว้บนบ่า ท่านก็ต้องยิ้มแย้มมารดาท่านต้องการให้ท่านมีความสุขและข้ามั่นใจว่าการได้เห็นท่านมีความสุขเป็นความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของนาง...”
“ข้าเองก็อยากเป็นผู้เข้มแข็งเพื่อปกป้องมารดาต่อให้ต้องตรากตรำจนเหน็ดเหนื่อยและต้องขมขื่นทนทุกข์เพียงใดก็ยินดี แต่อนิจจาข้าไม่มีโอกาสเช่นนั้นอีกแล้ว...”
เดิมทีไป๋หยุนเฟยคิดจะปลอบโยนให้ถังซินหยุนสบายใจแต่จู่ๆความหดหู่ของนางก็แพร่ใส่มัน ความพลิกผันเช่นนี้กลับสร้างความประหลาดใจแก่ถังซินหยุนไม่ช้าบนหลังคาก็ตกสู่ความเงียบงันไปชั่วขณะ