ตอนที่ 6 ป่วย
@นาคินทร์
เช้าวันรุ่งขึ้น ภายในห้องนอนส่วนตัวเป็ผมเองที่ตื่นขึ้นมาก่อน ผมเห็นว่าเธอยังคงนอนนิ่งอยู่จึงปล่อยให้เธอนอนไปก่อน เพราะเหตุการณ์เมื่อคืนที่เกิดขึ้นถ้าเธอตื่นขึ้นมาเห็นหน้าผมเข้า ผมคิดว่าเธอคงจะต้องโวยวายจนบ้านแทบแตกแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ทำใจไว้บ้างแล้วแหละ
ผมลุกขึ้นเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำและทำธุระส่วนตัวอยู่สักพักหนึ่งก่อนที่จะกลับออกมาซึ่งผมเห็นว่าเธอยังไม่ยอมตื่น
“นี่ก็สายมากแล้วทำไมยังไม่ตื่นอีกนะ”ดีที่วันนี้เป็วันหยุดไม่มีใครต้องเข้าบริษัทถ้าไม่อย่างนั้นคงต้องมีคนสงสัยแน่ว่าเธอหายไปไหน
“ตัวร้อนนี่” ผมเอื้อมมือไปจับหัวไหล่ของเธอหวังจะปลุกให้เธอตื่นแต่แล้วผมก็รู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวของเธอ ผมจึงรีบไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เธอ
“พริกแกง...เช็ดตัวหน่อยนะ”ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดอุณหภูมิเย็นเฉียบถูกกระทบเข้ากับผิวร้อนๆของเธอจนเธอสะดุ้งแล้วรู้สึกตัวขึ้นมา
“คุณ...” ดวงตาหนักอึ้งด้วยพิษไข้ค่อยๆลืมตาขึ้นมา
เธอคงเห็นว่าผมกำลังเช็ดตัวให้เธออยู่แต่สุดท้ายเธอก็หลับตาลงไปอีกครั้ง ตอนแรกผมคิดว่าเธอจะโวยวายใส่แต่ผมคิดผิด หรืออาจจะเป็เพราะเธอยังไม่มีแรงที่จะด่าผมตอนนี้ก็ได้เพราะฉะนั้น่นี้ผมต้องดูแลเธอดีๆเพื่อเรียกคะแนนสักหน่อย
“คุณไม่สบาย ให้ผมเช็ดตัวให้นะครับ” สิ่งแรกที่ผมเป็กังวลแทนเธอก็คือชื่อเสียงของเธอเธอจะไปโรงพยาบาลไม่ได้ แล้วเธอก็จะต้องหายดีที่นี่ เพราะถ้าเธอไปโรงพยาบาลข้อแรกเลยคือเธอมีพี่ชายเป็หมอน้องเขยก็เป็หมอ แน่นอนว่าทุกคนจะต้องรู้จักเธอ แล้วอาการของเธอก็คงจะถูกตรวจอย่างละเอียด
ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากรับผิดชอบเธอแต่ก่อนที่จะถึงขั้นตอนนั้นรอให้เธอดีขึ้นก่อน แล้วเราคงต้องคุยเื่นี้กันอย่างจริงจัง
“ไม่ต้องค่ะ” เธอตอบผมเสียงเบามาก ทั้งๆที่ดวงตาของเธอก็ยังคงหลับตาอยู่แต่ถ้าไม่เช็ดเธออาจจะเป็หนักกว่านี้ก็ได้
ผมค่อยๆบรรจงเช็ดตัวให้เธอโดยไร้การขัดขืนจากเธอจนตัวของเธอเริ่มเย็น ร่างกายที่ไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นมันเช็ดง่ายอย่างนี้นี่เองส่วนเธอพิษไข้คงเล่นงานจนไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นมาด่าผม
ผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้ให้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนแม้แต่น้องสาวของผมเองก็ตาม แต่ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่ผมก็คงไม่มีใครเหมาะสมอีกแล้วในใจนึกโกรธไอ้เพื่อนเลวนั่นขึ้นมาทันทีเลย
หลังจากเช็ดตัวให้เธอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจึงจัดการหาเสื้อผ้ามาให้เธอใส่โดยการลงไปหาแม่บ้าน ขอชุดนอนของยัยแก้วที่เพิ่งซักเสร็จมาให้เธอใส่ก่อนส่วนชั้นในคงไม่มี ถึงมีผมก็คงไม่ถนัดใส่ให้
ผมเอาเสื้อผ้าของเธอลงไปให้แม่บ้านซักอบแห้งให้ด้วยโชคดีที่ชุดของเธอยังดีอยู่ ไม่มีตรงไหนชำรุด ทุกอย่างยังคงสภาพดีแต่มันแค่เปียก
สักพักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นแม่บ้านเอาข้าวต้มและยาลดไข้ขึ้นมาให้ตามคำสั่ง
“พริกแกงลุกขึ้นมาทานข้าวก่อนจะได้ทานยา” ผมวางถาดอาหารลงบนเตียงแล้วจับแขนเธอเขย่าเบาๆเพื่อเรียกให้เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทานข้าวซึ่งตอนนี้เธอกำลังนอนตะแคงหันหลังให้ผมอยู่
“ไม่หิว” เธอไม่ได้หลับอย่างที่ผมเข้าใจแต่เธอกำลังนอนร้องไห้อยู่คนเดียวเงียบๆ
“แต่คุณต้องทานยานะ ถ้าไม่กินข้าวมันจะกัดกระเพา”
“ฉันลุกไม่ไหว” ฉันก็แค่ไม่กล้าสู้หน้าเขาเท่านั้นฉันจำเื่ทั้งหมดได้เป็อย่างดี ฉันไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกยังไงก่อนดี ขอบคุณโกรธ หรือว่าจะเสียใจดี เพราะผู้ชายที่อยู่ตรงนี้สำหรับฉันเขาคือคนอื่นเราเพิ่งจะรู้จักกัน แต่สิ่งที่เขาปฏิบัติต่อฉัน ฉันซาบซึ้งมาก
“แสดงว่าไม่อยากหาย อยากจะอยู่ที่นี่ต่อสินะ”เมื่อได้ฟังดังนั้น ฉันจึงพยายามค่อยๆพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งแล้วปาดน้ำตาที่แก้มทิ้งอย่างลวกๆ
“เอามาสิ”ไม่รู้ว่าเป็เพราะพิษไข้หรือเป็เพราะกิจกรรมเมื่อคืนกันแน่ที่ทำให้ฉันไม่มีแรงแม้แต่จะตักข้าวเข้าปากแต่ฉันก็ยอมตักข้าวต้มเข้าปากไปหนึ่งคำ แต่มือของฉันก็สั่นเหลือเกินเพราะมันไม่มีแรงเลยจริงๆ
“ไม่มีแรงขนาดนั้นเลยเหรอ” ฉันมองหน้าเขาตาเขียวถ้าเขาไม่บังคับฉันไปทานข้าวเื่แบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าฉันไม่คิดจะเอาชนะเื่แบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นเหมือนกันสรุปฉันควรจะรู้สึกยังไงกับเื่นี้ดี
“มาๆ ผมป้อนให้ก็ได้” ผมเห็นอาการของเธอแล้วก็อดรู้สึกสงสารเธอไม่ได้ผมจึงแย่งเอาถ้วยข้าวต้มถ้วยนี้มาถือไว้แทน แล้วตักพร้อมกับเป่าให้ด้วยจากนั้นก็จ่อไปที่ปากเล็กๆของเธอ
“อ้าปากสิ”เธอยอมกินอยู่หลายคำก่อนที่จะพูดขึ้นว่า...
“ฉันอยากตาย” และแล้วน้ำตาของเธอก็ไหลลงมาอีกครั้งอย่างต่อเนื่องทำเอาผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะวางถ้วยข้าวต้มลง
“เื่เล็กน้อยแค่นี้คงไม่ถึงกลับต้องอยากตายหรอกมั้ง” ผมรู้ว่าเธอคงรู้สึกแย่ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะปลอบเธอยังไงดี
“คุณไม่ได้เป็ฉันนี่!คุณไม่มีวันเข้าใจหรอก” ฉันพูดขึ้นอย่างคนมีอารมณ์ จะโกรธเขาฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกแล้วเื่เมื่อคืนที่มันเกิดขึ้น ฉันจำมันได้ทั้งหมด เพียงแต่ตอนนั้นฉันควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น
“โอเคๆผมเข้าใจ แต่คุณจะมาโกรธผมฝ่ายเดียวมันก็ไม่ถูกผมบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้คุณดื่มของคนแปลกหน้า”
“ฉันไม่ขอให้คุณรับผิดชอบฉันหรอกน่า” ผมไม่อยากได้ยินเธอพูดแบบนี้เลยน้ำตาของเธอยังคงไหลออกมาเงียบๆโดยไร้เสียงสะอื้น
“เื่นั้นมันก็แน่อยู่แล้วแต่คุณต้องรับผิดชอบผม” ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเมื่อคืนเธอได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว
“............” เธอช้อนตาขึ้นมองผมด้วยสายตาอาฆาตสุดๆทำเอาผมสะดุ้งเล็กน้อยกับสายตาอาฆาตนี้ของเธอ
“อ่ะกินอีกหน่อย จะได้หายป่วยไวๆก่อนที่คุณสุรศักดิ์กับคุณพิมพาจะออกตามหาลูกสาว” ผมเลือกที่จะเปลี่ยนเื่สิ่งที่ผมพูดประโยคก่อนหน้านี้เพราะผมไม่อยากให้เธอคิดมากอีกอย่างผมเต็มใจรับผิดชอบเธออย่างแน่นอนแต่คนดื้อแบบนี้คงพูดดีๆด้วยยาก
“ฮึ้ย! ฉันต้องกลับบ้านตอนนี้กี่โมงแล้วคะ” โถแม่คุณ...น่าจะนึกได้สักพรุ่งนี้!ดีที่ผมหัวไวจัดการให้เธอไปส่วนหนึ่งแล้วที่เหลือเธอคงต้องแถเองบ้างถ้าคุณแม่ท่านถาม
“จะเที่ยงแล้ว คุณไม่ต้องเป็ห่วงหรอกน่าผมจัดการให้คุณหมดแล้ว” ผมตอบอย่างมั่นหน้าให้กับความสามารถของตัวเอง
“จัดการอะไรคะ”
“เมื่อคืนผมเอามือถือของคุณไลน์ไปบอกคุณแม่ของคุณให้แล้วว่าคุณขอนอนค้างบ้านเพื่อน”เธอรีบหยิบมือถือขึ้นมาดู เห็นว่าคุณแม่ของเธอเปิดอ่านแล้ว
“ฉันเป็คนไม่ค่อยมีเพื่อนค่ะแล้วฉันก็ไม่เคยไปนอนค้างที่อื่นด้วย” ตายห่าแล้ว!
“คุณแม่ว่าไง”
“ถามเยอะเลยค่ะ”
“ตอบไปว่าเมา เพิ่งฟื้นเย็นๆค่อยกลับ”
“ฉันต้องกลับตอนนี้เลยค่ะ”
“ไม่ได้…คุณยังไม่หายดีเลยถ้าคุณกลับในสภาพแบบนี้ มีหวังคุณได้รับผิดชอบผมเร็วๆนี้แน่” ถ้าผมจะขอแอบยิ้มในใจมันจะผิดมั้ยนะ!
“ขอยาค่ะ”
“น้ำครับ” ผมส่งยาใส่มือให้เธอพร้อมกับน้ำเปล่าหนึ่งแก้วเธอรับเอาไปแล้วกลืนลงท้อง
“จะไม่ขอบคุณผมสักคำเลยเหรอครับ”
“เื่อะไรคะ”
“ก็ั้แ่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้เลยเช็ดตัวให้คุณนี่ก็ผม ป้อนข้าวก็ผมผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้ให้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลยนะ”
“ชุดนี่...”
“ของยัยแก้วน้องสาวผมมันไม่รู้หรอกผมไปขโมยมาให้คุณยืมใส่ก่อน”
“ขอบคุณนะคะ” ชีวิตของฉันช่างน่าสมเพชเสียจริงน้ำตาของฉันไหลออกมาอีกครั้ง พยายามจะไม่แสดงความอ่อนแอออกมาแต่มันก็ยากเหลือเกิน
“เอาเถอะผมรู้ว่าคุณคงเสียใจกับเื่ที่เกิดขึ้นอยากร้องก็ร้องออกมาเลยผมจะอยู่ข้างๆคุณเอง” ประโยคนี้น้ำเสียงของเขาจริงจังฟังดูอบอุ่นผิดไปจากทุกครั้งมาก
“............” ฉันร้องไห้ออกมาอย่างไม่นึกอายเขาเขยิบเข้ามาแล้วกอดฉันเอาไว้ ลูบหลังให้ฉันเบาๆเป็การปลอบโยนด้วย อ่อนโยนก็เป็นี่คิดว่าปากกวนประสาทเป็อย่างเดียว!
“อยากให้ผมรับผิดชอบมั้ย”เขาถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังในขณะที่ยังคงกอดปลอบฉันอยู่
“ไม่ต้องค่ะ” ฉันขอปฏิเสธ
“ถ้างั้นคุณก็ต้องรับผิดชอบผมแล้วแหละ”คนเ้าเล่ห์!
“นี่คุณ!”พูดดีๆได้ไม่เกินสามประโยคเลยจริงๆ!
“เลือกเอาแล้วกัน ถ้าไม่ให้ผมรับผิดชอบคุณคุณก็ต้องรับผิดชอบผม” ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจที่ไหนมาพูด! ไม่ว่าฉันจะเลือกข้อไหนก็เห็นๆอยู่ว่าคนที่เสียเปรียบก็คือฉัน
“คุณนาคินทร์คะ คุณ้าอะไรจากฉันกันแน่”บางครั้งเขาก็ดูเ้าเล่ห์ เ้าชู้ มักมาก เห็นแก่ได้ เอาแต่ใจ แต่บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าเขาจริงใจและอบอุ่น
“คุณเสียใจมากมั้ยที่ผู้ชายคนแรกของคุณคือผม” จบประโยคนี้เราสองคนสบตากันนิ่ง แววตาของเขาดูอ่อนโยนและจริงจังฉันรู้สึกได้ แต่เป็ฉันเองที่ยังไม่รู้ใจตัวเองมากกว่าว่าควรจะรู้สึกยังไงกับเขาดีอาจจะเป็เพราะว่าฉันกับเขาเราเพิ่งจะรู้จักกัน
“ฉันไม่รู้”
“ถ้างั้นก็เอากลับไปคิดก่อน ยังไม่ต้องตอบคำถามผมตอนนี้ก็ได้นอนต่ออีกสักหน่อย เย็นๆผมจะพาคุณไปส่ง” เธอยอมเอนตัวนอนลงอย่างว่าง่าย โดยมีผมจัดการห่มผ้าให้เธออย่างเบามือ