บทที่ 4: ตำนานภูตผีและหนี้เืที่ต้องชำระ
รัตติกาลคลี่คลุมผืนป่าราวกับผ้าห่มสีดำสนิท มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้และเสียงร้องของสัตว์กลางคืนที่ทำลายความเงียบสงัด หลี่เฟยยืนพิงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง หายใจอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับสู่ภาวะปกติ ร่างกายที่เพิ่งผ่านการปรับสภาพมาใหม่ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานที่พลุ่งพล่าน เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทุกอณู... กล้ามเนื้อที่ตอบสนองเร็วขึ้น ปอดที่จุอากาศได้มากขึ้น และประสาทััที่เฉียบคมจนน่าใ
เขาสามารถได้ยินเสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบโดยกระต่ายป่าซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตร ได้กลิ่นดินชื้นและกลิ่นยางไม้ที่ลอยมาตามลม และมองเห็นโครงร่างของสรรพสิ่งในความมืดได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
นี่คือพลัง... พลังที่แท้จริงซึ่งแตกต่างจากอำนาจทำลายล้างของวัตถุะเิโดยสิ้นเชิง มันคือพลังที่อยู่กับตัวเขา เป็ของเขาโดยสมบูรณ์
แต่เขารู้ดีว่าแค่นี้ยังไม่พอ...
การโจมตีครั้งแรกคือการสร้างความเสียหายทางกายภาพและหว่านความโกลาหล แต่การโจมตีครั้งต่อไป... จะต้องเป็การสร้างความเสียหายทางจิตใจ มันคือการก่อาจิตวิทยา คือการสลักความหวาดกลัวลงไปในกระดูกของศัตรูทุกคน
เขาเหลือบมองไปยังอาณาเขตของตระกูลหลี่ที่อยู่เบื้องล่าง แสงไฟจากคบเพลิงสว่างจ้ากว่าเดิมหลายเท่า ยามลาดตระเวนเดินกันขวักไขว่เป็สองเท่า แถมยังมีสุนัขล่าเนื้อตัวใหญ่ถูกจูงมาเสริมทัพด้วย พวกมันกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับการบุกรุกอย่างเต็มกำลัง
"ป้องกันแ่าขึ้นสินะ... แต่พวกแกกำลังป้องกันผิดวิธี" หลี่เฟยแสยะยิ้มเ็า "พวกแกกำลังป้องกันโจร... แต่คนที่พวกแกต้องรับมือ คือ 'ภูตผี'"
เขาก้าวออกจากเงามืดอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เป้าหมายของเขาไม่ใช่เรือนพักของใครคนใดคนหนึ่ง เป้าหมายของเขาคือสถานที่อันเป็หัวใจและจิติญญาของตระกูล... 'หอบรรพชน'
การลอบเข้าไปในครั้งนี้ยากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด การมีอยู่ของสุนัขล่าเนื้อทำให้การลอบเร้นบนพื้นดินเสี่ยงเกินไป แต่สำหรับหลี่เฟยที่ร่างกายถูกเสริมความแข็งแกร่งมาแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก เขาะโจากกิ่งไม้หนึ่งไปยังอีกกิ่งไม้หนึ่งอย่างคล่องแคล่วและเงียบกริบราวกับลิงวอก เคลื่อนที่ไปบนยอดไม้เหนือหัวของเหล่าทหารยามผู้โง่เขลา
ตรวจพบ: สุนัขล่าเนื้อ, ระดับความอันตราย: ต่ำ (แต่การรับรู้กลิ่นสูง)
คำแนะนำ: เคลื่อนที่เหนือลมและรักษาระยะห่าง
ระบบแจ้งเตือนขึ้นมาตามหน้าที่ แต่หลี่เฟยรู้หลักการนี้ดีอยู่แล้ว เขาเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด หลบเลี่ยงการปะทะโดยไม่จำเป็ จนกระทั่งมาถึงบริเวณใกล้เคียงหอบรรพชนจนได้
หอบรรพชนตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางอาณาเขต เป็อาคารไม้สักหลังใหญ่ที่ดูขรึมขลังและน่าเกรงขาม ที่นี่คือสถานที่เก็บป้ายิญญาของบรรพบุรุษตระกูลหลี่ทุกคน และเป็สถานที่ประกอบพิธีสำคัญต่างๆ การป้องกันที่นี่จึงแ่าเป็พิเศษ มียอดฝีมือระดับสูงของตระกูลยืนเฝ้าอยู่ถึงสี่คน
แต่หลี่เฟยไม่ได้คิดจะบุกเข้าไปทางประตูหน้า... เขาเงยหน้าขึ้นมองหลังคาที่สูงชัน ก่อนจะใช้พละกำลังใหม่ของเขาปีนขึ้นไปตามเสาไม้และขอบหน้าต่างอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบราวกับตุ๊กแก ในที่สุดเขาก็ขึ้นมาถึงหลังคาได้สำเร็จ และพบกับกระเื้ัคาแผ่นหนึ่งที่วางอยู่ไม่สนิทนัก เขาค่อยๆ ขยับมันออกอย่างเบามือ เผยให้เห็นช่องว่างเล็กๆ ที่พอจะให้เขาสอดตัวเข้าไปได้
เขาหย่อนตัวลงสู่พื้นด้านในอย่างนุ่มนวลราวกับขนนก...
ภายในหอบรรพชนนั้นเงียบสงัดและเย็นเยียบ กลิ่นธูปกำยานและไม้เก่าลอยอบอวลไปทั่ว บนแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านในสุด มีป้ายิญญาไม้สีดำสลักชื่อสีทองตั้งเรียงรายกันเป็ร้อยๆ ป้าย แต่ละป้ายคือตัวแทนของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว มันคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของตระกูล
หลี่เฟยไม่ได้มีความเคารพต่อสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ในสายตาของเขา มันเป็เพียงแค่สัญลักษณ์ของความเน่าเฟะที่สืบทอดกันมาเท่านั้น
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง... ที่สุสานหลังเขา
หัวหน้ายามนาม "จ้าวผิง" กำลังยืนขมวดคิ้วมองดูกองดินที่ถูกรื้อค้นขึ้นมาใหม่ตรงหน้าเขา เขาเป็ทหารยามที่รับใช้ตระกูลหลี่มานานกว่ายี่สิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน สัญชาตญาณของเขากำลังร้องเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างยิ่ง
"หัวหน้า... ที่นี่มีอะไรหรือขอรับ?" ยามหนุ่มคนหนึ่งนาม "อาซิง" ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงประหม่า บรรยากาศของป่าช้ายามค่ำคืนทำให้เขารู้สึกขนลุก
"แกดูนี่สิ... ดินมันยังใหม่อยู่เลย" จ้าวผิงชี้ไปที่หลุมศพหลุมหนึ่ง "และนี่คือหลุมศพของ... คุณชายน้อยหลี่เฟย"
"คุณชายน้อยเฟย!?" อาซิงเบิกตากว้าง "ข้าได้ยินพวกบ่าวรับใช้พูดกันว่าเขาป่วยตายเมื่อสองวันก่อน... หรือว่ามีคนมาขโมยศพ?"
"ขโมยศพไอ้ขยะนั่นไปจะเอาไปทำอะไร?" จ้าวผิงสบถ "ขุดมันขึ้นมาดู!"
ยามสองสามคนช่วยกันใช้พลั่วขุดดินขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักพวกเขาก็เจอกับโลงศพไม้ราคาถูกที่แตกหักเสียหายอยู่ข้างใต้ และที่สำคัญที่สุด... ข้างในนั้นว่างเปล่า!
"ว่างเปล่าจริงๆ ด้วย!"
แต่จ้าวผิงไม่ได้สนใจโลงศพ เขาก้มลงไปสำรวจพื้นดินอย่างละเอียด แล้วสายตาของเขาก็ไปสะดุดกับบางสิ่ง... มันคือรอยเืหยดเล็กๆ ที่แห้งกรังติดอยู่กับเศษไม้ที่แตกออกมาจากโลง
เขายื่นนิ้วไปแตะมันแล้วนำมาดมกลิ่น... ไม่มีกลิ่นของพิษงูหลอดโลหิตดำเลยแม้แต่น้อย มีเพียงกลิ่นคาวเืจางๆ
ภาพเหตุการณ์ประติดประต่อขึ้นในหัวของจ้าวผิงอย่างรวดเร็ว... ดินที่ยังใหม่, โลงศพที่แตกจากข้างใน, และหลุมศพที่ว่างเปล่า...
นี่ไม่ใช่การขโมยศพ... แต่มันคือการ... ปีนออกมาจากหลุม!
ความคิดนี้ทำให้แม้แต่ทหารผ่านศึกอย่างเขาถึงกับเย็นวาบไปทั้งสันหลัง "เป็ไปไม่ได้..." เขากระซิบกับตัวเอง หรือว่า... คุณชายน้อยหลี่เฟยจะกลายเป็ 'สิ่งนั้น' ไปแล้ว? ภูตผี? หรือว่า... อสูรกาย?
แล้วเหตุการณ์ะเิประหลาดที่เรือนของนายน้อยห้าวเมื่อครู่... หรือว่ามันจะเกี่ยวข้องกัน?
"กลับ!" จ้าวผิงะโลั่น "รีบกลับไปรายงานท่านผู้นำ! เร็วเข้า!"
เหล่าทหารยามรีบวิ่งกลับไปยังอาณาเขตตระกูลหลี่ด้วยความเร็วสูงสุด ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ
ภายในหอบรรพชน หลี่เฟยไม่รู้ว่าความลับของเขาถูกเปิดโปงแล้ว เขากำลังจะเริ่มดำเนินแผนการของเขา
เขาหยิบะเิควันลูกหนึ่งออกมา จุดชนวนแล้วโยนมันเข้าไปในกระถางธูปทองเหลืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง
ฟู่...
ควันสีขาวขุ่นหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากกระถางธูปอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ทั่วทั้งห้องโถงก็เต็มไปด้วยม่านควันที่หนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง
ยามที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเริ่มสังเกตเห็นควันที่ลอยออกมาจากช่องประตูและหน้าต่าง
"เกิดอะไรขึ้น!?"
"มีควันออกมาจากหอบรรพชน!"
พวกเขารีบพังประตูเข้ามา แต่สิ่งที่ต้อนรับพวกเขาก็คือม่านควันที่หนาทึบและกลิ่นที่เหม็นฉุนจนทำให้แสบจมูกและหายใจติดขัด
"แค่กๆ! นี่มันอะไรกันวะ!?"
ในความสับสนวุ่นวายนั้นเอง หลี่เฟยก็ลงมือ...
เขาไม่ได้สังหารใคร... การกระทำของเขาเงียบเชียบและมุ่งเป้าไปที่การสร้างความอัปยศอดสูโดยเฉพาะ
เขาหยิบเศษถ่านจากกระถางธูปขึ้นมากำไว้ในมือ พุ่งตรงไปยังแท่นบูชาหลัก ที่นั่นมีป้ายิญญาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดตั้งอยู่... ป้ายของ 'หลี่ซาน' บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลหลี่รุ่นแรก
เขาใช้เศษถ่านนั้นเขียนข้อความตัวใหญ่ๆ ลงบนป้ายิญญาสีทองอย่างรวดเร็ว
"หนี้เื ต้องชำระด้วยเื"
ลายมือของเขาเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยไอสังหารอันเย็นเยียบ
จากนั้น เขาก็ใช้ความเร็วที่เหนือกว่าคนธรรมดาปัดป้ายิญญาของผู้าุโที่เขารู้จักดีว่าเป็พวกที่ชอบดูถูกเหยียดหยามเ้าของร่างเดิมร่วงหล่นลงมาจากแท่นบูชาหลายป้าย
เคร้ง! เคร้ง!
เสียงป้ายไม้กระทบพื้นดังก้องอยู่ในความเงียบ มันคือเสียงแห่งการลบหลู่ที่ร้ายแรงที่สุด!
"มันอยู่นั่น!" ยามคนหนึ่งะโขึ้นเมื่อเห็นเงาร่างวูบไหวในม่านควัน
แต่ก็ช้าไปแล้ว หลี่เฟยโยนะเิควันลูกที่สองลงบนพื้นเพื่อสร้างความโกลาหลระลอกใหม่ ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นทะยานขึ้นไปทางช่องโหว่บนหลังคาที่เขาเข้ามาในตอนแรก แล้วหลบหนีหายไปในความมืดอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อควันเริ่มจางลง เหล่ายามและผู้าุโที่เพิ่งมาถึงก็ได้เห็นภาพตรงหน้า... ป้ายิญญาบรรพบุรุษตกกระจายเกลื่อนพื้น และที่ร้ายแรงที่สุดคือข้อความท้าทายที่ถูกเขียนไว้บนป้ายิญญาของผู้ก่อตั้งตระกูล
"อ๊ากกก! บังอาจ! บังอาจสิ้นดี!" ผู้าุโคนหนึ่งถึงกับทรุดลงไปกับพื้น ชี้ไปยังป้ายิญญาด้วยมือที่สั่นเทา "นี่มัน... นี่มันคือการประกาศากับตระกูลหลี่ของเรา!"
ในจังหวะนั้นเอง กลุ่มของจ้าวผิงก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในหอประชุม
"ท่านผู้นำ! ท่านผู้าุโ! เื่ใหญ่แล้วขอรับ!" จ้าวผิงคุกเข่าลงรายงานเสียงดัง "หลุมศพของคุณชายน้อยหลี่เฟย... มันว่างเปล่าขอรับ! โลงศพถูกทำลายจากข้างใน!"
คำพูดของจ้าวผิงราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางวง ทุกคนในที่นั้นนิ่งอึ้งไปทันที
หลุมศพที่ว่างเปล่า... การโจมตีที่ลึกลับ... การลบหลู่หอบรรพชน...
ภาพทั้งหมดปะติดปะต่อกัน ก่อให้เกิดข้อสรุปที่น่าขนหัวลุกเพียงข้อเดียว...
ิญญาแค้นของหลี่เฟย... ไอ้ขยะที่ทุกคนเคยเหยียบย่ำ... ได้กลับมาเพื่อทวงหนี้แค้นแล้ว!
ไกลออกไปบนยอดเขา หลี่เฟยกำลังจะล่าถอย แต่แล้วระบบก็แจ้งเตือนขึ้นมา
แจ้งเตือน: ตรวจพบกลุ่มเป้าหมายกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (สุสานหลังเขา) กลับมายังอาณาเขตหลัก
วิเคราะห์ความเป็ไปได้: การค้นพบหลุมศพที่ว่างเปล่า 97.8%
หลี่เฟยหยุดชะงัก "เร็วกว่าที่คิด"
ตอนนี้ตัวตนของเขาถูกเปิดโปงแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว ตระกูลหลี่จะต้องเชื่อมโยง "ผีหลี่เฟย" เข้ากับเหตุการณ์ทั้งหมดได้แน่ เขาไม่มีเวลามาเล่นาจิตวิทยาลับๆ ล่อๆ อีกต่อไปแล้ว
เขา้าพลังที่เด็ดขาดกว่านี้... พลังที่จะใช้จบเกมได้
เป้าหมาย 500 แต้มสังหารสำหรับปืนพก M1911 ไม่ใช่เป้าหมายระยะยาวอีกต่อไป แต่มันคือความอยู่รอดที่เร่งด่วนที่สุด
เขาหันหลังให้กับอาณาเขตตระกูลหลี่ แล้วทอดสายตาไปยังผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่เบื้องหน้า ในป่านี้ไม่ได้มีแค่กระต่ายหรือกวาง แต่มันยังมีสิ่งที่อันตรายกว่านั้น... สัตว์อสูร
"ดูเหมือนว่าแค่คนในตระกูลหลี่..." เขากระซิบกับตัวเอง แววตาฉายประกายเย็นเยียบ "จะไม่พอสำหรับ 500 แต้มซะแล้ว"
การล่าครั้งใหม่... กำลังจะเริ่มต้นขึ้น