หลังจากส่งแขกผู้ใหญ่ระดับสูงเข้านั่งประจำที่จนครบทุกคนแล้ว ครอบครัวสุริยคราสและผู้นำสูงสุด กลับเลือกที่จะยืนรอผู้ที่กำลังจะมาถึง สิ่งที่พวกเขากำลังเฝ้ารอก็คือคณะตัวแทนจากศาสนจักรทั้งสี่ เนื่องจากพณท่านเหล่านั้นล้วนมีศาสนกิจรัดตัวเป็นอย่างมาก ทุกคนในงานจึงทำได้เพียงแค่รอคอยอย่างสงบ ไม่เว้นแม้แต่ราชธิดาเองก็ยังไม่ได้รับเกียรตินี้ จนกระทั่งในที่สุด ก็มีเสียงประกาศก้องดังกังวานขึ้นมา
“คณะสมณทูตแห่งศาสนจักรแห่งแสงเดินทางมาถึงแล้ว”
ท่านชาญชัย พร้อมด้วยเจ้าบ้านสุริยคราสและภาคินที่ได้ยินดังนั้น จึงรีบผละออกจากการสนทนาแล้วพากันมายืนตั้งแถวรอรับอยู่บริเวณด้านหน้าคฤหาสน์ โดยมีคณะตัวแทนจากตระกูลใหญ่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลังของพวกเขา
ไม่นานนัก รถลีมูซีนสีขาวบริสุทธิ์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่า สมณทูตแห่งแสงก้าวลงมาจากรถทั้งหมดห้าคน เป็นชายสามคนและหญิงสองคน พวกเขาอยู่ในชุดคาสซอค (Cassock) สีขาวสะอาด คลุมทับด้วยเสื้อเซอร์พลีส (Surplice) ลายลูกไม้สีขาวดูสง่างาม
ผู้ที่เดินนำหน้ามานั้นเป็นชายชราอายุราวหกสิบปี มีเส้นผมสีขาวประดุจดอกเลา ท่านอยู่ในชุดคาสซอคสีดำขลิบม่วง คลุมด้วยเซอร์พลีสสีขาวเช่นเดียวกัน ทว่ามีผ้าพาลเลียม (Pallium) ทำจากขนแกะสีขาวปักลวดลายดวงอาทิตย์สี่แฉกสีดำพาดอยู่ด้านหน้า ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันเด่นชัดว่ายศของท่านต้องเป็นถึงระดับอัครมุขนายกอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ออร่าเวทมนตร์รอบกายของท่านยังแผ่พลังศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยความสว่างไสว และอบอุ่นราวกับอยู่ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิ เป็นเครื่องการันตีชั้นดีว่านี่คือตัวแทนจากศาสนจักรแห่งแสงไม่ผิดแน่นอน
เมื่อท่านเดินมาถึงขบวนต้อนรับ ท่านชาญชัยในฐานะผู้นำประเทศจึงได้เอ่ยทักทายด้วยความนอบน้อมและให้เกียรติ “นมัสการพระคุณเจ้า ยินดีต้อนรับสู่ประเทศของเราครับ การสละเวลาเดินทางมาของท่าน เป็นดั่งแสงแดดอันอบอุ่นที่มอบให้แก่ประเทศของเราเสมอมา”
อัครมุขนายกผู้เป็นหัวหน้าคณะยิ้มน้อย ๆ แววตาสีฟ้าใสคู่นั้นดูเมตตา “ไม่ต้องมากพิธีหรอกท่านชาญชัย ประเทศของท่านเองก็มีต้นกล้าที่ดีอยู่มากมาย ดูอย่างศาสตราศักดิ์สิทธิ์ ‘หิรัญญนารี’ ที่ไม่เคยตอบสนองต่อผู้ใดเลยนานนับสามร้อยปี ในที่สุดวันนี้ก็มีคนที่สามารถนำมันมาใช้งานได้... เนื่องจากวันนี้มีพิธีที่หาชมได้ยาก ฉันเลยถือโอกาสพาเด็กคนนี้มาเปิดหูเปิดตาด้วย ท่านคงจะไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ” ท่านชาญชัยพยักหน้ารับด้วยความยินดี
“ดาริณ... มาทักทายท่านผู้นำหน่อยสิ” อัครมุขนายกเอ่ยเรียกเด็กสาวที่อยู่ด้านหลัง
เด็กสาวตัวเล็ก ผิวขาวอมชมพูราวดอกบัวแรกแย้ม ไว้ผมทรงบ๊อบที่สั้นระดับคาง ผมหน้าม้ายาวลงปิดบังดวงตาเล็กน้อย โดยมีเส้นผมส่วนหนึ่งของหน้าม้าทอประกายแสงสีเงินระยิบระยับจาง ๆ บ่งบอกให้รู้ว่าดาริณเป็นผู้ครอบครองเวทมนตร์สายธาตุโลหะ และยังมีความบริสุทธิ์ของธาตุสูงมากอีกด้วย
เธอก้าวเดินออกมาจากท้ายขบวนอย่างช้า ๆ พยายามระงับอาการเกร็งและประหม่า ก่อนจะมาหยุดยืนต่อหน้าท่านชาญชัย “ส... สวัสดีค่ะ ดิฉันเด็กหญิงดาริณ จารุวรกุล ค่ะ”
น้ำเสียงของเธอค่อนข้างขี้อายและเบาบาง เด็กสาวก้มหน้าลงต่ำ ทำให้ดวงตาสีดำเป็นประกายระยิบระยับที่ดูลึกลับราวกับท้องฟ้ายามราตรี ถูกเส้นผมปิดบังไปเกือบครึ่งใบหน้า
“สวัสดี... เธอเป็นลูกสาวคนโตของ ‘ดนัย จารุวรกุล’ ใช่รึเปล่า?”
“ชะ... ใช่ค่ะ” เด็กสาวตัวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อบิดาของตน ก่อนจะเอ่ยปากตอบ
ท่านชาญชัยลอบถอนหายใจออกมาด้วยความสงสารลึก ๆ สาเหตุที่เด็กคนนี้ต้องถูกส่งเข้าโรงเรียนทางศาสนาตั้งแต่อายุเท่านี้ เป็นเพราะหลังจากที่ลูกสาวคนรองของบ้านจารุวรกุลปลุกพลังขึ้นมา ก็พบว่าเป็นผู้วิเศษสายธาตุแม่เหล็ก ซึ่งเป็นธาตุที่หายากยิ่ง แม้ว่าระดับความบริสุทธิ์ของธาตุนั้นจะต่ำเตี้ยจนเทียบกับเด็กสาวตรงหน้าไม่ได้เลยก็ตาม แต่ทว่าพลังแม่เหล็กนั้นถือเป็นดาวข่มของผู้ใช้ธาตุโลหะทั้งมวล ส่งผลให้เด็กคนนี้ถูกคนในตระกูลมองข้าม และละเลยความสำคัญไปทันที
ชายวัยกลางคนล้วงหยิบกล่องหยกกล่องเล็กกล่องหนึ่งออกมา แล้วยื่นส่งให้แก่ดาริณ “รับนี่ไว้สิ”
“คือว่า...” ดาริณไม่ได้ยื่นมือไปรับในทันที แต่เธอหันไปมองอัครมุขนายกเพื่อขอความเห็น
“รับไปเถอะดาริณ นี่เป็นเพียงแค่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง” อัครมุขนายกเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้รับอนุญาต เธอจึงยอมยื่นมือไปรับกล่องหยกนั้นมาพร้อมกล่าวขอบคุณ “คะ...ขอบคุณค่ะ...” เด็กหญิงรับของมาก่อนจะกลับไปยืนอยู่ที่เดิมอย่างรู้ความ
อัครมุขนายกเลือกที่จะมองข้ามเจ้าบ้านสุริยคราสไปและเดินทักทายภาคินแทน กระนั้นเจ้าบ้านก็ไม่แสดงสีหน้าผิดปกติแม้แต่น้อย
"สวัสดีผู้ถูกเลือก" อัครมุขนายกเป็นคนทักทายก่อนซึ่งแปลกมาก เพราะไม่มีใครเคยได้รับเกียรตินี้ ไม่แม้แต่ท่านชาญชัยก็ตาม
"กราบนมัสการพระคุณเจ้าขอรับ" ภาคินค้อมศีรษะตอบอย่างนอบน้อม
อัครมุขนายกยิ้มอย่างพึงพอใจ แตะไปที่บ่าของภาคินเบา ๆ แสงสีทองสว่างขึ้นรอบตัวของภาคินก่อนจะจางหายไป "ขออวยพรให้เธอโชคดีในวันนี้"
"กราบขอบพระคุณครับ" ภาคินพูดอย่างนอบน้อม
อัครมุขนายกพยักหน้ารับให้กับมารยาทที่เหมาะสมของผู้ถูกเลือก ก่อนจะเอ่ยขึ้นกับท่านชาญชัย “งั้นฉันขอตัวไปรอพวก ‘เต่าคลานช้าเป็นเรือเกลือ' ก่อนล่ะนะ”
หลังจากกล่าวจบท่านก็เดินผ่านแสงศาสนิกชนเป็นจำนวนมากจากตระกูลใหญ่ที่นับถืศาสนาแห่งแสง ท่านก็ดูอารมณ์ดีขึ้นจากเดิมเล็กน้อยขณะที่โบกมือทักทาย ก่อนที่คณะสมณทูตแห่งศาสนจักรแห่งแสงจะเดินตามอัครมุขนายกเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งในงานพิธีอย่างสง่างาม
การจัดที่นั่งในห้องรับแขกพิเศษถูกสร้างขึ้นมาตามหลักการของ "คณะเดินทางเทพพเนจร" เช่นเดียวกับทั้งสี่ศาสนจักร ห้องพักของทั้งสี่ศาสนจักรหันหน้าเข้าหาลานพิธีที่สร้างขึ้นมาทั้งสี่ทิศ เพื่อหนุนนำพลังของโชคชะตามาไว้ยังที่แห่งนี้สำหรับการประกอบพิธีทำพันธสัญญาเหรียญตราแห่งเทพพเนจรโดยเฉพาะ โดยจัดเรียงจาก ทิศเหนือศาสนจักรแห่งแสง ทิศตะวันออกศาสนจักรวิหารเทวะมันตรา ทิศใต้ศาสนจักรจันทรคติ ทิศตะวันตกศาสนจักรชีวันนิรันดร์ และด้านล่างของที่พักทั้งสี่เป็นพื้นที่พักของตัวแทนผู้ใหญ่ในประเทศสีมา แม้จะเป็นด้านล่างแต่ก็นับเป็นเกียรติแล้ว โดยพวกเขาเลือกจะนั่งอยู่ใต้อาณัติศาสนาที่ตนนับถือ แน่นอนว่าจำนวนผู้ศรัทธาของศาสนจักรแห่งแสงมีมากที่สุด และน้อยที่สุดคือศาสนจักรจันทรคติ อันเนื่องมาจากความห่างไกล
หลังจากนั้นเวลาผ่านไปไม่นานนัก ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวจากภายนอก และไม่ทันที่ผู้ประกาศจะได้พูดอะไร ก็มีเสียงกู่ร้องคำรามดังดั่งราชสีห์ ทว่ากลับหนักแน่นและทรงพลังกว่ามากดังขึ้นเหนือคฤหาสน์สุริยคราส บ่งบอกว่าผู้มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสมณทูตแห่งศาสนจักรวิหารเทวะมันตรา
ตูมมมม!
เสียงการลงสู่พื้นของสัตว์วิเศษขนาดใหญ่ที่หน้าคฤหาสน์รุนแรงจนพื้นแตกกระจายเป็นหลุมขนาดย่อมๆ แต่สิ่งที่ทำให้แขกผู้ใหญ่ต้องตกใจคือ มันเป็นราชสีห์ตัวใหญ่สูงกว่าสองเมตร ทว่าที่น่าแปลกกว่านั้นคือ หัวของมันกลับเป็นช้างพลายที่มีงายาวโง้งทรงพลัง บ่งบอกถึงอายุและบารมีอันแก่กล้า
ท่านชาญชัยเห็นภาคิน และเจ้าบ้านทำหน้าแปลกใจจึงได้อธิบายให้ฟัง "นี่คือคชสีห์ สัตว์วิเศษระดับสี่จากป่าหิมพานต์ในตำนาน เล่าขานกันว่ากำลังของมันสามารถต่อกรกับผู้วิเศษระดับห้าขั้นต้นได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ เป็นพาหนะของวิหารเทวะมันตรา หากพวกท่านจะไม่เคยเห็นก็ไม่นับว่าแปลกอะไร"
ภาคิน และพ่อได้ยินจึงพยักหน้ารับ พวกเขาต้องยอมรับว่าไม่เคยเห็นสัตว์วิเศษที่ระดับสูงกว่าสี่มากนักในเมืองหลวงและเมืองรอง
ไม่นานก็มีคนสามคนลงมาจากที่นั่งบนหลังคชสีห์ เป็นชายสามคนในชุดกุรุตะแขนยาวสีขาวสะอาด นุ่งด้วยโจงกระเบนสีกรมท่า โดยชายที่เดินนำหน้ามีผมสั้นหงอกและกลางศีรษะเริ่มล้าน แต่ถูกปิดบังไว้ด้วยหมวกอุณหิสสีขาวขลิบทองอันเป็นหมวกพิธีการหลวง คาดสายธุรำสีทองจากบ่าขวาลงมาสะโพกซ้าย และคาดสายสังวาลที่ตรงกลางอกมีมณีมรกตเวทมนตร์ขนาดสิบห้ากะรัตทำให้ทราบว่าตำแหน่งของท่านอย่างน้อยต้องเป็นมหาราชครูอย่างแน่นอน ทว่าสิ่งที่ท่านชาญชัยต้องแอบขมวดคิ้วเล็กน้อยคือ ชายหนุ่ม และเด็กชายตัวเล็กที่เดินตามท่านมหาราชครูมา