บทที่17สิ่งที่ขาดหาย
อู๋เฉาหยุนเมื่อไร้สิ้นหนทางเลือก หนทางสุดท้ายจึงเหลือเพียงการเผชิญหน้าคนดีดกายขึ้นจากก้อนหิน ก่อนยืนตระหง่านโดยไม่แสดงอาการหวาดหวั่นต่อเงาร่างคนนับสิบที่กำลังพุ่งมาและเพียงชั่วสิบลมหายใจเข้าออก ภาพทหารหาญแห่งราชวงศ์หลิงนับสิบก็มาปรากฏตรงหน้ามันแล้ว
อู๋เฉาหยุนเมื่อได้เห็นว่าผู้มาแท้จริงเป็ถึงนายทหารหนุ่มอนาคตไกลทั้งสิบหรือก็คือสหายแห่งค่ายทหารร่วมรุ่นของตนจิตที่พร้อมจะสู้ให้ตกตายไปข้างก็ลดทอนลง คนกล่าวขึ้น
“เป็พวกเ้า….. เฉินจือหานมันเริ่มฉลาดขึ้นั้แ่เมื่อไหร่ ถึงได้คิดออกว่าต้องส่งพวกเ้ามาจับกุมข้า"
อู๋เฉาหยุนกวาดสายตามองเหล่าสหายที่ร่วมรุ่นร่วมรบ รวมทั้งร่วมเป็ร่วมตายมาหลายสมรภูมิเหล่านี้ ก่อนจะกล่าวสืบต่อ
“เฉินจือหานอาจคิดถูกที่ส่งพวกเ้ามาให้ข้าเกิดความอ่อนข้อแต่มันก็คิดผิดบางประการ เพราะพวกเ้าเองก็มิอาจที่จะไม่อ่อนข้อให้แก่ข้าได้เช่นเดียวกัน”
พึ่งสิ้นหางเสียง ร่างของอู๋เฉาหยุนพร้อมด้วยเพลิงปราณสีแดงก็พุ่งออกไปเบื้องหน้าโดยที่ไม่รอให้คนทั้งสิบได้มีปฏิกิริยาใดก่อนปลดปล่อยเพลิงปราณในมือออกเป็ม่านเพลิงสีแดงฉานลุกท่วมไปทั่วบริเวณปิดกั้นมิให้นายทหารทั้งสิบได้ฝ่าเข้ามาอู๋เฉาหยุนเนื่องเพราะมิอยากตัดสินเป็ตายกับสหายเหล่านี้ คนจึงเปลี่ยนความตั้งใจคิดที่จะหลบหนีและมันเองก็มั่นใจว่าสหายของตนก็จะไม่ลงมืออย่างสุดกำลังเป็แน่
แต่จริงอยู่ที่นายทหารทั้งสิบไม่ลงมือ ทว่าผู้ที่นำขบวนพวกมันมากลับวาดมือเพียงครั้งเดียวทำลายม่านเพลิงปราณสีแดงจนย่อยยับแล้วทะยานมาขวางทางหลบหนีของอู๋เฉาหยุนอย่างรวดเร็ว สร้างความแตกตื่นแก่อู๋เฉาหยุนยิ่งผู้ที่สามารถทำลายเพลิงปราณสีแดงได้ในพริบตา มันผู้นั้นย่อมเป็ยอดยุทธ์ผู้มีระดับเพลิงปราณไม่ต่ำกว่าสีส้มเป็แน่!
ชุดคลุมสีขาวปักลวดลายดอกท้อสีชมพูพัดโบกสยายไปตามแรงต้านของลมดังพรึ่บหนึ่งค่อยตกลงเรียบตามลำตัวเช่นเดิมร่างของบุรุษคล้ายสตรีผู้หนึ่งที่ยืนขวางหน้าอู๋เฉาหยุนจึงปรากฏ แววความแตกตื่นบนใบหน้าของอู๋เฉาหยุนเมื่อตอนพบเจอสหายเก่าทั้งสิบมีมากเท่าใดเมื่อมันได้เห็นใบหน้าบุรุษคล้ายสตรีผู้นี้ มันยิ่งแตกตื่นมากกว่านั้นหลายสิบเท่า
“เฉินจือหานถึงกับสามารถให้คนอย่างเ้าเคลื่อนไหวด้วยตนเองได้”อู๋เฉาหยุนกล่าวขึ้นอย่างแตกตื่นสงสัย ด้วยการที่คนผู้นี้ปรากฏตัวยิ่งทำให้ข้อคาดเดาของมันชัดเจนขึ้นเฉินจือหานต้องมีบุคคลชั้นสูงถือหางอยู่เป็แน่ ได้คิดเช่นนั้นอู๋เฉาหยุนก็แค่นเสียงออกทางจมูกอย่างตัดพ้อต่อโชคชะตาคราหนึ่งแล้วจึงกล่าวขึ้น
“์ช่างอยุติธรรมนัก ข้า ผู้ที่ถือตนอย่างสัตย์ซื่อแลจงรักภักดีต่อราชวงศ์และผืนแผ่นดินกลับต้องประสบเภทภัยกลับกันกับผู้คิดชั่วทำเลว เหตุใดมันถึงได้เจริญรุ่งเรืองนัก ช่างน่าคับแค้นใจตายจริงๆ…..เอาเถอะ หากเป็เ้ามาข้าคงมิอาจขัดขืนได้”
“เ้าคิดกล่าววาจาพอหรือยัง” บุรุษคล้ายสตรีกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย
อู๋เฉาหยุนผงกศีรษะเตรียมใจรอรับการจับกุม“ย่อมพอแล้ว"
บุรุษคล้ายสตรีจึงกล่าวสืบต่อ
“กลับไปรับตำแหน่งเดิมของเ้าซะ"
อู๋เฉาหยุนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงงสงสัย“เ้าหมายความว่าอะไร”
เหล่านายทหารสหายเก่ามันทั้งสิบมีโอกาสได้เปิดปากเสียทีพวกมันจึงรีบกล่าวขึ้น
“พี่เฉาหยุนท่านได้ยินไม่ผิด องค์ปฐมฮ่องเต้ได้คืนตำแหน่งให้แก่ท่านแล้ว"
“ข้ายินดีกับเ้าด้วยจริงๆ"
“พวกข้าทั้งสิบจึงได้แห่กันมาเพื่อออกตามหาและมาร่วมแสดงความยินดีกับท่าน”
“แต่ท่านไม่ยินยอมให้พวกข้าได้กล่าววาจาเลยมาถึงท่านก็ชิงลงมือแล้ว"
อู๋เฉาหยุนยังปรากฏแววความสงสัยอยู่เต็มหัวจึงหันไปถามบุรุษคล้ายสตรี“นี่มันอะไร"
บุรุษคล้ายสตรีกล่าวตอบ“รายละเอียดอีกไม่ช้าเ้าก็จะได้ทราบเอง” เงียบเล็กน้อยก่อนที่จะเปลี่ยนเป็ฝ่ายถาม
“เ้ารู้จักกับบุรุษหนุ่มผู้นั้น”
อู๋เฉาหยุนทราบว่าบุรุษหนุ่มที่หมายถึงก็คืออวิ๋นเซ่อ มันจึงกล่าวตอบ
“เพียงผิวเผิน"
บุรุษคล้ายสตรีรู้เื่จากซินเหยียนอยู่ก่อนแล้วว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นก็คือบุคคลที่ร่วมมือกับอู๋เฉาหยุนมาแต่ต้นคนจึงกล่าวต่อ
“เ้าว่ามันเหมือนคนผู้นั้นหรือไม่”
อู๋เฉาหยุนนึกถึงสหายคนสำคัญที่สุดในชีวิตของตนผู้นั้นก็ทอดถอนใจขึ้นแล้วกล่าว
“ก็เพราะว่ามันเหมือน ข้าจึงนึกถูกชะตามาั้แ่ต้น”
บุรุษคล้ายสตรีเป็ครั้งแรกที่มันปรากฏสีหน้าที่ยินดี“ข้าได้เห็นท่อนเหล็กนั่น ได้เห็นวิชานั่น ได้เห็นบุคคลิกของบุรุษนั่นอดทำให้ข้านึกถึงคนผู้นั้นมิได้จริงๆและทำให้ข้ามั่นใจว่ามันต้องมีชีวิตอยู่ และกำลังอยู่ที่ไหนซักแห่งบนผืนปฐีแห่งนี้เป็แน่"
อู๋เฉาหยุนผงกศีรษะ“ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน บอกตามตรง ครั้งแรกที่ข้าเห็นบุรุษหนุ่มใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาที่คล้ายคลึงกับมันข้าก็มั่นใจทันทีว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นต้องได้รับการถ่ายทอดจากมัน ซึ่งก็หมายความว่ามันคงยังมีชีวิตอยู่"
ประกายตาของบุรุษคล้ายสตรีแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ
“มันเคยเปิดเผยเื่คนผู้นั้นแก่เ้าหรือไม่”
อู๋เฉาหยุนส่ายศีรษะ“มิเคย คนอย่างอวิ๋นเซ่อหากมันไม่พอใจที่จะกล่าว ก็ยากที่จะเค้นเอาจากปากของมันได้มันมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวห้าวหาญไม่แพ้คนผู้นั้นแม้แต่น้อย และข้าเชื่อว่าอวิ๋นเซ่อมันจะมิเอ่ยปากถึงเื่ราวของคนผู้นั้นแม้จะกับคนรู้จักหรือแม้จะถูกบังคับก็ตาม"
บุรุษคล้ายสตรีได้นึกถึงั์ตาที่แฝงแววความทรนงแลเด็ดเดี่ยวของอวิ๋นเซ่อได้เห็นถึงตอนที่มันถูกซินเหยียนเค้นเอาความจริงเื่คนผู้นั้นเพื่อทดสอบจิตใจของชายหนุ่มได้นึกถึงคำตอบที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมาในชั่ววินาทีความเป็ตาย คนจึงพึมพำแ่เบาออกมา
“อวิ๋นเซ่อรึ เป็นามที่ดี และเป็คนที่น่าสนใจมิน้อย”
อู๋เฉาหยุนเปลี่ยนเป็ฝ่ายถามบ้าง “แล้วเ้าจะไม่ยอมไขข้อข้องใจเื่ของข้าเลยหรือ"
บุรุษคล้ายสตรีหมุนกายคืนกลับหลัง “กลับไปที่หอคณิกาหมื่นบุปผาเ้าก็จะรู้เอง" ก่อนร่างจะเลือนรางหายไปจากบริเวณดังกล่าว
………………..……...
หอคณิกาหมื่นบุปผาจากที่เคยคึกคักจอแจเต็มไปด้วยผู้คนที่มาแสวงหาความสำราญตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเหล่าคนชุดดำที่คอยอารักขาคุ้มกันให้แก่เฉินจือหาน ขุนนางที่มิเคยออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ของตนแม้เพียงครั้งผู้ติดตามของเฉินจือหานได้กันคนภายในมิให้ออก คนภายนอกมิให้เข้าโดยทุ่มเงินเป็จำนวนมากเพื่อชดเชยค่าเสียผลประโยชน์นี้ให้แก่หอคณิกาหมื่นบุปผาและทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของเฉินจือหาน
ตามสายข่าวรายงานของมันแจ้งว่าดรุณีแห่งหอนางโลมคนใหม่ที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงว่างดงามเย้ายวนแลมีเสน่ห์อันชวนหลงไหลมากที่สุด ผู้ที่มันถวิลหาและใคร่ได้กลับมายังหอคณิกาหมื่นบุปผาแล้วมันก็มิอาจอดรนทนรอต่อไปได้ รีบยกขบวนคนมาเป็จำนวนมากวิ่งแจ้นสู่หอนางโลมแห่งนี้ทันที
พอก้าวสู่ปากประตูหอคณิกาหมื่นบุปผาสิ่งแรกที่ปรากฏสู่ครองจักษุสายตาของเฉินจือหานก็คือสตรีชราที่ยังคงเคล้าความงามนามกัวรุ่ยหานผู้ก่อตั้งหอคณิกาหมื่นบุปผาแห่งนี้ยืนคอยต้อนรับอยู่
เฉินจือหานมิชักช้า รีบกล่าวถามทันควัน
“กัวมาม๊า เหยียนเอ๋อของข้าเล่า นางได้รับอันตรายตรงไหนหรือไม่”
กัวรุ่ยหานประสานมืออย่างอ่อนช้อย พร้อมยกยิ้มน้อยๆแล้วกล่าว
“คารวะท่านคุณนางเฉิน….. นางนอกจากจิตที่หวาดผวาเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ท่านไปปลอบ สิ่งอื่นก็ไม่มีที่ใดบุบสลายแม้เพียงนิด"
เฉินจือหานตาลุกวาวไปด้วยไฟแห่งราคะ “ประเสริฐ ตอนนี้นางอยู่ที่ใด” พร้อมวางเงินก้อนใหญ่ตรงหน้ากัวรุ่ยหาน“รีบพาข้าไปหานางที"
“เชิญทางนี้เ้าค่ะ”
เฉินจือหานมิชักช้าพอถูกนำเข้าสู่อาคารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางหอคณิกาหมื่นบุปผาคนก็พุ่งทะยานเข้าสู่ห้องที่มีเงาร่างของสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ในทันที ประตูถูกผลักออกใบหน้าอันงดงามแฝงความเย้ายวนก็ปรากฏ เฉินจือหานอดใจแทบไม่ไหวที่จะถลาเข้าโอบกอดนางทว่าพอหางตาของมันตกลงยังมุมห้อง หัวคิ้วก็แปรเปลี่ยนเป็ขมวดมุ่นทันที จิตใจที่วาบหวามก่อนหน้ากลับกลายเป็กระตุกวูบร่างชะงักค้างมิอาจก้าวออกไปได้แม้เพียงครึ่ง
ที่มุมห้องแห่งนั้นมีร่างของคนผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ในอาการาเ็สาหัสทั้งยังถูกพันธนาการอย่างแ่า ซึ่งบุคคลผู้นี้ก็มิใช่ใครที่ไหน เป็บุรุษชุดดำ ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงผู้ติดตามของมันที่ถูกส่งไปปฏิบัติงานใหญ่ข้างนอกแทนตนนั่นเอง!
เฉินจือหานหันใบหน้าส่งสายตาที่ไหวสั่นจ้องมองซินเหยียน
“นี่มันอะไร!”
สิ่งนี้ยังมิทำให้เฉินจือหานตื่นตระหนกเท่ากับเสียงรถม้าเทียมเกวียนนับร้อยที่ถูกบังคับลากมาล้อมรอบอาคารหลังนี้เฉินจือหานรีบหันกายออกไปมองทางประตูด้านหลังที่ตนเข้ามา เข่าก็แทบทรุดลงไปยังพื้นทันใดเพราะด้านนอกคือขบวนรถม้าของมันที่หลบซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ และเป็ขบวนรถม้าที่ควรจะอยู่ที่ชนเผ่านอกเขตแผ่นดินใหญ่มิใช่ที่นี่
ทั้งนี้ในขบวนรถม้าดังกล่าวยังมีเหล่าทหารม้าสวมชุดเกราะสีทองนับห้าสิบคุมขบวนเทียมเกวียนมาด้วยหนึ่งในทหารม้าเกราะทองแห่งกองทัพราชวงศ์หลิงได้กางม้วนคัมภีร์แผ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วว่ากล่าววาจาเสียงก้องกังวาน
“น้อมรับราชโองการแห่งองค์ปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์หลิง”
เมื่อทุกผู้ได้ยินคำว่าราชโองการก็ต่างคุกเข่าลงคำนับกันอย่างถ้วนหน้ามีเพียงเฉินจือหานที่กำลังยืนตะลึงนิ่งค้างอย่างไม่นึกฝันอยู่ ทหารม้าเกราะทองผู้นั้นยังกล่าวสืบต่อ
“ด้วยสำนักมือปราบได้สืบทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขุนนางผู้กังฉินลักลอบค้าขายแลส่งอาวุธชั้นเลิศของราชวงศ์ให้แก่ชนเผ่าไร้อารยะซึ่งมักมีข้อพิพาทกับแผ่นดินใหญ่และไล่ล่าคุกคามผืนแผ่นดินของผู้อื่นอยู่เป็นิจการกระทำดังกล่าวจึงถือได้ว่าอาจก่อภัยคุกคามให้แผ่นดินใหญ่ในภายภาคหน้าหรืออนาคตอันใกล้ถือเป็ความผิดอาญาแผ่นดินอย่างใหญ่หลวง โดยหลักฐานที่ยืนยันตัวตนผู้กระทำความผิดก็ชัดแจ้งทั้งแผนที่จุดรวบรวมอาวุธ เส้นทางการขนย้ายแลขนส่ง ลายลักษณ์อักษรการแจ้งผ่านด่าน อาวุธของกลางทั้งหมดรวมถึงเอกสารปลอมแปลงคำสั่งเพื่อให้ร้ายผู้อื่น ด้วยเหตุนี้จึงมีราชโองการให้จับกุมตัวเฉินจือหานขุนนางฝ่ายในขั้นที่หก พร้อมพรรคพวกแลผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด อีกทั้งให้คืนตำแหน่งนายทหารแห่งกองทัพราชวงศ์หลิงแก่อู๋เฉาหยุนดังเดิม….."
ตึง เข่าของเฉินจือหานกระแทกพื้นห้องอย่างรุนแรงสิ่งที่มันกระทำอย่างง่ายดายมาตลอดร่วมสิบกว่าปี สิ่งที่นำพาอำนาจเกียรติยศแลเงินทองอย่างมหาศาลบัดนี้กำลังนำพามันจมสู่ห้วงแห่งความย่อยยับแลความสูญเสียตอนนี้ในหัวของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและคำว่าเป็ไปไม่ได้ดังอึงอนไปมาแทบไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง
“เป็ไปไม่ได้ นะนะนี่ เป็ไปไม่ได้ ข้าผิดพลาดตรงไหน”
เฉินจือหานพึมพำด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือเป็ซินเหยียนที่กล่าววาจาขึ้น
“เ้าผิดพลาดั้แ่คิดกระทำชั่วแล้วและเ้ายังผิดพลาดที่ไปตอแยคนอย่างอู๋เฉาหยุน เ้ารู้หรือไม่ ที่เ้าต้องตกจากบัลลังก์อำนาจเช่นนี้เป็เพราะอู๋เฉาหยุนผู้ที่เ้าเคยให้ร้ายทำลายอนาคตมัน…..นับว่าเ้าได้รับกรรมสนอง และพ่ายแพ้แก่อู๋เฉาหยุนแล้ว"
“แผนอู๋เฉาหยุน? ข้าพ่ายแพ้แก่อู๋เฉาหยุน? เป็ไปไม่ได้ คนอย่างอู๋เฉาหยุนที่ไร้ซึ่งพลังอำนาจเช่นนั้นยังจะวางแผนเอาชนะข้าได้อย่างไรเป็ไปไม่ได้ ข้าไม่มีทางยอมรับคนที่ไม่มีอะไรอย่างอู๋เฉาหยุน!"
ซินเหยียนได้นึกถึงใบหน้าของอวิ๋นเซ่อ นางก็ยกยิ้มน้อยๆแล้วกล่าวขึ้น “จริงอยู่ที่อู๋เฉาหยุนมิได้มีอำนาจ เงินทองหรือบริวารมากมายดั่งเช่นเ้า แต่อู๋เฉาหยุนมีสิ่งหนึ่งที่เ้ามิเคยมี นั่นคือ มิตรภาพ…..และเพราะมิตรภาพนี้ที่ทำให้อู๋เฉาหยุนเอาชนะเ้าได้"
“ไม่จริง ข้าไม่ยอมรับ ข้าไม่มีทางยอมแพ้คนอย่างมันไม่มีทาง!”
“และเพราะแผนของอู๋เฉาหยุนกับสหายของมันจึงทำให้ข้าสามารถค้นพบแผนที่เส้นทางลับจุดนัดพบ วันเวลาที่นัดหมายของเ้าได้โดยง่ายและไม่เปลืองแรง ข้าจึงอาศัย่ชุลมุนนำมันไปคัดลอกและก็อาศัย่ชุลมุนนำมันกลับมาคืนเพื่อป้องกันมิให้เ้าไหวตัวทันแล้วสั่งการยกเลิกแผนทั้งหมด”
เฉินจือหานถลึงตาจนปูดโปนคนแทบกระอักโลหิตเพราะความคับแค้นใจ “ที่แท้เ้ามิได้ถูกลักพาตัวไป แต่เ้า.......นังเพศยา!”
เฉินจือหานเมื่อรู้ว่าตนไร้ซึ่งหนทางออกหากปล่อยให้ถูกจับกุมไปคงมิวายที่จะถูกโทษปะา หรือหากดีกว่านั้นก็คงถูกกักขังในคุกมืดอันคับแคบเหม็นอับมิได้เห็นสภาพภายนอกตลอดชีวิต เมื่อนึกถึงตรงนี้ตนก็คล้ายได้ย้อนอดีตกลับไปใน่สิบกว่าปีก่อนที่อู๋เฉาหยุนก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่ตอนนั้นเป็ตนที่ใส่ร้ายมัน และมันก็ได้สหายหลายคนที่ยอมออกหน้าแทนและถึงขั้นยอมสละชีวิตเพื่อให้อู๋เฉาหยุนได้หลบหนี ทว่าตอนนี้ตนไม่ว่าจะมองไปยังทิศทางใดไม่ว่าจะมองไปที่ใคร คนเ่าั้ล้วนอยู่กับตนเพียงเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น และทุกผู้ก็พร้อมที่จะหนีเอาตัวรอดไม่สนว่าตนจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรด้วยซ้ำ
“พวกเ้าพาข้าหลบหนี หากสำเร็จข้าจะมอบทรัพย์สินทั้งหมดที่ข้ามีแก่พวกเ้ากึ่งหนึ่ง"
บุรุษชุดดำซึ่งเป็ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงผู้ติดตามที่เหลืออีกสองของมันต่างกล่าววาจาเสียงดัง
“เ้าคิดว่าทรัพย์สินทั้งหมดของเ้ายังไม่ถูกยึดอีกหรือ"
“ข้าไม่มีทางนำเ้าหลบหนีให้เป็ภาระแน่เื่ราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะความโง่เขลาของเ้าทั้งสิ้น จงโทษตัวเองเถอะ!”
กล่าวจบ บุรุษชุดดำทั้งสองก็ปลดปล่อยเพลิงปราณสีแดงออกมาเพื่อเตรียมต่อสู้หลบหนีลำพังทหารม้าเกราะทองนับห้าสิบ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็เหล่านักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์หลิงแต่จำนวนเท่านี้เมื่อเทียบกับยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงก็มินับเป็ตัวอะไรได้
เฉินจือหานจึงได้แต่เบิ่งตามองท่าทีของเหล่าผู้ติดตามของตนด้วยความสิ้นหวังแลตื่นกลัวถึงขีดสุดในหัวก็นึกถึงคำพูดของซินเหยียนไปมา คำว่ามิตรภาพเป็สิ่งที่ขาดหายสำหรับมันและเป็สิ่งที่มันมิอาจเทียบได้กับอู๋เฉาหยุนจริงๆ
“หรือข้าเกิดมาเพื่อพ่ายแพ้ให้แก่อู๋เฉาหยุนในทุกเื่"