บทที่4 แสงสว่างสู่หลังเขา
“ท่านหัวหน้าเผ่ามีข้อความจากเหล่าสุนัขมารทมิฬ”
ปาอุ่ยเก้อ รับกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาก่อนคลี่ออกอ่าน เมื่ออ่านจบสายตาของมันก็ทอดยาวไปตรงสุดขอบฟ้า นึกคิดใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่ค่อยออกคำสั่งออกไป
“อรุณรุ่งของวันพรุ่ง เตรียมกำลังพลสิบห้านายตามข้าออกนอกกำแพง”
“ท่านตัดสินใจดีแล้วหรือ”
“หวังว่าจะเป็การตัดสินใจที่ดี”
เสียงวิหคขับขานเป็สัญญาณว่าเช้าวันใหม่ได้มาถึงอรุณรุ่งของวันนี้มีสายลมอันแ่เบาเย็นสบายพัดผ่านจากยอดเขาลงมาสู่พื้นปฐีแต่แม้สายลมจะเย็นสบายเพียงไหนมันก็ไม่สามารถจรรโลงจิตใจอันตรึงเครียดของนักรบชนเผาอุยฮูทั้งสิบห้าคนได้ นักรบชนเผาอุยฮูทั้งสิบห้าคนนี้พวกมันทั้งหมดต่างยืนอย่างสง่าดูเข้มแข็งมั่นคงราวกับขุนเขาใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน และที่ด้านหน้าพวกมันยืนไว้ด้วยบุรุษหนุ่มวัยสามสิบปีผู้หนึ่งบุรุษผู้นี้มีแผ่นหลังไว้คอยแบกรับชนเผ่าอุยฮู ทั้งเป็ผู้ที่เป็ความหวังหนึ่งเดียวสำหรับพวกมันปาอุ่ยเก้อ
ที่ด้านหน้าปาอุ่ยเก้อยืนไว้ด้วยบุรุษชุดดำที่สวมผ้าคลุมปิดมิดชิดบุรุษชุดดำผู้นี้แน่นอนว่าย่อมเป็ผู้นำของเหล่าผู้ฝึกญาณที่ร่วมรบกับชนเผ่ามารทมิฬและที่สำคัญเป็มันที่สังหารหัวหน้าชนเผ่าอุยฮูรุ่นก่อนนักรบทั้งสิบห้าของเผ่าอุยฮูมือต่างกำชับอาวุธคู่กายไว้แน่นสายตาเครียดแค้นต่างจ้องเขม็งไปยังบุรุษชุดดำนั่น ปาอุ่ยเก้อเดินไปถึงเบื้องหน้าบุรุษชุดดำแล้วกล่าว
“มิคิดว่าผู้ที่อยู่ในจุดที่แสงสว่างส่องถึง จะต่ำตมถึงเพียงนี้ถึงกลับเป็สุนัขรับใช้ให้ชนเผ่าหลังเขา”
บุรุษชุดดำกล่าวตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“นี่เป็การนำแสงสว่างมาสู่หลังเขาต่างหาก”
“แสงสว่างงั้นรึแสงสว่างที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต ความล่มสลาย เืเนื้อของผู้คนอันใดกันที่เรียกว่าแสงสว่างของพวกเ้า”
“พลังไงล่ะ พลังคือแสงสว่างผู้ที่แข็งแกร่งก็คือแสงสว่าง”
เปรี้ยง!!!!... ร่างของชายชุดดำพลันเปล่งแสงสีฟ้าก่อนตวัดเท้าเตะเข้าใส่ทรวงอกของปาอุ่ยเก้อปาอุ่ยเก้อเตรียมตัวรับมืออยู่ก่อนแล้วมันวาดมือขึ้นเป็วงกลมระดับหน้าอก ดึงพลังญาณปาฏิหาริย์จากแก่นญาณชีพจรฟ้าออกมาต้านรับไว้ชายชุดดำคือผู้ที่ฝึกญาณวิถีเชน ส่วนปาอุ่ยเก้อฝึกญาณวีถีเต๋า หนึ่งเชนนึ่งเต๋าต่างปะทะห้ำหั่นอย่างมิคิดชีวิตนักรบชนเผ่ามารทมิฬ และนักรบชนเผ่าอุยฮู ฝ่ายละสิบห้าคนที่ถูกคัดสรรออกมาเพื่ออยู่ที่จุดประลองต่างจ้องมองการประลองอย่างตรึงเครียดเช่นเดียวกับทุกผู้ที่อยู่บนกำแพงชนเผ่าอุยฮู และผู้ที่อยู่บนกำแพงค่ายของชนเผ่ามารทมิฬต่างจ้องเขม็งชมดูการประลองอย่างไม่กระพริบตา
ถังเทียนเจ๋อ ผู้เป็แพทย์ประจำเผ่าและเป็อาจารย์ของปาอุ่ยเก้อยืนมองศิษย์คนโตอย่างห่วงกังวล ถึงตอนนี้ท่านได้เสียศิษย์คนเล็กไปหนึ่งคนแล้วย่อมไม่อยากที่จะเสียศิษย์อีกคนไป และท่านในตอนนี้ไม่มีพลังที่จะช่วยเหลือใดๆ ได้มีเพียงความหวังเดียวคือเ้าอารามเทพซีเซี่ยจะได้รับข้อความจากท่านซึ่งนี่ก็เป็เพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
ฟิ้วววว ขวับ …เสียงการปะทะอันดุเดือดระหว่างปาอุ่ยเก้อ และชายชุดดำดังมามิขาดสายการต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ต่างฝ่ายต่างลงมือกันอย่างสุดความสามารถในด้านพลังฝีมือนับว่าพวกมันทั้งสองนั้นมีความกำกึ่งไม่มีฝ่ายใดที่เหนือกว่าการดำเนินการประลองในครั้งนี้จึงต้องมีการชิงไหวชิงพริบกันไปด้วยปาอุ่ยเก้อวาดมือขวาเป็รูปวงกลมกลางอากาศก่อนวงกลมนั้นจะเปล่งแสงสีส้มพุ่งวาบแหวกฝ่าอากาศเข้าไป ชายชุดดำเบี่ยงร่างหลบแสงรังสีพลังสีส้มพุ่งผ่านร่างลงสู่พื้นเกิดเสียงดั่งสนั่น ตูมมมม!!! ฝุ่นผงรอบด้านปลิวว่อนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณปาอุ่ยเก้อพุ่งร่างวนรอบชายชุดดำก่อนปล่อยรังสีพลังเมื่อครู่ออกติดๆ กัน ตูม ตูมตูม ตูม ตูม ตูม ตูม เสียงดังสนั่น พื้นดินสั่นะเืส่งให้ฝุ่นผงปลิวคละคลุ้งบดบังทัศนียภาพปาอุ่ยเก้ออาศัยจังหวะนี้พุ่งร่างเข้าไปหมายโจมตีใส่ชายชุดดำฝ่ามือของปาอุ่ยเก้อที่แฝงไว้ด้วยพลังญาณที่เค้นออกมาจากแก่นญาณชีพจรฟ้าฟาดออกไปขณะที่ฝ่ามือของมันจะััถูกจุดตายของอีกฝ่ายทันใดนั้นกลับมีพลังสายหนึ่งแผ่รัศมีเย็นวาบขึ้นที่ด้านหลังของปาอุ่ยเก้อ ทึบ!!เสียงปะทะเข้าสู่แผ่นหลังของมันคนพลันล้มกลิ้งกระเด็นไป พร้อมกับกระอักโลหิตออกมาคำโตดีที่มันยังมีปฏิกิริยาที่รวดเร็วจึงสามารถเบี่ยงหลบให้พ้นจุดตายได้ฝุ่นผงที่ปลิวตลบค่อยๆ ซาลงจึงเห็นได้ซัดว่าผู้แอบลอบทำร้ายปาอุยเก้อคือหนึ่งในนักรบชนเผ่ามารทมิฬที่ล้อมรอบจุดประลองอยู่ปาอุ่ยเก้อที่คุกเข่าอยู่กับพื้นไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ มันกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า
“มิคิดว่าท่านหมอผีประจำเผ่าจะลดตัวทำเื่ไร้ยางอายเช่นนี้”
ที่แท้ผู้ที่ลอบโจมตีมันกลับเป็หมอผีผู้นำกองทัพชนเผ่ามารทมิฬที่ปลอมตัวเป็หนึ่งในนักรบสิบห้าคนนั่นเองและที่มันกล่าวขึ้นมาด้วยความมั่นใจเช่นนี้เพราะว่ามีไม่กี่บุคคลในชนเผ่ามารทมิฬที่สามารถทำร้ายมันจนเกือบเอาชีวิตรอดไม่ได้เสียงแก่ชราหัวร่ออย่างพึงพอใจก่อนกล่าว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าผู้ชนะเท่านั้นจึงมีสิทธิ์เล่าเื่ราว หากชนเผ่าพวกเ้าจบสิ้นข้าจะบันทึกให้ตนเองเป็วีระบุรุษก็ยังได้ จะสนอันใดกับเื่เล็กน้อยเช่นนี้”
บุรุษชุดดำกล่าวเสริมขึ้นอย่างไร้ยางอาย
“ท่านกล่าวมิผิด แล้วท่านเห็นหรือไม่ว่าข้าทำผิดอะไร”
“ข้าไม่เห็นว่าท่านจะทำผิดอันใด”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่าา”
นักรบชนเผ่าอุยฮูทั้งสิบห้าได้ยินเช่นนั้นพลันมีโทสะพวกมันต่างะโด่าทอ สาปแช่งอย่างหยาบคาย ก่อนพากันพุ่งเข้าโจมตีชายชุดดำและหมอผีประจำเผ่ามารทมิฬอย่างดุดันนักรบชนเผ่ามารทมิฬสิบสี่คนที่เหลือก็พุ่งเข้ามาต่อสู้ตะลุมบอนกันอย่างเอาเป็เอาตาย
บนกำแพงชนเผ่าอุยฮูเหล่านักรบที่เฝ้าดูการประลองเมื่อเห็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเช่นนั้นต่างก็เตรียมถ่าโถมเข้าร่วมการสัประยุทธ์แต่ติดที่หัวหน้าเผ่าปาอุ่ยเก้อได้กำชับไว้ว่าห้ามเปิดประตูเมืองออกไปโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดเหตุอันใดก็ตามเพราะนี่ถือเป็กำแพงสุดท้ายที่จะปกป้องให้ชนเผ่ายังคงดำรงอยู่ได้ รองหัวหน้าเผ่าและถังเทียนเจ๋อ อาจารย์ของมันต่างทราบดีนี่คือการยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อชนเผ่าของมัน หากมันชนะมันมั่นใจที่จะสามารถพลิกสถานการณ์กอบกู้ชนเผ่ากลับมาได้ แต่หากพ่ายแพ้มันก็จะขอยอมแลกชีวิตตนเองเพียงผู้เดียวถังเทียนเจ๋อได้แต่หลับตาทอดถอนใจท่านรู้สึกเสียใจอย่างลึกล้ำที่อาจจะต้องสูญเสียศิษย์อีกคนและรู้สึกแค้นใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นการกระทำที่ไม่ละอายฟ้าดินของผู้ฝึกญาณที่มาจากแผ่นดินใหญ่ซึ่งท่านย่อมมองออกว่ามันมาจากค่ายพรรคใด
ท่ามกลางการต่อสู้ตะลุมบอนบริเวณจุดประลองเหล่านักรบชนเผ่าอุยฮูคิดหวังเข้าไปช่วยผู้นำเผ่าพวกมันแต่ติดที่นักรบทั้งสิบสี่ของชนเผ่ามารทมิฬต่างเป็ผู้ฝึกญาณที่ปลอมตัวมาทำให้พวกมันขนาดคิดช่วยตัวเองก็ยังยาก จึงมิสามารถเข้าไปช่วยผู้นำเผ่าของตัวเองได้
ปาอุ่ยเก้อ ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนมันกัดฟันอดทนกับความเ็ปที่แล่นไปทั่วสรรพางค์กายสายตาของมันจ้องเขม็งไปยังบุคคลเบื้องหน้าทั้งสองแล้วกล่าว
“ข้ายินดียิ่งที่ได้ปกป้องแผ่นดินจนถึงวินาทีสุดท้ายแต่ก็แค้นใจนักที่มิอาจส่งคนชั่วช้า ไร้ยางอายอย่างพวกเ้าทั้งสองลงปรโลก”
“ฮ่าๆๆเช่นนั้นจงสำนึกเสียใจที่์มิได้เข้าข้างเ้า แต่กลับส่งเสริมข้าในวันนี้ ….ตาย!!!!”
กล่าวจบท่อนแขนข้างขวาของชายชุดดำพลันเปล่งพลังญาณสีฟ้าออกมาก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าหาปาอุ่ยเก้ออย่างรวดเร็ว ร่างคนฝ่าอากาศบังเกิดเสียงลมหวีดหวิวอากาศรอบข้างพลันปั่นป่วนรัศมีพลังรุนแรงขุมหนึ่งพุ่งเข้าหาตำแหน่งหน้าอกด้านซ้ายของปาอุ่ยเก้อ
ปาอุ่ยเก้อยืนแน่นิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหวสองตาจ้องเขม็งไปยังศัตรูอย่างแค้นใจ มันแค้นใจที่ต้องกลอุบายเช่นนี้ มันแค้นใจที่ต้องตกตายก่อนคนชั่วช้าทั้งสองนี้มันแค้นใจที่มิอาจอยู่ปกป้องชนเผ่าได้อีก และมันแค้นใจ์ที่มักไร้ั์ตา
เสียงลมหวือรังสีพลังจากฝ่ามือของชายชุดดำพุ่งจ่อเข้าตรงหน้าอกซ้ายของปาอุ่ยเก้อชาวชนเผ่าอุยฮู ต่างส่งเสียงเรียกผู้นำชนเผ่าอย่างเ็ปใจถังเทียนเจ๋ออาจารย์ของมันได้แต่หลับตามิอาจทนดูภาพตรงหน้าได้
เปรี้ยงงง!!!!!! เสียงดังสนั่นไหว ราวอัสนีบาศอ๊ากกก!!! ประกอบกับเสียงคนร้องโหยหวนด้วยความเ็ปทรมาน
....
....
....
ปาอุ่ยเก้อที่เตรียมพร้อมรอรับความตายอยู่ได้แต่งุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อครู่ฝ่ามือของชายชุดดำยังจ่ออยู่หน้าอกมันแท้ๆแต่ตอนนี้กับเป็รูโหว่ขนาดใหญ่ส่วนตรงกลางรูโหว่นั่นกลับมีไฟสีทองเรืองรองเผ่าไหม้อยู่ชายชุดดำร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ส่วนสายตาของทุกผู้ก็ได้จ้องไปยังเหตุการณ์ที่กลับตาลปัตรนี้
ปรากฏมีชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินผ่าเข้าไปตรงบริเวณใจกลางจุดประลองระหว่างปาอุ่ยเก้อกับชายชุดดำสายตาทุกผู้จับจ้องมาที่มันเป็จุดเดียว ชายหนุ่มผู้นี้ดูไปมีอายุราวสิบเจ็ดปีเศษรูปร่างสมสัดส่วน ใบหน้าหล่อเหลาราวภาพวาดที่เกิดจากฝีมือของจิตรกรมือหนึ่งแห่งแผ่นดินผมของมันสีดำขลับถูกปล่อยสลวยยาวลงประบ่า สวมชุดคลุมเก่าๆ สีเทาหม่นทุกผู้คนอาจไม่รู้จักมัน แต่ถังเทียนเจ๋อและปาอุ่ยเก้อกลับจดจำเค้าโครงใบหน้ารูปนี้ได้อย่างแม่นยำ คนทั้งสองจึงอดอุทานออกมาพร้อมกันมิได้
“เฟยหลง เป็เ้า…… เฟยหลง”
ชายหนุ่มผู้มาฉีกยิ้มละมุนให้กลับปาอุ่ยเก้อก่อนกล่าว”
“ข้ามาพาท่านกลับไปแล้วในที่สุดข้าก็ตามท่านกลับไปจนได้ ข้าบอกท่านแล้วมิใช่รึท่านาเ็อยู่ห้ามแอบออกไปรบอีก...มาเถอะกลับบ้านของเรา”
เฟยหลงเข้าไปพยุงร่างของปาอุ่ยเก้อขึ้นปาอุ่ยเก้อกลับมีน้ำตาไหลอาบบนใบหน้า นานแล้วที่มันมิได้ร้องไห้ออกมาเช่นนี้มันพยักหน้าปล่อยให้เฟยหลงพยุงร่างออกไป ปากก็กล่าวว่า
“ข้าเชื่อฟังเ้าแล้ว”
หมอผีชนเผ่าทมิฬที่กำลังตกตะลึงกับเหตุการณ์พลิกผันเมื่อครู่พอได้สติมันก็ออกคำสั่งให้นักรบทั้งสิบสี่คนเข้าขัดขวาง
“หยุดมันไว้อย่าให้หลบรอดไปได้”
ชายชุดดำทั้งสิบสี่หาใช่ชาวชนเผ่าทมิฬไม่เมื่อพวกมันเห็นผู้นำฝ่ายตนเองได้รับาเ็ และพยายามดับไฟที่มืออย่างทรมานพวกมันก็เกิดความสับสนไม่รู้จะทำเช่นไรต่อ จึงได้แต่เพียงยืนตะลึงลานอยู่กับที่หมอผีผู้นำกองทัพชนเผ่ามารทมิฬจึงเกิดโทสะ มันไม่สนใจอะไรอีกแล้ว คนพลันพุ่งเข้าหาเฟยหลงอย่างรวดเร็วร่างของมันกลายเป็ไอสีดำอันพร่าเลือน เป็พลังที่เร้นลับและแปลกพิสดารยิ่งร่างที่พุ่งเข้ามาพร้อมไอพลังสีดำเย็นเยือกได้กลายเป็เส้นสายนับสิบเส้นพุ่งแทงใส่เฟยหลงเฟยหลงมือหนึ่งประคองปาอุ่ยเก้ออีกมือหนึ่งพลันยกขึ้นและตวัดนิ้วชี้ออกไปอย่างรวดเร็วจนนับครั้งไม่ถ้วนปากกล่าวอย่างแ่เบา
“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยงเปรี้ยง เปรี้ยง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ……เปรี้ยง เสียงปะทะระหว่างพลังทั้งสองขุมดังสนั่นไปทั่วบริเวณฝุ่นดินรอบข้างปลิวกระจายคละคลุ้งตามแรงสะท้อนของพลังที่ผลักดันกันเสียงร้องโอดโอยอย่างเ็ปทรมานก็ดังขึ้น ปรากฏหมอผีชนเผ่ามารทมิฬลมกลิ้งไปนอนกลับพื้นที่หัวไหล่ซ้ายของมันมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ ทั้งยังมีไฟสีทองลุกไหม้อย่างน่าสยดสยองละคนสวยงามความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนชุดดำทั้งสิบสี่พลันได้สติ พวกมันจึงรีบเข้าไปพยุงหัวหน้าตนและหมอผีชนเผ่ามารทมิฬก่อนวิ่งหลบหนีเข้าค่ายอย่างรวดเร็ว
เฟยหลงก็ไม่คิดจะติดตามไป เพราะมันเชื่อว่านี่เป็บัญชีแค้นที่ศิษย์พี่ของมันย่อม้าคิดบัญชีเองมันจึงพาปาอุ่ยเก้อและบอกกล่าวให้นักรบของชนเผ่าอุยฮูที่เหลือกลับเข้าไปยังภายในกำแพงชนเผ่าที่นั่นมีคนรอพวกมันอยู่ เพราะที่นั่นคือบ้านของพวกมัน
“เฟยหลงเป็เ้าจริงๆอาจารย์ดีใจนักที่เ้าไม่ได้ไปอะไร”
ถังเทียนเจ๋อ กล่าวคำและรีบลงมาจากบนกำแพงชนเผ่าทันใดท่านปรี่เข้ามากำชับบ่าไหล่ของชายหนุ่มไว้แน่น ด้านเฟยหลงคนรู้สึกมีน้ำอุ่นๆ ที่ดวงตากำลังไหลออกมามันรู้สึกตื้นตันและอบอุ่นใจเมื่อได้กลับบ้านอีกครั้ง และทุกคนที่มันห่วงใยต่างปลอดภัยไร้เื่ราวใด
“อาจารย์ศิษย์อกตัญญูได้ทำให้ท่านต้องวิตกกังวลแล้ว”
“ไม่ไม่ ไม่ใช่ความผิดเ้านี่จึงเป็เื่ที่ประเสริฐนักที่เ้ากลับมา ... อ่า พาศิษย์พี่ของเ้าไปห้องพักก่อนข้าจะได้ตรวจดูอาการาเ็มัน”
“ขอรับ”
ที่ค่ายพักของชนเผ่ามารทมิฬ บัดนี้เกิดความโกลาหลวุ่นวายเนื่องจากหมอผีผู้นำกองทัพและหัวหน้าเหล่าผู้ฝึกญาณต่างได้รับาเ็รองผู้นำเผ่ามารทมิฬเห็นว่าเมื่อเป็เช่นนี้อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของกองทัพและอาจเป็เหตุให้เพี้ยงพล้ำต่อการศึกในครั้งนี้ มันจึงสั่งการให้ถอนกำลังที่โอบล้อมชนเผ่าอุยฮูทั้งหมดกลับมาประจำการยังค่ายใหญ่เพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
“ท่านหมอผีข้าได้สั่งการเหล่าทหารให้มาประจำการที่นี่หมดแล้ว พวกชนเผ่าอุยฮูคงมิกล้าที่จะบุกเข้ามาซึ่งๆหน้า อย่างไรพวกเราก็มีกำลังพลมากกว่าหลายเท่านัก”
“ดี รอให้พวกข้าหายดีเมื่อไหร่ต้องคิดบัญชีกับเ้าหนุ่มนั่นให้สาสม”
หมอผีประจำเผ่ามารทมิฬแม้ปากจะกล่าวเช่นนั้นแต่ในใจกลับหวั่นวิตกยิ่ง เพราะชายหนุ่มที่มาแม้มีอายุไม่มากนักแต่กลับมีพลังฝึกปรือที่ลึกล้ำ หากไม่สังกัดอยู่ในค่ายพรรค สำนักใหญ่ ย่อมเป็ศิษย์ของยอดคนที่ซ่อนเร้นไม่เปิดเผยตัวนี่จึงเป็ปัญหาที่ยุ่งยากมากแล้วเช่นนี้มันจึงหันหน้าไปกล่าวกับชายชุดดำผู้เป็หัวหน้าของกลุ่มผู้ฝึกญาณ
“เวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาปัญหาเดิมยังแก้ไม่ตก ปัญหาใหม่ก็เข้ามาอีกแล้ว......หากถึงกำหนดเวลาที่ั์ตา์จะปรากฏขึ้น แล้วเื่การยึดชนเผ่าอุยฮูยังไม่สำเร็จเห็นทีข้อตกลงระหว่างพวกเราคงต้องล้มเลิกแล้ว”
ชายชุดดำได้ฟังถึงกับบังเกิดโทสะกล่าวออกมาทันควัน
“ท่านกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูกต้องพวกข้าร่วมรบกับพวกท่านมานานปี เสียกำลังคนไปมากมาย อย่างน้อยพวกท่านก็ควรคิดตอบแทน”
“ข้าก็คิดตอบแทนแต่ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับผู้นำเผ่าข้า ท่านราชันย์มาร”
“เฮอะ เห็นทีท่านราชันย์มารเ้าต้องได้พูดคุยกับท่านเ้าวังของพวกเราซักหลายคำแล้ว”
“เอาเถอะๆ เื่ยังมาไม่ถึงอย่าพึ่งกล่าวให้แตกคอกันเลย ตอนนี้มาคิดหาทางกำจัดเ้าหนุ่มนั่นก่อน.... ท่านรู้หรือไม่ว่าบุรุษหนุ่มผู้นั่นมาจากค่าย พรรค หรือสำนักใดในแผ่นดินใหญ่”
“ดูไปไม่คล้ายคนจาก ค่าย พรรคสำนักใดในแผ่นดินใหญ่ แต่ฝีมือกลับร้ายกาจยิ่ง ไม่แพ้เหล่าผู้มีพร์รุ่นเยาว์แม้แต่น้อย”
“เช่นนั้นท่าจะไม่ดีแน่เห็นทีท่านต้องตามคนที่สามารถจัดการมันได้มา”
“ท่านหมายถึง......”
“ผู้ที่สมควรจะอยู่ปราบชนเผ่าอุยฮูเมื่อหลายปีก่อนตามคำสั่งของเ้าวังท่าน”
“หยางเค่อ”