เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 108 แม่ทัพจอมตะกละที่ไม่น่าเชื่อถือ

            กงจื้อหมิงนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไรไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยคิดวิธีนี้ แต่ก็เหมือนกับที่เขามีเส้นสายเอาไว้สอดแนมในเมืองอื่นๆในเมืองเฉียนโจวแห่งนี้ก็ต้องมีคนของราชสำนักอยู่อย่างแน่นอนหากทำเหมือนที่เฉียนเหลียงพูดออกมา แล้วมีคนทำอะไรบางอย่างกับเสื้อนวมขึ้นมาจริงๆอาจทำให้กลยุทธ์ที่วางไว้ทั้งหมดต้องพังพินาศลงก็เป็นได้

            จะได้รับชัยชนะหรือพ่ายแพ้ต่างกันแค่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้เท่านั้น เขาไม่กล้าที่จะเสี่ยงเว้นเสียแต่ว่าจะจำเป็นจริงๆ

            ในขณะนั้นเองที่ด้านนอกห้องโถงก็มีแม่ทัพสองคนเดินเข้ามาพวกเขาทั้งสองคนต่างก็แอบผลักกันและกันเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเฉียนเหลียงดังนั้นก็เลยพูดพร้อมรอยยิ้มอย่างประหม่าว่า“เดิมทีพวกเรามีเรื่องอยากจะมารายงานท่านแม่ทัพแต่พอเดินมาถึงที่หน้าประตูก็ลืมไปหมดแล้ว ฮิฮิ!”

            เฉียนเหลียงได้ฟังก็ไม่รู้จะพูดอะไรในแผ่นดินซีเฮ่ามีข่าวลือมาตั้งนานแล้วว่าท่านแม่ทัพกงจื้อเข้มงวดต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างมากและยังมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่โหดเหี้ยมและดุร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่ลังเลที่จะฝากชีวิตไว้กับกองทหารกบฏเช่นนี้เลยแม้แต่น้อยแต่จากที่เห็นวันนี้ มีรองแม่ทัพที่เลอะเลือนเช่นนี้ กองทหารกบฏจะสามารถชนะได้จริงหรือ?

            กงจื้อหมิงรู้จุดประสงค์ในการมาเยือนของสองคนนี้ดีเขาถลึงตาใส่พวกเขาไปหนึ่งทีแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

            เป็นอย่างที่คาดไว้สองคนนั้นหาเก้าอี้และนั่งลงอย่างไร้ยางอายจากนั้นก็ชะเง้อคอมองออกไปข้างนอกห้องโถงเป็นพักๆแต่น่าเสียดายที่เขาเห็นแค่พวกพ้องรวมตัวกันอยู่แต่กลับไม่เห็นหญิงสาวที่มีใบหน้าเย็นชาคนนั้นเลยแม้แต่เงา

            เฉียนเหลียงเป็นคนฉลาดเฉลียวอย่างไรเขาก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศในห้องโถงนี้แปลกๆดังนั้นเขาจึงรีบลุกขึ้นและหาข้ออ้างออกมาว่า “ท่านแม่ทัพข้ายังมีงานที่ยังไม่ได้จัดการ ข้าขอตัวก่อน”

            กงจื้อหมิงกลับส่ายมือและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “งานจะเยอะสักแค่ไหน แต่เพียงไม่กี่เค่อก็คงไม่เป็นไร ยังไงก็อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนเถอะ”

            “เอ๋?” เฉียนเหลียงกวาดตาไปมองแม่ทัพหลายคนที่ใบหน้าแดงขึ้นเรื่อยๆเขาอดไม่ได้ที่จะถามออกมาด้วยความสงสัยว่า“หรือว่าท่านแม่ทัพพวกนี้ต่างก็มากินข้าวอย่างนั้นหรือ?”

            “อะแฮ่ม!” เมื่อได้ยินเช่นนี้แม่ทัพมากกว่าครึ่งก็กระแอมออกมาบางคนที่หน้าบางสักเล็กน้อยก็เงยหน้าเพื่อศึกษาคานหลังคาว่าต้องใช้ไม้จำนวนเท่าไร

            โชคดีที่ลุงอวิ๋นที่อยู่ด้านนอกห้องโถงพูดออกมาและเขาก็ช่วยชีวิตเหล่าแม่ทัพที่กำลังจะเสียชีวิตเพราะความอับอายได้อย่างรวดเร็ว

            “นายน้อย อวิ๋นอิ่งมาแล้ว”

            “เข้ามาเถอะ มิเช่นนั้นยังไม่ทันที่ทางจูโจวจะตามไล่ฆ่ามาถึงที่นี่เหล่าแม่ทัพของกองทัพอี้จวินก็คงจะหิวตายกันไปกว่าครึ่งแล้ว!”กงจื้อหมิงพูดติดตลกอย่างหาได้ยาก เมื่อเฉียนเหลียงได้ยินก็ถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนแม่ทัพเหล่านั้นก็ปิดหูโดยอัตโนมัติคนนี้ก็รีบเข้าไปประจบและรับหาบออกมาจากบ่าของอวิ๋นอิ่งคนนั้นก็รีบไปตามพ่อครัวให้ยกข้าวและแป้งปิ่งมา

            ในไม่ช้าบรรยากาศในห้องโถงก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของอาหาร

            เฉียนเหลียงที่ถือตะเกียบอยู่ในมือเขามองไปที่ชาวข้ามหนึ่งชามและไก่ตุ๋นเห็ดที่อยู่เบื้องหน้าอย่างงุนงงเขาไม่รู้จะทำอย่างไรไปชั่วขณะ

            แต่กงจื้อหมิงกลับคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่เฉียนเหลียงได้ยินว่าทุกคนรอกินข้าวจึงส่งสัญญาณให้ลุงอวิ๋นเอาหมูสามชั้นผัดกระเทียมกับหูหมูน้ำแดงที่อยู่ข้างหน้าเขาแบ่งไปให้ขุนนางที่อยู่เป็นหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างเห็นได้ชัดคนนี้

            เฉียนเหลียงรับมันไปอย่างซาบซึ้งใจเขาเห็นเหล่าแม่ทัพที่ขบกัดกระดูกสันหลังหมูไปพลางและแอบมองไปที่จานกับข้าวของเขาไปด้วยดังนั้นเขาก็ทำตัวเพิกเฉยและกินเข้าไปคำใหญ่ในทันที

            ไม่รู้ว่าเพราะเขาได้แย่งกินก่อนคนอื่นอาหารก็เลยอร่อยหรือเพราะเมื่อเช้านี้เขาไม่ทันได้กินข้าวกันแน่เฉียนเหลียงกินอิ่มขนาดนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีในขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นขอบคุณ เขาก็เรอออกมาเสียงดังทำให้ถูกเหล่าแม่ทัพขี้อิจฉาหัวเราะออกมาอย่างหน้าดำหน้าแดง

            กงจื้อหมิงโบกมือไล่เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านี้ที่ทุกวันพอถึงเวลากลางวันทีไรต่างก็กลายเป็นคนตะกละตะกลามมาคอยแย่งอาหารทุกทีจนกระทั่งเขากำลังจะคุยกับเฉียนเหลียงเรื่องกองกำลังทหารและยุทโธปกรณ์อีกครั้งกลับได้ยินอวิ๋นอิ่งที่เพิ่งเก็บของใส่หาบเสร็จเอ่ยปากออกมาว่า “นายน้อยแม่นางติงได้ยินว่าท่านกำลังลำบากใจเรื่องกองกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ในช่วงฤดูหนาวก็เลยให้บ่าวเอาจดหมายฉบับหนึ่งมาให้”

            ในขณะที่พูดอยู่นางก็หยิบจดหมายออกมาจากแขนเสื้อจากนั้นก็ใช้สองมือประคองส่งขึ้นไป

            ดวงตาของกงจื้อหมิงฉายแววอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อเขานึกถึงอาหารที่ส่งมาทุกวันมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เขานึกถึงน้ำสาลี่ข้างมือของเขาเสื้อผ้าและรองเท้าบนตัวของเขาในชั่วขณะนั้นเองความคิดถึงที่ถูกกดทับไว้ในใจของเขาจู่ๆ ก็พังทลายออกมา

            “ที่จวนสบายดีกันใช่ไหม?”

            อวิ๋นอิ่งจะเดาไม่ออกได้อย่างไรว่าที่นายน้อยถามนั้นไม่ใช่จวนแต่เป็นสองแม่ลูกต่างหาก ดังนั้นนางก็เลยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “นายน้อยโปรดวางใจที่จวนสบายกันดี ทุกคนในจวนกำลังยุ่งกับการเก็บฟืนเพื่อเตรียมการสำหรับฤดูหนาวเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ขุดรากบัวออกมาจากในสระน้ำทั้งหมดแม่นางติงสอนให้ทุกคนใส่พริกป่าลงไปเพื่อจะดองให้เป็นรากบัวรสเผ็ดกว่าหนึ่งร้อยโหลผ่านไปสักระยะหนึ่งหลังจากที่ดองได้ที่แล้ว จะต้องส่งมาให้นายน้อยชิมอย่างแน่นอนส่วนอันเกอเอ๋อร์ช่วงไม่กี่วันนี้ก็ดื้อมากเขาพาเอ้อร์หวาวิ่งเล่นไปทั่ว เมื่อวานก็อยากจะไปดึงหางของม้าจึงถูกแม่นางติงตีไปหลายทีแต่ก็ไม่ร้องไห้เลย”

            กงจื้อหมิงที่ได้ยินดังนั้นก็อยากจะกางปีกและบินกลับไปในทันทีแต่น่าเสียดาย…

            เขาพยายามข่มใจและเปิดซองจดหมายออกปรากฏว่าเมื่อเขาอ่านเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมออกมาว่า “ดีนี่เป็นวิธีที่ดีจริงๆ!”

            เฉียนเหลียงที่อยู่ข้างๆได้ยินอย่างไม่ได้ตั้งใจ ครั้นจะชะเง้อคอเพื่อแอบดูก็รู้สึกเสียมารยาทอีกอย่างอวิ๋นอิ่งเองก็ถลึงตาใส่จนเขารีบก้มหน้าลง

            กงจื้อหมิงกลับไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้เขาเก็บจดหมายแล้วก็พูดออกมาอย่างตื่นเต้นว่า “เจ้าเมืองเฉียนไปทำธุระต่อเถอะไม่ต้องกังวลเรื่องกองกำลังทหารและยุทโธปกรณ์อีกต่อไป”

            เฉียนเหลียงยังอยากจะถามอีกสักสองสามประโยคแต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่ออวิ๋นอิ่งกำลังจ้องเขม็งมาที่เขาราวกับเสือดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงลุกขึ้นและขอตัวออกไป

            อวิ๋นอิ่งก็ได้ฟังแม่นางติงพูดขึ้นมาสองสามประโยคถึงขั้นที่ว่านางกำลังจะเริ่มสร้างที่พักเพิ่มในจวนแล้วด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็เลยพูดว่า“นายน้อย งั้นข้าจะกลับไปบอกแม่นางติงให้เริ่มรับสมัครคนได้เลย”

            กงจื้อหมิงพยักหน้า“พรุ่งนี้ข้าจะส่งเสบียงอาหารอีกสิบเกวียนพร้อมผ้าดิบและปุยฝ้ายไปเจ้าบอกนางด้วยว่า…ดูแลตนเองให้ดี ไว้ข้าจะหาเวลากลับไปสักรอบหนึ่ง”

            “เจ้าค่ะ นายน้อย”

            อวิ๋นอิ่งยกหาบขึ้นแล้วเดินออกไปเฟิงจิ่วปรากฏตัวออกมาจากที่ไหนไม่รู้ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

            อวิ๋นอิ่งรู้สึกขบขันนางหยิบถุงกระดาษผิวหนังใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าหนังที่แขวนอยู่อีกข้างของหาบและก็พูดตำหนิว่า “เจ้าอย่าได้กังวลไปแม่นางติงกำชับให้ข้าเอาซาลาเปาไส้เนื้อจำนวนหนึ่งมาให้เจ้าโดยเฉพาะ”

            เฟิงจิ่วดีใจมากอย่างที่คาดไว้เลยเขาแย่งซาลาเปาและยัดเข้าไปในปาก จากนั้นก็บ่นออกมาอย่างอู้อี้ว่า “ยังไงพี่ติงก็เป็นคนดีที่สุดแล้วตั้งแต่ที่แม่ทัพอวี้ฉือและรองแม่ทัพคนอื่นๆ พากันมากินข้าวข้าก็ไม่เคยได้กินอิ่มท้องอีกเลย”

            อวิ๋นอิ่งได้ฟังแล้วก็รู้สึกขบขันแต่นางก็รู้ว่าเจ้าเด็กคนนี้คิดอะไรอยู่ “เจ้าตัดใจซะเถอะตอนนี้ที่จวนเองก็เปลี่ยนจากกล่องข้าวเป็นถังข้าวแล้ว ยังไงข้าก็คงไม่สามารถยกหม้อเหล็กมาได้ตลอดหรอก”

            เฟิงจิ่วหน้าบูดบึ้งและกัดซาลาเปาอีกสองสามคำด้วยความโมโห“หากข้าไม่กังวลเรื่องนายน้อยล่ะก็ข้าอยากจะกลับไปปรนนิบัติรับใช้คุณชายน้อยจริงๆ!”

            “หุบปาก!” อวิ๋นอิ่งขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีและกวาดตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็วจากนั้นก็เงื้อมือตบไปที่เฟิงจิ่วแรงๆ หนึ่งฉาด“เจ้าเอาสมองไปลืมไว้บนหลังคาแล้วหรือ ถึงได้กล้าพูดไปเสียทุกเรื่องเช่นนี้!”

            เฟิงจิ่วเองก็ตกใจที่รู้ว่าตนเองปากไม่มีหูรูดและเขาก็ไม่กล้าร้องครวญคราง ได้แต่กอดซาลาเปาเอาไว้และวิ่งหนีไป

            อวิ๋นอิ่งทำอะไรไม่ได้นางโมโหจนกระทืบเท้าออกมา จากนั้นก็แบกหาบเดินออกไป แล้วก็ขึ้นรถม้ากลับไปที่จวน

            ……

            ในเมืองเฉียนโจวถึงแม้จะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภัยแล้งมากนักแต่ก็น่าสังเวชกว่าปีก่อนๆ มาก แล้วยังมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากเข้ามาต่อให้จะมีศาลาที่ว่าการคอยช่วยเหลือบรรเทาทุกข์อย่างเต็มที่และมีอาหารให้วันละสองมื้อเช้าเย็น แต่น่าเสียดายที่ยังมีคนมากมายที่ขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้าพวกคนหนุ่มยังดีกว่าสักหน่อยไม่ว่าจะหางานหรือว่าเข้าร่วมกองทัพอี้จวินอย่างไรก็คงไม่อดตาย หากจะพูดถึงความทุกข์ก็คงมีแต่พวกคนแก่เด็ก และเหล่าสตรีเท่านั้น

            บริเวณนอกเมืองไม่ว่าจะเป็นเพิงหญ้าใต้ต้นไม้หรือกันสาดกันลมข้างกำแพงก็จะเห็นแม่ลูกที่ผอมแห้งและผิวซีดเซียวใส่เสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ ได้เกือบทุกที่ เวลาที่มีคนผ่านไปพวกเขาก็จะยื่นมือออกมาขอทานและหวังว่าจะได้รับแป้งปิ่งสักครึ่งชิ้น จะได้ช่วยให้ลูกชายลูกสาวมีชีวิตอยู่ได้อีกสองสามวัน

            แต่ทุกครั้งล้วนได้รับความผิดหวังกลับไปเสมอดังนั้นบางคนจึงถูกบังคับให้ขายร่างกายอย่างไม่มีทางเลือกหอนางโลมในเมืองก็เลยมีคนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมามากมาย

            ในช่วงบ่ายของวันนี้มีประกาศแปะไว้ที่หน้าศาลาที่ว่าการฮูหยินและหญิงสาวที่เย็บปักถักร้อยได้สามารถไปสมัครงานที่หมู่บ้านของจวนสกุลอวิ๋นไม่เพียงแต่มีที่พักอาศัย ทุกวันยังมีข้าวให้กินอิ่มสองมื้อและสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คืออนุญาตให้พาลูกชายและลูกสาวเข้าไปอยู่ในจวนด้วยกันได้

            หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไปก็เหมือนการใส่น้ำเย็นลงไปในกระทะที่มีน้ำมันต่อให้ในใจจะรู้สึกหวาดระแวงสักแค่ไหนแต่ว่าประการแรกมีศาลาที่ว่าการเป็นหลักประกันประการที่สองเทพแห่งความตายได้มายืนยกเคียวขึ้นเหนือศีรษะแล้วตราบใดที่ยังสามารถหลบหนีได้อีกสักครั้ง ต่อให้จะเป็นทะเลไฟหรือภูเขามีด [1]ก็ต้องลองไป

            ดังนั้นท้องฟ้ายังไม่ทันมืดสนิทหมู่บ้านของจวนสกุลอวิ๋นที่คึกคักมากว่าครึ่งเดือนก็เริ่มแออัดมากขึ้นตอนนี้มีฮูหยินกว่าสองสามร้อยคนที่พาลูกมาพวกนางยืนอย่างระมัดระวังอยู่ที่หน้าประตูจวน แววตาเต็มไปด้วยความหวังที่จะมีชีวิต

            ติงเหว่ยพาป้าหลี่เสี่ยวชิงและอวิ๋นอิ่งทั้งสามคนไปด้วยกัน หลังจากที่มองผ่านๆไม่กี่ครั้งก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคัดจมูกขึ้นมาหากว่าหญิงสาวคนหนึ่งไม่มีความรู้สึกละอายอีกต่อไปเกรงว่าพวกนางคงจะเดินผ่านประตูแห่งความตายมาหลายต่อหลายครั้ง

            ติงเหว่ยรีบไปกำชับภรรยาของหยวนชิงเหอว่า“พี่สะใภ้หยวน อีกเดี๋ยวท่านพาพวกฮูหยินในหมู่บ้านไปต้มน้ำร้อนมาเพิ่มสักหน่อยแล้วป้าหลี่จะเอาผงยาสมุนไพรส่งไปให้ พวกท่านจะต้องลำบากสักหน่อยในตอนแรกต้องทำให้แม่ลูกเหล่านี้อาบน้ำสระผมให้เรียบร้อยจากนั้นก็เปลี่ยนชุดเก่าออกและหาชุดใหม่มาให้เปลี่ยนด้วยเดี๋ยวข้าจะให้ผ้าดิบและปุยฝ้ายทดแทนในภายหลัง จำไว้ว่าหากไม่อาบน้ำและไม่เปลี่ยนชุดจะให้เข้าไปข้างในหมู่บ้านไม่ได้เด็ดขาดหากว่าเกิดโรคระบาดขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาได้”

            “ตกลง แม่นางโปรดวางใจ” ภรรยาของหยวนชิงเหอเป็นคนร่าเริง นางตีไปที่หน้าอกตนเองและตอบรับว่า“พวกนางต่างก็เป็นคนยากจนและน่าสงสารใครก็ไม่อยากเห็นพี่สาวน้องสาวเหล่านี้ต้องตกระกำลำบากแต่เมื่อก่อนครอบครัวก็ยากจนมากจึงช่วยไม่ไหวจริงๆ วันนี้แม่นางมีเมตตา แม้พวกเราจะเหนื่อยและลำบากสักหน่อยแต่ก็ได้ทำความดีไปด้วย!”

            หลังจากพูดจบนางก็ไปหาภรรยาของแต่ละบ้านอย่างกระตือรือร้นเพื่อมาแบ่งงานกันทำ อ่างอาบน้ำใบใหญ่ถังไม้ใบเล็ก และแม้แต่ขวดน้ำเต้าก็ถูกหยิบออกมาจากบ้านทุกครัวเรือนในห้องครัวตอนนี้ต้มน้ำเดือดข้ามวันข้ามคืน ฟืนก็มีไฟลุกโชนจนเป็นสีแดงวูบวาบทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่อยู่เหนือจวนสกุลอวิ๋นราวกับสว่างขึ้นสามส่วน

            หลังจากยุ่งวุ่นวายมาตลอดทั้งคืนในที่สุดทั้งฮูหยินและเด็กกว่าห้าร้อยคนก็มีใบหน้าสะอาดสะอ้านและเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นในต้นฤดูหนาวพี่สะใภ้หยวนและภรรยาคนอื่นๆ ต่างก็เหนื่อยจนสายตัวแทบขาดโชคดีที่ฮูหยินและเด็กเหล่านี้ถึงแม้จะเร่ร่อนอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน แต่ส่วนใหญ่ก็มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนมิเช่นนั้นหากเอาเสื้อผ้าของคนในหมู่บ้านทั้งหมดมาบริจาคให้ใส่ก็คงจะไม่พออยู่ดี

            ติงเหว่ยตื่นเช้าขึ้นมาหลังจัดการกับลูกชายเสร็จก็พาอวิ๋นอิ่ง เสี่ยวชิงและคนอื่นๆ ไปรับฮูหยินเหล่านั้นมาและไล่พวกพี่สะใภ้หยวนที่ท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงให้กลับไปนอนพักสักหน่อยแต่พี่สะใภ้หยวนและคนอื่นๆ ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาพวกนางต่างก็ต้องการแสดงความซื่อสัตย์ต่อเจ้าบ้านมากสักหน่อยดังนั้นก็เลยฝืนความง่วงแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่าพวกนางนอนไม่หลับ

            ข้างกายติงเหว่ยก็กำลังขาดแคลนกำลังคนดังนั้นนางจึงไม่ได้แสดงท่าทีอะไร จากนั้นก็บอกให้เสี่ยวชิงกลับไปกำชับกับท่านป้าหลี่ว่าเที่ยงวันนี้ให้ทำกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์สักอย่างหนึ่งจากนั้นค่อยส่งให้แต่ละครอบครัวคนละหนึ่งชามใหญ่เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานอย่างหนักของทุกคน

            เป็นอย่างที่คาดไว้พี่สะใภ้หยวนและคนอื่นๆที่ได้ฟังต่างก็ขอบคุณด้วยความดีใจไม่หยุดความเหน็ดเหนื่อยบนร่างกายปลิวหายวับไปในทันที การที่ได้ติดตามเจ้าบ้านเช่นนี้ต่อให้ต้องเหนื่อยก็ไม่กลัว อย่างไรหากเจ้าบ้านเห็นในสายตารับรองว่าจะไม่มีทางปฏิบัติต่อทุกคนอย่างไม่ยุติธรรมเป็นแน่

            -----------------------------------------

            [1]ทะเลไฟหรือภูเขามีด 刀山火海 หมายถึงใช้อุปมาถึงสถานที่ที่อันตรายและลำบากที่สุด

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน