ผมขอบอกอีกครั้ง ว่านี่ไม่ใช่แผนของผมจริง ๆ
แผนของผมก็แค่บอกให้โหวหวังขโมยแก่นปราณ หรือ ของวิเศษที่ใช้บรรจุของพวกนั้นมา
แต่ให้ตายสิ! ไอ้เปรตหน้าขนมันกับทำเกินขอบเขต
อะไรคือการหาแก่นปราณอสูรไม่เจอแล้วต้องฉวยของใช้ส่วนตัวของพวกเธอมา
และอะไรคือนักชมบุปผาไม่เด็ดบุปผา
แบบนี้มันไม่เด็ดดอกแต่ดึงมาทั้งใบ!!
มันเลวร้ายไม่ต่างกันเลย!
ส่วนพวกสาว ๆ ตระกูลอุสางิตอนนี้ เสื้อผ้าของพวกเธอมีรอยขาดวิ่นระเนระนาด
ไม่ใช่จากคมกระบี่ เพราะผมไม่ได้เข้าร่วมการฉกฉวยนั้น
แต่ทั้งหมดคือแรงคน ที่ทั้งดึงและกระชาก
ผมว่า 'ระบบศีลธรรม' ของซุนโหวหวังมันมีปัญหา
และดูเหมือนจากตอนแรกที่ชื่อของผมถูกจดลงบัญชีหนังสุนัขของตระกูลอุสางิ ว่าคือสหายของซุนโหวหวัง
ตอนนี้คงเขียนหมายเหตุตัวสีแดง ๆ ทับลงไป
ว่าได้หยามเกียรติคนตระกูลอุสางิอย่างไร้ยางอายเพิ่มลงไปด้วย..
ให้ตายสิ!
ซึ่งบทเรียนที่ผมได้จากเหตุการณ์ครั้งนั้นน่ะเหรอ..
คืออย่าปล่อยให้เพื่อนหน้าขนไปหยิบของข้างในหมอกเป็อันขาด..
โดยเฉพาะถ้ามันคนนั้นมีชื่อว่า ซุนโหวหวัง
เห้อ..
แต่ต่อให้มันไม่ใช่สิ่งที่ผมทำ หรืออะไรก็แล้วแต่ ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผมไม่มีส่วนผิด
“ข้าขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น ข้าไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น”
ผมจึงได้ก้มลงเก็บผ้าชิ้นน้อยของสตรีขึ้นมา ก่อนจะโยนกลับไปทางคนตระกูลอุสางิ
“เื่นี้ถือว่าฝ่ายเราลงมือเกินเหตุ เลิกแล้วต่อกันและแยกย้ายเถอะ”
ผมพูดออกไปอย่างใจเย็น แต่เหมือนไอ้โหวหวังจะรู้สึกเสียดายผ้าชิ้นน้อย ๆ พวกนั้นถึงได้หันมามองค้อนผม
แต่ผมไม่สนใจ ได้แต่ใช้มือผลักให้มันหันหลัง เตรียมตัวที่จะไปจากพื้นที่ตรงนั้น
อย่างไรพวกเราก็ต้องทำการสอบกันต่อ
“หยามเกียรติสตรีแล้วคิดว่าคืนของแล้วจะจบเื่แค่นี้รึ!”
เสียงนั้นเป็เสียงของผู้หญิงหัวร้อนที่ชื่อนามิ
เธอในตอนนี้ดูโกรธจัด มือข้างหนึ่งกระชับเสื้อให้มิดชิดขึ้น ส่วนอีกข้างชูดาบและกำแน่น
“เื่ในครานี้! ต่อให้เ้าจะเป็คนตระกูลซุน ข้า ฟุวะ นามิ ก็มิอาจให้เ้าที่หยามิ่ในเกียรติของข้า ลอยนวลไปง่าย ๆ !!”
ผมถึงกับชะงัก ก่อนจะหมุนคืนกลับไป
“ข้ามิได้ตั้งใจหยามเกียรติใคร และก่อนที่ทุกอย่างจะดำเนินมาถึงจุดนี้
ฝ่ายข้ามิได้เป็คนเริ่ม
เป็พวกเ้าที่เป็ฝ่ายมาหาเื่พวกข้า
แบบนี้จะโทษพวกข้าฝ่ายเดียวมันก็ไม่ถูก!”
อย่าเข้าใจผมผิด ผมไม่ได้พยายามโยนความผิดให้คนอื่น
แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น พวกเราทั้งสิบคนนั้นต่างฝ่ายต่างผิด
ไม่ว่าจะผิดมาก ผิดน้อย
ความผิดก็คือความผิด
“หึ.. โหวหวัง.. เ้านี้เปิดตาข้าได้ดีเสียจริง..”
คราวนี้เป็ยัยคุณหนูอุสางิที่เป็คนพูดออกมา
ท่าทางของเธอในตอนนี้..
ผมบอกเลยว่าน่ากลัวเสียยิ่งกว่าตอนแรกซะอีก
ตัวของซากิตอนนี้กลับนิ่งขึ้น นิ่งจนเหมือนบุปผาหิมะที่มีหนามน้ำแข็งล้อมรอบ
“คราแรกข้าก็คิดว่าเ้าแค่ไร้ยางอาย..
แต่ที่ไหนได้...
เ้ากลับเป็คนต่ำช้าเสียยิ่งกว่าสุนัขขี้เรื้อนเสียอีก..!”
ด้านโหวหวังพอโดนด่า ท่าทางของมันก็เหมือนจะโกรธ
แต่แทนที่มันจะว่าตวาดกลับไป มันกลับเลือกที่จะนิ่งและเงียบ เหมือนมันน่าจะรู้ตนเอง
ว่าสิ่งที่มันทำ..
นั้นเลวร้ายมากถึงเพียงไหน
“เื่ในครานี้..
อย่างไรพวกเ้าตระกูลพญาวานรก็ต้องมีคำอธิบายต่อคนตระกูลศศะจันทราของข้า!”
ซากิประกาศก้าวออกมา
“อยากได้คำอธิบายเหรอ? ย่อมได้!!
หากเ้า้าคำอธิบาย พวกข้าจะไปอธิบายให้ถึงเมืองศศะจันทรา!”
ผมเอ่ยออกไปอย่างใจเย็น
ในตอนแรก ผมก็รู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่ในตอนนี้!
ในเมื่ออีกฝ่ายอยากได้คำอธิบายอย่างเป็ทางการ
ก็คงต้องแลกกันหมัดต่อหมัด!
“แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น พวกข้าก็้าคำอธิบายของตระกูลอุสางิด้วยเช่นเดียวกัน
ว่าเหตุใด!
คนตระกูลอุสางิถึงแปดคนถึงได้หมายทำให้พวกข้าทั้งสองคนสอบตก
ซ้ำ!
ข้ายังต้องไปขอคำอธิบายจากสำนักสีขุนเขา
ว่าเหตุใด!
สิ่งที่ตระกูลอุสางิลงมือกระทำในเขตสำนักสี่ขุนเขา ถึงได้ไร้แววผู้คุมสอบหรือาุโของสำนักเลยสักคน”
ในตอนนี้ผมเหลืออดแบบสุด ๆ
ยัยอุสางิซากินี่อะไร ราวกับเป็พวกที่ชอบ 'ถ้าเอาแต่โทษตัวเอง แล้วเมื่อไหร่คนอื่นจะผิด' อย่างนั้นไปได้
แล้วดูเหมือนสิ่งที่ผมพูดออกไป จะไปแทงใจดำของใครหลายคน
คนตระกูลอุสางิแม้จะมีท่าทางไม่ยอมอยู่ แต่รังสีฆ่าฟันก็ลดลงไปไม่น้อย
กลับกัน
มีเพียงคนเดียวที่เปล่งจิตสังหารออกมามากกว่าเดิม
นั่นคืออุสางิซากิ
ยัยคนนั้นจ้องมาที่ผมเหมือนกับผมไปติดหนี้เธอเอาไว้
แม้ตอนนี้ซากิจะไม่ได้ยกดาบจ่อคอของผมอยู่ แต่สายตาที่มองมานั้นทั้งคมและอันตรายไม่ต่างกันเลย
“ว่าที่ผู้นำตระกูลเขาคุยกัน.. ใครอนุญาตให้ลิ่วล้ออย่างเ้าขัดกัน!?”
ผมหัวเราะในลำคอแ่ ๆ ไม่ใช่สิ่งรู้สึกขำ แต่เพราะสิ่งที่ซากิทำมันน่าขำ
“แปลว่าพอเถียงสู้ไม่ได้ ก็อ้างบารมีตระกูลมาข่มคนอื่นใช่ไหม...”
ผมเงยหน้ามองเธอตรง ๆ คราวนี้ไม่มีแววล้อเลียน มีแค่คำถามในแววตา
“แบบนี้จะต่างอะไรกับที่เ้าด่าสหายข้าที่ทางเข้าสำนัก?”
ผมตอกกลับไปด้วยอารมณ์ล้วน ๆ ตอนนั้นผมเดือดปุด ๆ จริง ๆ
“เอาเป็ว่าก็ตามนั้น หากเ้าอยากให้เป็เื่ใหญ่ พวกข้าก็พร้อมจะเต้าข่าวให้มันใหญ่ขึ้น
ข้าก็อยากรู้เช่นเดียวกัน ว่าสำนักสี่ขุนเขาจักตอบคำถามนั้นของพวกข้าว่าเช่นไร
อุสางิ ซากิ...”
พูดจบ ผมก็ได้ตบไหล่โหวหวังหนึ่งทีพร้อมกับหันหลัง
ผมขี้คร้านจะต่อปากต่อคำ
ไหนจะเวลาที่เหลือน้อยของผมอีก
แต่ในตอนนี้ผมหันหลัง ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าพุ่งเข้ามา
ตามสัญชาตญาณ ผมได้ผลักให้โหวหวังหลบ
พร้อมอาศัยแรงที่เกิดจากการผลักเ้าเพื่อนหน้าขนเป็แรงส่งตัวเองหลบด้วยเช่นเดียวกัน
ทันทีที่หลบได้ ผมก็ได้เห็นว่าคนที่ลงมือนั้นก็คือซากิ
แถมอาวุธที่ซากินั้น ดันเป็สิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะสามารถใช้เป็อาวุธได้
นั่นคือพัดหยก
แล้วการที่ซากิลงมือด้วยตัวเองแบบนี้
เหมือนผมจะไปสะกิดหรือพูดมากจนเธอรำคาญ
แล้วเมื่อผมหลบการโจมตีที่ผ่ากลางมาได้ในทีแรก
ซากินั้นใช่รั้งรอให้ผมตั้งหลักได้
เธอรีบหมุนตัวบิดเอววาดสะบัดพัดมาในแนวขวาง
ผมทิ้งตัว.. อาศัยแรงโน้มถ่วงเป็ตัวช่วย เสริมแรงเตะฝ่าเท้าไปที่ตัวของพัดทำให้พัดนั้นเบี่ยงทิศ
พร้อม ๆ กัน
ผมได้กลิ้งตัวหลบฉากอีกครั้งบนพื้น ส่งพลังปราณเข้าไปในแหวนมิติเพื่อเรียกกระบี่ของผมออกมา
เคร้ง!!
พัดของเธอและกระบี่ของผมฟันต้านรับกัน
โดยที่ตัวของผมยังอยู่ในท่าคุกเข่า ขณะที่ตัวของซากิยืนกดพัดลงมาด้วยใบหน้าที่นิ่ง
แต่ผมรู้ว่าตอนนี้เธอนั้นโกรธจัด
แล้วอีกครั้ง..
เมื่อเธอเห็นว่าผมสามารถรับมือได้เท่านั้น
มือซ้ายของซากิก็ได้โบกโอบพลังปราณขึ้นมา ก่อนจะซัดใส่ผมด้วยวิชาฝ่ามือ
แต่ก็น่าสงสารยัยริชคิด (rich kid) คนนี้
การใช้วิชาฝ่ามือใส่คนที่อยู่กับเซียนหมัดมวยและฝ่ามือเช่นยี่ฟู่มานานอย่างผม
นั้นเป็อะไรที่ไม่ควรทำเลย
ผมผ่อนแรงที่ใช้ต้านพัดหยกของซากิลง
ปล่อยให้ตัวพัดนั้นครูดไถไปกับกระบี่ของผม ขณะที่ผมหมุนตัวออกแรงยันไปเท้า
เปลี่ยนให้ผมตอนนี้ยืนหันหน้าให้กับแผ่นหลังของเธอ
และแน่นอน
ผมเป็สุภาพบุรุษนะ
แต่อย่าถามนิยามกันล่ะ... มันไม่ตรงกับโหวหวังแน่นอน...
ผมได้ซัดฝ่ามือใส่แผ่นหลังของซากิเข้าไปเต็ม ๆ
แต่ฝ่ายนั้นก็เหมือนจะมีดีอยู่บ้าง
ซากิสามารถหลบฝ่ามือของผมได้อย่างฉิวเฉียด
แค่นั้นยังไม่พอ
ตอนที่เธอหมุนตัวหลบฝ่ามือของผม
เธอยังไม่วาย วาดพัดในแนวขวางเพื่อตอบโต้การโจมตีนั้นของผม
แต่ผมก็ยังโชคดีหน่อย ๆ ว่าทิศทางที่พัดหยกของซากิหมุนมานั้น
คือด้านขวาของผม ที่ผมถือกระบี่อยู่
ผมถึงได้สามารถยกกระบี่ขึ้นกันได้อย่างทันท่วงที
หลังจากนั้น พวกเราก็แลกอาวุธสับไปมากันหลายกระบวนท่า
ตอนแรกผมก็แค่ต้านรับไปเรื่อย ๆ
แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนท่าที่ 8
สายตาของผมก็สะดุดเห็นของสิ่งหนึ่งบนคอของซากิ
นั่นคือแหวนมิติที่ถูกถักเป็สร้อยคาดคอไว้อย่างดีราวกับเครื่องประดับ
แต่กับผม มันไม่ใช่ของสวยงามอะไรหรอก มันคือ 'คลังสมบัติ' ขนาดย่อม
และถ้าในนั้นมีแก่นปราณที่พวกเธอทั้งหมดเก็บเอาไว้จริงล่ะก็..
งวดนี้สอบผ่านแน่
เพียงแค่นั้น
จากตอนแรกที่ผมต้านรับเพลงวิชาพัดของเธออยู่ ผมก็ได้เริ่มที่จะออกอาวุธสวนโต้ตอบบ้างแล้ว
แล้วเมื่อซากิเห็นผมวาดกระบี่ด้วยวิชาที่เรียนมา
ดวงตาคู่นั้นก็เกิดประกายความสับสน
“นี่มัน!! เพลงกระบี่โบย์!! เป็ไปไม่ได้! เ้ายังไม่ใช่ศิษย์ของสำนักสี่ขุนเขาเลย เหตุใดเ้าถึงใช้เพลงกระบี่นี้ได้!! เ้าเป็ใครกันแน่หลิวเจี้ยน!”
เสียงของซากิหลุดปากมาในจังหวะที่กระบี่ของผมเฉียดแนบปลายพัดของนางไปเพียงครึ่งนิ้ว
เพลงกระบี่โบย์ที่ซากิเอ่ยออกมานั้น
ใช่.. นี่คือวิชาประจำสำนักของสี่ขุนเขา
แม้ผมจะยังเป็แค่คนที่สอบเข้า ยังไม่ผ่านด่านสุดท้าย
แต่ผมก็คือคนที่ถูก 'ฝึก' จากยี่ฟู่ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับวิชานี้จนถึงแก่น
แล้วถ้าหากถามว่าเพลงกระบี่โบย์นั้นมีดีอะไร
ผมก็ตอบได้อย่างเต็มปาก
มันคือเพลงกระบี่อันดับหนึ่งของยุทธทวีป
กระบี่ในมือของผมวาดโค้งแหวกพัด
ท่ารำที่ยี่ฟู่เคยบอกว่าเป็แค่พื้นฐาน บัดนี้กลับหนักหน่วงราวกับจะทะลวงพสุธา
เพลงกระบี่นี้ไม่ต้องซ่อน ไม่ต้องอวด ผมต้องใช้ให้สมกับชื่อเพลงกระบี่อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า
แล้วทันทีที่ผมเริ่มใช้เพลงกระบี่ของผม
ผมก็เริ่มเปลี่ยนจากรับมือมาเป็ค่อย ๆ เป็ฝ่ายกุมสถานการณ์
บังคับจังหวะและ ผมผลักเธอถอยทีละครึ่งก้าว
ผมเห็นแววตานั้นของซากิที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
จากตอนแรกเ็า
ต่อมาโกรธขึ้ง
ตอนนี้เริ่มเป็แววตาที่ทั้งสั่นไหวทั้งตื่นกลัว
มันคือแววตาของคนที่รู้ว่ากำลังจะพ่าย
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเพลงกระบี่ที่กำลังบีบพื้นที่ของนางคือเพลงประจำสำนักที่ตนเองกำลังสอบเข้า
“เ้าคือใครกันแน่!?!”
เสียงพึมพำเบา ๆ ของซากิยังหลุดออกมาให้ผมได้ยินแม้ในจังหวะที่เธอพยายามฟาดพัดใส่หน้าผมอย่างเอาเป็เอาตาย
ผมไม่ได้ตอบอะไร ไม่จำเป็ต้องพูดมาก
แค่เดินกระบี่ไปแบบนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้รู้ว่าผมนั้นต้องไม่ธรรมดาเหมือนที่เธอพูด
ทุกครั้งที่พัดในมือเธอฟาดลงมา กระบี่ของผมก็สอดแทรกขึ้นไปดักทาง
ทุกครั้งที่ซากิหมุนตัวหลบ ผมก็แปรกระบี่ให้เบียดรุก
เพลงกระบี่โบย์น่ะ..
มันไม่ใช่แค่เพลงกระบี่ของสำนัก
แต่มันคือภาษาของมือที่ยี่ฟู่ใช้ถ่ายทอดจิติญญาให้กับผมมาเกือบสองปี
ซากิเริ่มเสียหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ แรงของเธอก็เริ่มอ่อนลงทุกครั้งที่ถูกกระบี่ของผมตีใส่
พัดที่เคยควบคุมช่องว่างตอนนี้กลับกลายเป็แค่ใบไม้กลางพายุ
และในวินาทีนั้นเอง ผมเห็นจังหวะที่สร้อยแหวนมิติเคลื่อนขึ้นสูงจากการที่นางเบี่ยงตัวหลบ
อีกเพียงก้าวเดียว...
“คุณหนู!!”
เสียงร้องดังมาจากทางด้านขวา เป็เสียงของนามิ
และไม่ต้องรอให้มองก็รู้ว่าเธอกำลังวิ่งเข้ามา
แต่มีเงาใหญ่บางอย่างขวางเธอไว้..
นั้นคือเ้าเพื่อนหน้าขนของผม
นอกจากจะะโมาขวางหน้า กระบองของมันก็ได้กระแทกลงพื้นพร้อมส่งพลังปราณหอบใหญ่อัดกระแทกข่มขู่
"ไม่เอาน่าแม่หญิงนามิ คนเขากำลังเข้าได้เข้าเข็มกันอยู่แท้ ๆ จะเข้าไปขัดตอนนี้มันไม่ดีหรอกหนา..."
โหวหวังส่งเสียงปราม ั์ตาเ้าคนหน้าขนมีเลศนัย มือที่ควรแค่ยื่นออกไปปางห้ามญาติกลับกำแบสลับกันไปมาอย่างน่าหมั่นไส้ ซ้ำยังทำเป็ลอยอยู่ระดับเดียวกับเนินอกของนางนั่นอีก...
ไอ้นี่มันไม่เคยเลิกหื่นได้เลยสิน่า
“ถอยออกไป! อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเ้า!”
นามิคำรามอย่างโกรธจัด แววตาเด็ดเดี่ยวไม่คิดลังเลเลยสักนิด
ตอนนั้นผมก็เริ่มรู้แล้วว่าซวยแน่ เพราะผู้หญิงคนนี้ดูไม่กลัวอะไรอีกแล้วแม้แต่น้อย
แล้วเธอก็ไม่ได้แค่โกรธ ดาบในมือเงื้อฟันใส่โหวหวังอย่างสุดแรง
เคล้ง!!
กระบองเหล็กดำของไอ้หมอนั่นฟาดใส่ดาบของนางได้ทันทีทันใด ดาบของนามิหลุดปลิวหายเข้าไปในพุ่มไม้ด้านข้าง ร่วงไปยังที่ใดไม่รู้
“ฉันบอกแม่แล้วอย่างไร.. ว่าคนเขากำลังจู๋จี๋กันอยู่ อย่าทำตัวเป็กว้างขวางคอเลย..”
โหวหวังยกยิ้มกริ่มอย่างย่ามใจ
อาจเพราะมันเห็นว่าตอนนี้นามิไม่ได้ถืออาวุธอะไรในมือ มันถึงได้ดูสบาย ๆ แบบนั้น
แต่เหมือนโหวหวังมันจะย่ามใจจนเกินไป
และบาปกรรมที่มันทำมาทั้งวันก็เหมือนจะติดจรวด
ขาขวานางพุ่งสวนแรงโน้มถ่วงขึ้นมาอย่างไม่มีคำเตือน
ตรงเข้าส่วนที่ผู้ชายคนไหนเห็นก็เสียวสันหลังวาบ
ร่างของโหวหวังทรุดลงแนบพื้นไปทั้งตัว แข้งขาสั่นระริก ใบหน้าบิดเบี้ยวจนผมไม่อยากจะมอง
ไม่รู้ว่า... หวังหวังน้อยยังอยู่ดีไหม
ผมไม่อยากจินตนาการเลยว่าถ้าไอ้นั่นพังจริง
ตระกูลซุนจะขาดทายาทไปอีกสี่รุ่นหรือเปล่า
ส่วนนามิ.. เธอไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองผลงานตัวเองด้วยซ้ำ
เหมือนคนเพิ่งเตะฟรีคิกเสร็จแล้วก็วิ่งเข้าไปทำเกมต่อ
เธอกวาดตามองมาทางผมแน่ ๆ
แล้วภาพที่เธอเห็นคงทำให้เธอต้องรีบมากกว่าเก่า
ตอนนั้นผมไล่ต้อนยัยซากิจนแผ่นหลังของเธอแนบติดกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
เปลือกไม้เก่าแก่ยังดูไม่เกร็งเท่าเธอเลยสาบานได้
ใบหน้าของซากินั้นเครียดเคร่ง จังหวะหายใจเริ่มเร่ง พัดในมือก็เริ่มสั่น
สงสัยเธอเริ่มมาถึงจุดที่จะต้านรับต่อไปได้อีกไม่ไหว
ตามการคาดการณ์ของผม...
อีกแค่สิบอึดใจ..
เธอก็ไม่เหลือแรงรับกระบี่ของผมอีกต่อไป
เห็นแบบนั้น
ผมจึงตั้งใจเปิดช่องว่างเล็ก ๆ ตรงบ่าซ้ายของตัวเอง ช่องที่ถ้าซากิลงมือได้ตรงเป้า ความได้เปรียบที่ผมครองเอาไว้ก็จะหายไปในทันที
แน่นอน..
ผมทำแบบนี้เพื่อวัดใจ ไม่ได้วัดฝีมือ
แล้วก็เหมือนว่าซากินั้นเห็นช่องวางนั้น
ผมรับรู้ได้ผ่านแววตาที่เธอมอง
และเธอไม่มีแววลังเลหรือเฉลียวใจเลยแม้แต่น้อย
เธอได้ออกแรงที่เหลือทั้งหมดฟาดพัดใส่ผมเต็มแรง
ก่อนที่จะพุ่ง รวบพัดนั้นเป็แท่งหวังจะใช้เป็ท่าพิฆาต
และจังหวะนั้น ผมก็ลงมือทันที
ผมก้มตัวหลบ ใช้มือซ้ายข้างที่ไม่ได้จับอาวุธยื่นออกไปด้วยความเร็วราวกับงูฉก
แต่ถึงอย่างนั้น
สิ่งที่ผมคว้ามาได้กลับเป็เพียงปอยผมเล็ก ๆ
ดูเหมือนซากิจะรู้เช่นกันว่าผมคิดอะไรอยู่
ในจังหวะสุดท้ายเธอจึงได้กางพัดออก อัดพลังปราณใส่เข้าไปในพัดเพื่อสร้างแรงส่ง
ไม่เพียงเท่านั้น
เธอยังถึงกับใช้ขาสองข้าง ถีบต้นไม้ทางด้านหลังทำให้แรงในการพุ่งโฉบของเธอนั้นยิ่งมีมาก
สามารถหลบมือของผมที่กำลังจะคว้าไปที่แหวนมิติของเธอได้อย่างเฉียดฉิว
ดูเหมือนพวกลูก ๆ ตระกูลห้าเสาหลักอะไรนี่ ประมาทไม่ได้เลยจริง ๆ
แล้วทันทีที่ผมหันกลับไป ฝ่ายของซากิก็เหมือนจะไม่ได้พุ่งเข้ามาหมายเอาเื่ผมอีกแล้ว
ซากิตอนนี้ไม่มีอาการข่มขู่เหมือนก่อนหน้า
เธอได้แต่ยืนหอบพร้อมใช้มือซ้ายจับไปที่แขน
ดูท่าการที่เธอรับเพลงกระบี่ของผมไปหลายกระบวนท่าจะทำให้เธอนั้นล้าเต็มทน
เห็นแบบนั้นผมจึงได้เลิกที่จะไล่ตามแหวนมิติของเธออีก เปลี่ยนเป็ยืนอยู่เฉย ๆ
ส่งสายตามองไป
“อย่างไร พวกเ้าจะเลิกตามราวีพวกข้าได้หรือยัง?”
ผมถามเสียงเรียบ ดวงตาเหลือบซ้ายแลขวาเผื่อมีตระกูลอุสางิคนไหนคิดลอบทำร้ายผมอีก
“หรือยังอยากได้คำอธิบายอยู่อีกหรือไม่?
ถ้ายังอยาก.. ตอนนี้เครื่องข้ากำลังร้อนดะ--!”
“โฮกกกกกกกกกกกกกกกกก!!”
อยู่ ๆ ก็มีเสียงคำรามของบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์แทรกตอนที่ผมกำลังพูด
เสียงนั้นมันดังมาจากทางด้านหลังของคนตระกูลอุสางิ
นอกจากนั้น.. ในทิศทางนั้น
ก็มีดังะเืพื้น ลมหอบแรงชนิดที่แม้แต่เส้นผมของผมยังสะบัดตาม
ทันใดนั้น พวกเราทุกคน ต่างก็หันขวับไปยังทิศเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ตึง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!
เสียงฝีเท้าโคตรจะไม่เป็มิตรนั่นดังขึ้นจากทางป่าด้านนั้น ราวกับอะไรบางอย่างที่ ไม่ควรมีอยู่บนโลกนี้ กำลังวิ่งทะลวงปราการธรรมชาติเข้ามา
และแน่นอน มันไม่ได้แค่เสียงดังเล่น ๆ เพราะวินาทีถัดมา ต้นไม้สิบกว่าต้นก็หักโค่นลงพร้อมกับร่างอะไรบางอย่างที่ใหญ่โตมโหฬาร จนผมต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกหนึ่งแบบไม่รู้ตัว
สิ่งที่ปรากฏตัวออกมา ตัวมันสูงอย่างน้อยสองเมตร ลำตัวหนาป้อมแต่ไม่ได้อ้วน มันคือหนาแบบกล้ามแน่น ๆ แบบที่นักเพาะกายเห็นแล้วยังต้องอาย แถมยังมีปากยาวเหมือนจระเข้ หนามแหลม ๆ เต็มแผ่นหลังเหมือนเม่น ส่วนท่าทางการยืนดันไปคล้ายจิงโจ้อีกต่างหาก
ผมหรี่ตาทันที ใช้เนตรจ้าวัตรวจสอบอย่างไว พริบตานั้นม่านตาผมก็หดลงเท่าเมล็ดแมงลัก
เพราะสัตว์อสูรตนนั้น..
มีระดับอยู่ที่ััปราณขั้นกลาง
นี่ไม่ใช่เล่น ๆ แล้ว
และดูเหมือนว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่รับรู้ได้ถึงความน่ากลัวของเ้าอสูรตนนั้น
เพราะกลุ่มคนของตระกูลอุสางิด้านหลังก็ผงะพร้อมกันเหมือนนัดแนะกันมาก่อน สาวใช้ทั้งหกที่ก่อนหน้านี้มัวเหนียมอายหรือหลบไปแต่งตัวใหม่มาก็ไม่ทราบก็ได้รีบกระโจนมารวมกลุ่มกับคุณหนูของพวกนาง
ก่อนที่กลุ่มคนตระกูลอุสางิทั้งหมดจะกระโจนหนีไป
เห็นแบบนั้นผมก็ได้ผงกหัวให้โหวหวังทีหนึ่ง ก่อนที่พวกเราสองคนจะพุ่งไปอีกทาง
สัตว์อสูรระดับนี้ไม่ใช่เล่น ๆ และจริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้ผมได้ปากกล้าปากดีถามอี้ต้าเต๋อเื่ของแก่นปราณของสัตว์ระดับนี้
แต่ตอนนั้นผมยังมีพลังปราณเต็มเปี่ยม
ผิดกับตอนนี้
ที่ผมทั้งผ่านการล่าอสูรและการปะมือกับซากิมา
พลังของผมย่อมไม่เท่าเดิม
ผมวิ่งแบบสับเท้าเท่าที่ขาจะรับไหว ขนาดโหวหวังที่ยังเจ็บ 'หวังหวังน้อย' อยู่ ยังรีบตามผมมาอย่างไม่คิดชีวิต
แต่พวกคุณเชื่ออะไรไหม?
ตอนที่ผมแอบชำเลืองไปข้างหลังแวบเดียว..
ก็เห็นแล้ว..
ไอ้เ้าอสูรวิ่งตามพวกผมมา!!
ผมไม่เข้าใจ
คนมีสองกลุ่ม แถมกลุ่มของผมยังเล็กกว่า ทำไมไอ้เ้าอสูรตนนี้ถึงได้วิ่งตามผมมา
หรืออาจเป็เทพธิดาแห่งโชคร้ายเริ่มตื่นมาทำงานแล้ว
จึงได้อวยพรส่งอสูรตนนี้มาหาผม
หรือไม่..
นี่ก็อาจเป็เวรกรรมจริง ๆ ที่โหวหวังมันทำเอาไว้ตอนก่อนหน้านี้..