เล่มที่ 1 บทที่ 15 เบิกปราณขั้นสาม
เมื่อโอสถดึงปราณเข้าปากแล้วก็แปรเปลี่ยนเป็ลมปราณอันอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนในร่างกายของเจียงอวิ๋นอย่างรวดเร็วหลอมรวมเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายไปทั่วร่าง หูโล่งตาชัด กระทั่งการรับรู้ก็เฉียบคมขึ้นด้วยไม่น้อย
ต่อจากนั้น ในหัวของเจียงอวิ๋นก็มีคำกล่าวจาก 《เคล็ดเบิกปราณ》 ปรากฏขึ้น “นั่งทำจิตให้ว่าง รวมพลังไว้ในร่างเปิดสะพานเป็ตาย เชื่อมพลังปราณฟ้าดิน...”
ลมหายใจของเจียงอวิ๋นค่อยๆ เปลี่ยนไปยืดยาวยิ่งขึ้นร่างกายเองก็เริ่มเบาลงเรื่อยๆ ราวกับว่าได้ล่องลอยไปยังฟ้าดินอีกผืนหนึ่งลืมเลือนตัวตนโดยสมบูรณ์
และไม่รู้ว่าผ่านไปนานมากเพียงใด ในระหว่างผ่อนลมหายใจเข้าออกเขาสามารถรับรู้ได้ถึงลมปราณอันเย็นสดชื่นเสี้ยวหนึ่งอย่างชัดเจน หลั่งไหลจากโลกภายนอกเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูกของเขาทั้งยังไหลเวียนอยู่ในร่างกายเขาหนึ่งรอบก่อนจะค่อยๆจมหายไปบริเวณตันเถียนอย่างเชื่องช้า
“พลังปราณ!”
เจียงอวิ๋นใจเต้นรับรู้ได้ทันทีว่าลมปราณอันเย็นสดชื่นนี้ มันก็คือรากฐานของการบำเพ็ญพลังปราณที่แฝงซ่อนอยู่ในฟ้าดิน!
เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังปราณและชักนำเข้าสู่ร่างได้หมายความว่าเขาได้เริ่มก้าวแรกของการบำเพ็ญมรรคแล้ว และสิ่งที่เขาจะทำต่อจากนี้คือการดึงพลังปราณเข้าสู่ร่างกายให้มากขึ้นเพื่อเบิกเส้นลมปราณที่ยังอุดตันอยู่ของตนให้เปิดโล่ง
เื่นี้ทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกยินดีปรีดาทว่าในขณะเดียวกันเขาก็เกิดความสงสัยขึ้น
ในเมื่อปู่เคยกล่าวไว้ว่าคุณสมบัติร่างกายของเขาไม่เหมาะกับการฝึกฝนบำเพ็ญวิชาของหมู่บ้านเจียงเช่นนั้นเจียงอวิ๋นจึงคิดว่าวิชาที่ทำให้เขาบำเพ็ญได้เกรงว่าคงมีเพียงพวกยอดวิชาที่หายากสุดขีด
ทว่าตงฟางโป๋กลับกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า 《เคล็ดเบิกปราณ》 กับโอสถดึงปราณนั้นเป็สิ่งที่พบเจอได้ทั่วไปแม้มิได้เข้าร่วมนิกาย แต่เพียงใช้เงินสักเล็กน้อยก็สามารถซื้อหาได้ไม่ยากแล้ว
ในเมื่อเป็สิ่งของธรรมดาถึงเพียงนี้เขากลับสามารถใช้บำเพ็ญได้?
แม้จะสงสัย แต่เจียงอวิ๋นก็รู้ว่าตอนนี้ยังมิใช่เวลามาคิดฟุ้งซ่านดังนั้นเขาจึงรีบโยนความคิดเหล่านี้ออกไป ตั้งใจััดูดกลืนพลังปราณต่อไป
ขณะเดียวกัน ในเรือนเล็กหลังหนึ่งบนจุดสูงสุดของยอดเขาซ่อนตงฟางโป๋ที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่เหมือนกันนั้นก็ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหันมองทางจุดที่เจียงอวิ๋นอยู่ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กล่าวพึมพำว่า“บำเพ็ญครั้งแรกในชีวิต กลับสามารถดึงปราณสู่ร่างได้สำเร็จในเวลาสั้นๆ เพียงนี้! หรือว่าครั้งนี้ข้าจะเก็บเพชรได้จริงๆ?”
เมื่อตงฟางโป๋กล่าวจบ ข้างหูเขาพลันมีเสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น“ศิษย์พี่ใหญ่ นี่คือศิษย์น้องสี่ที่ท่านหามาได้หรือ? ดูไม่ค่อยแปลกเท่าใดเลยนะ!”
ตงฟางโป๋ไม่ใกับเสียงนี้เลยแม้แต่น้อยยิ้มกล่าวว่า “ไร้หัวใจมรรค ไร้ิญญามรรค กายามรรคไม่เปิด ยังมิแปลกพออีกหรือ? ส่วนจะเป็ศิษย์น้องสี่หรือไม่ก็ต้องดูแล้วว่าเขากับอาจารย์มีพรหมลิขิตหรือไม่!”
เสียงของสตรีพลันดังขึ้น “หากเป็เช่นนั้นละก็นับว่าแปลกอยู่บ้างจริงๆ! แต่ว่าไม่ว่าเขากับอาจารย์จะมีพรหมลิขิตหรือไม่ หากเส้นทางการบำเพ็ญของเขาเข้าตาข้าละก็เช่นนั้นข้าก็ยินดีจะชี้แนะเขาสักเล็กน้อย!”
ตงฟางโป๋พยักหน้ารับ“ศิษย์น้องหญิงสองอุตส่าห์เอ็นดูเขา ข้าย่อมไม่ขัดข้อง! ทว่าเขาไม่รู้เื่เกี่ยวกับการบำเพ็ญเลยแม้แต่น้อย่นี้ให้ข้าบรรยายให้เขาอย่างเต็มที่ก่อนแล้วกัน หากศิษย์น้องหญิงสองสนใจละก็จะมาร่วมฟังด้วยก็ได้ เ้าเอาแต่เก็บตัวบำเพ็ญมรรคเช่นนี้ไม่เป็ผลดีต่อเ้าหรอกนะศิษย์น้องหญิงสอง? ศิษย์น้องหญิงสอง? ไฉนถึงไม่พูดอันใดแล้วล่ะ?”
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่งเสียงของศิษย์น้องหญิงสองก็ไม่ได้ดังขึ้นอีก ตงฟางโป๋ส่ายหน้าด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย“จริงๆ เลย ข้าหวังดีต่อพวกเ้า พวกเ้ากลับยังรังเกียจว่าข้าพูดมากอีก ดูท่าคงมีเพียงน้องเจียงแล้วที่เข้าใจข้าหืม?”
ตงฟางโป๋พลันชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเสียงของสตรีที่เงียบหายไปครึ่งค่อนวันก็ดังขึ้นอีกครั้งน้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นตะลึง “เบิกเส้นลมปราณเส้นแรกได้แล้วอย่างนั้นหรือ? นี่มัน เป็ไปได้อย่างไร!”
“ตูม!”
เจียงอวิ๋นรู้สึกว่าภายในตัวเขาพลันมีเสียงะเิอย่างรุนแรงดังขึ้นอย่างกะทันหันเส้นลมปราณที่อุดตันเส้นหนึ่งได้ถูกพลังปราณซัดจนเปิดออกแล้ว
“เบิกปราณ ขั้นหนึ่ง?”
เจียงอวิ๋นเองก็ตะลึงไปเช่นกัน เพราะตงฟางโป๋กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าต่อให้ดึงพลังปราณเข้าสู่ร่างกายได้แล้ว ทว่าการจะเบิกเส้นลมปราณยังต้องใช้เวลาอีกค่อนข้างนานเลยทีเดียว
อย่างไรเสียเส้นลมปราณก็อุดตันมาแต่กำเนิดและเมื่ออายุมากขึ้น ข้างในก็มีมลทินสั่งสมมากขึ้นเรื่อยๆการอุดตันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ย่อมต้องเปิดออกได้ยากยิ่งขึ้น
จำเป็ต้องดึงพลังปราณเข้าสู่ร่างกายได้มากพอส่งพลังปราณไปในเส้นลมปราณเส้นใดเส้นหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ เปิดมันออกอย่างแช่มช้าเสมือนการขุดลอกคลองซึ่งขั้นตอนนี้จะกินเวลายาวนาน ช้าสุดหลายปี กลางๆ หลายเดือนและถึงจะเร็วสุดก็ยังต้องใช้เวลาหลายวัน
ซึ่งผู้ที่สามารถเบิกเส้นลมปราณได้ในเวลาไม่กี่วันส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็เด็กที่อายุไม่เกินเจ็ดแปดขวบเท่านั้น เพราะพวกเขาอายุน้อยภายในเส้นลมปราณมีมลทินค่อนข้างน้อยกว่ามาก
ทว่านับจากที่เจียงอวิ๋นกลืนโอสถดึงปราณเข้าไปจนกระทั่งเส้นลมปราณเส้นแรกเปิดออกสมบูรณ์เขาใช้เวลาไปเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้น!
ความเร็วเช่นนี้ ทำให้เจียงอวิ๋นสับสนงุนงงขณะเดียวกันก็จำต้องถอนตัวออกจากสภาวะการบำเพ็ญ ลืมตาขึ้นมา
เพราะนี่เป็การบำเพ็ญครั้งแรกในชีวิตจึงไม่รู้ว่านี่เป็เื่ดีหรือเื่ร้ายสำหรับเขาดังนั้นเขาจึงไม่กล้าบำเพ็ญต่อ
แต่เมื่อเห็นสิ่งสกปรกสีดำที่ถูกขับออกจากรูขุมขนบนตัวกับความรู้สึกสดชื่นที่ส่งออกมาจากในร่างกายแล้วกลับทำให้เขารับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ นี่คงไม่ใช่เื่ร้ายอะไร
หลังจากใคร่ครวญครู่หนึ่ง เจียงอวิ๋นจึงได้ส่ายหน้ากล่าว“เพื่อความปลอดภัย ไปถามศิษย์พี่ใหญ่ดูก่อนแล้วกัน!”
เขาย่อมไม่รู้ว่าตงฟางโป๋เวลานี้เองก็ฉงนงุนงงไม่ต่างกันจึงทำได้เพียงยืนยันว่าเขาก้าวขึ้นสู่ระดับเบิกปราณขั้นหนึ่งแล้วจริงๆ จากนั้นจึงค่อยอธิบายกับเขาอย่างคลุมเครือว่า“ไว้เ้าบำเพ็ญถึงระดับเบิกปราณขั้นสามแล้วเ้าจักสามารถชมดูภายในร่างกายของตัวเองได้ เมื่อนั้น บางทีนั่นอาจจะช่วยให้เ้ารู้สาเหตุได้”
แม้เจียงอวิ๋นจะยังไม่ค่อยเข้าใจแต่เมื่อรู้ว่าตนระดับเบิกปราณขั้นหนึ่งแล้ว ก็ทำให้เขาตื่นเต้นเกินบรรยายเพราะความทุกข์ที่รบกวนใจเขามานานสิบหกปี ในที่สุดก็สลายหายไปแล้ว
ตัวเขาในเวลานี้ได้กลายเป็นักพรตอย่างแท้จริงแล้ว!
“ปู่ อีกห้าปีให้หลัง ข้าจะต้องกลับไปหาแน่!”
หลังจากกล่าวคำพูดนี้ในใจเจียงอวิ๋นก็ไม่คิดจะพักผ่อนแล้ว ไม่สนใจกระทั่งสิ่งสกปรกบนตัวด้วยเขานั่งขัดสมาธิลงอีกครั้งและเริ่มบำเพ็ญต่อทันที
“ตูม!”
“ตูม!”
หลังผ่านไปราวๆ หนึ่งชั่วยามในร่างกายของเจียงอวิ๋นก็ได้เกิดเสียงะเิขึ้นมาอีกสองครั้งติดต่อกันเส้นลมปราณในตัวเขาได้ถูกเปิดออกสามเส้นแล้ว!
และตอนนี้ ตงฟางโป๋กับศิษย์น้องหญิงสองต่างก็พูดไม่ออกอย่างสมบูรณ์
เวลารวมกันทั้งหมดเพียงหนึ่งชั่วยามครึ่งกลับสามารถเปลี่ยนจากคนธรรมดาที่ไม่เคยบำเพ็ญกลายเป็นักพรตระดับเบิกปราณขั้นสามได้ หากเื่นี้ถูกพูดออกไปเกรงว่าจะต้องสร้างความสั่นะเืไปทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญแน่
ด้วยต่อให้เป็อัจฉริยะมากเพียงใดมีคุณสมบัติสูงเพียงไหน ต่อให้เริ่มบำเพ็ญั้แ่ถือกำเนิดการจะทำถึงขั้นนี้ได้ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายเดือน
“น้องเจียงทางที่ดีเ้าหยุดบำเพ็ญไปสักพักหนึ่งก่อนจะดีกว่า เ้ายกระดับเร็วเกินไปใช้เวลาสักหลายวันเพื่อปรับสมดุลก่อนเถอะ นอกจากนี้ตอนนี้เ้าเองก็สามารถชมดูภายในร่างกายตัวเองได้แล้วด้วยเ้าลองดูสภาพภายในร่างกายตัวเองก่อนดีกว่า!”
เมื่อได้ยินเสียงของตงฟางโป๋เจียงอวิ๋นก็พยักหน้าเบาๆ ต่อให้เขาไม่รู้เื่การบำเพ็ญแต่เขาก็รู้ว่าทุกเื่ราวยิ่งเร่งยิ่งช้าดังนั้นจึงหยุดการดูดกลืนพลังปราณลงชั่วคราว จากนั้นก็หลับตาลงใช้วิธีมองดูภายในชมดูสภาพในร่างกายตัวเอง