กลับมาถึงห้อง ฮั่วหนานอันนอนแขนก่ายหน้าผากอย่างคิดไม่ตก ยันกายลุกขึ้นเพื่อนั่งมองพระจันทร์กลมโตในยามวิกาล นึกถึงคำพูดบุตรสาวทั้งสองที่บอกว่าอยากเป็บุตรสาวขุนนาง
ขณะที่มองไปยังพระจันทร์กลมโต ฮั่วหนานอันต้องยกมือขยี้ตา เพราะสิ่งที่เห็นในดวงจันทร์คือใบหน้าเคร่งขรึมของบิดา ดวงตาดุดันที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในสนามรบมาอย่างโชกโชน เหมือนจ้องมองและคาดโทษมายังตน
“เฮ้อ ข้าคงกลัวท่านพ่อจนขึ้นสมอง”
ฮั่วหนานอันนั่งทบทวนตนเองอยู่บริเวณหน้าต่าง ไม่ยอมหลับยอมนอน คอยฟังเสียงจากห้องฝั่งตรงข้ามอยู่เงียบๆ
เสียงกวาดลานบ้านดังปลุกหวังซื่อให้รู้สึกตัว แสงตะวันยามเช้าตรู่สาดส่องเข้ามาในห้อง สิ่งแรกที่นางทำคือัับริเวณหน้าผากบุตรสาวคนเล็ก แล้วไล่ลงไปตามลำคอและใบหน้า
ครั้นไข้ลดจนตัวไม่ร้อนเหมือนเมื่อคืน อาการตระหนกของนางจึงทุเลาลง หวังซื่อลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปยังห้องครัว เสียงกวาดลานที่ได้ยินเป็ฝีมือของบุตรสาวคนโต
“ต้องลำบากเจินเอ๋อร์เสียแล้ว” เข้ามาทักทายบุตรสาวคนโตที่ตื่นขึ้นมากวาดลานั้แ่เช้าตรู่
“น้องสาวดีขึ้นหรือยังเ้าคะ” นางไม่กล้าเข้าไปรบกวน จึงไม่รู้อาการของน้องสาว ทำเพียงรอคอยมารดาออกมาเล่าให้ฟัง
“น้องสาวเ้าดีขึ้นมากแล้ว ยาของท่านหมอได้ผลดีชะงัดเชียวล่ะ”
“ดีเ้าค่ะ” พยักหน้ายินดีราวกับไก่จิกข้าวเปลือก
หวังซื่อกำลังจะเข้าไปช่วยงานแม่นมเจียงในห้องครัว ต้องหยุดชะงักกับสิ่งที่เห็น สายตาของนางเหลือบมองไปยังห้องที่มีบุรุษจอมเสเพลอาศัยอยู่
“เกิดอันใดขึ้น ถึงได้ตื่นมาขีดเขียนแต่เช้า”
แผ่นหลังตั้งตรงและใบหน้าจริงจังช่างแปลกตา มือเรียวราวกับอิสตรีบ่งบอกว่ามิเคยทำงานหนัก จับพู่กันตวัดลงบนแผ่นกระดาษ
หวังซื่อไม่เคยเห็นสามีในมุมที่จริงจังและงดงามเท่านี้มาก่อน หรืออาจเป็เพราะว่ายามอยู่ที่จวน นางไม่ค่อยไปยุ่งเกี่ยวกับเขาให้ปวดหัว
ฮั่วหนานอันรู้ว่าฮูหยินของตนเองยืนมองอยู่นานพอสมควร จึงยืดแผ่นหลังให้ตั้งตรงยิ่งกว่าเดิม มือตวัดพู่กันลงบนแผ่นกระดาษราวกับนักปราชญ์ที่ช่ำชองกับการเขียนตัวอักษรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เป็ครั้งแรกที่ฮูหยินยืนมองตนนานขนาดนี้ ต้องแสดงความสามารถออกมาให้นางชื่นชมเสียหน่อย ท่าทางการเขียนจดหมายของฮั่วหนานอันนิ่งดุจภูผาที่มิอาจมีสิ่งใดมาทำให้สั่นคลอนได้
ฮั่วเจินจูยืนมองบุพการีทั้งสองอยู่สักพักถึงกับหลุดขำออกมา ถ้าไม่ได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ นางคงไม่เห็นภาพที่บ่งบอกว่าพวกตนเป็ครอบครัวเดียวกัน เป็ครั้งแรกที่มารดายืนจ้องบิดานานขนาดนี้
คนในบ้านตื่นทำงานกันั้แ่เช้าตรู่ มีเพียงฮั่วิจูที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง สาเหตุที่นางนอนนิ่งเพราะพูดกับเถียนเถียนผ่านความคิด
[มันสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ข้าไม่้าทรมานกับมันอีกต่อไป]
ฮั่วิจูเล่าถึงสิ่งที่นางต้องเผชิญยามค่ำคืน การระลึกชาติได้หาใช่เื่ดี นางต้องทุกข์ทนกับเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ถ้าเลือกได้นางไม่ขอรู้เื่ราวในอดีต
[นายท่าน้ากลับมาแก้ไขเื่ราวในชาตินี้ ย่อมมิสามารถหลีกเลี่ยงบทลงโทษจาก์ได้]
[ข้าทรมานกับมันเหลือเกิน]
เหตุใดชีวิตของนางแต่ละชาติภพถึงได้ดิ้นรนและทุกข์ทนหนักกว่าใครอื่น เกิดมาก็มีชีวิตที่อาภัพ ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับโลกอันโหดร้าย
[ไยนายท่านไม่ถือเสียว่า การระลึกชาติได้นั้นเป็ประโยชน์ ในเมื่อกลับไปแก้ไขอดีตชาติทั้งหมดไม่ได้ ท่านก็ควรใช้ประโยชน์จากมัน ถึงอย่างไรเื่ราวเ่าั้ก็ผ่านพ้นไปแล้ว เปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็ความสุข ท่านจะได้ไม่ต้องเ็ปกับมัน ในใต้หล้ามีใครบ้างที่ได้รับความกรุณาจากประมุขแห่ง์เฉกเช่นท่าน]
เถียนเถียนแนะนำด้วยความหวังดี ถึงจะเป็สัตว์เทพที่ถูกส่งมาควบคุมความประพฤติ ก็มิอาจอยู่เฉยมองนายท่านของตนทุกข์ทรมานได้
..........
ฮั่วิจูถูกมารดาดูแลดุจหยกในฝ่ามือ เพียงวันเดียวนางก็หายจากอาการป่วยเป็ปลิดทิ้ง
วันต่อมาก็กลับมาร่าเริงดังเดิม เด็กน้อยรู้สึกว่าร่างกายของตนเองเหมือนจะแข็งแรงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ สหายที่รู้ว่านางป่วยแวะเวียนมาเล่นด้วย ทำให้เด็กน้อยไม่เคยเหงา
แต่สิ่งที่ทำให้เด็กน้อยอารมณ์ดี คือการที่บิดาลุกขึ้นมาช่วยงานบ้าน อาการาเ็จากการถูกรุมกระทืบเกือบจะหายดีแล้ว แขนข้างที่เคล็ดสามารถงอและเหยียดได้โดยไม่เ็ปมากนักและยังไม่ต้องใช้ผ้าคล้องอีกต่อไป
“พี่สาว ข้าอยากเจอท่านหมอหญิง”
ฮั่วิจูรู้มาว่า สิ่งที่ทำให้บิดาหายวันหายคืน คือยาจากหมอหญิงที่อาศัยอยู่บนเขาเพียงลำพัง ที่นางหายป่วยเร็วเพราะการรักษาของหมอหญิงท่านนี้เช่นกัน ฝีมือการรักษาดีเยี่ยงนี้ นางควรฝากตัวเป็ศิษย์
ในชาติภพสุดท้ายคือชาติภพที่ยี่สิบ ฮั่วิจูจำได้ว่านางคือเด็กสาวยากจนจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบท เพราะความขยันและฉลาดจึงทำให้ได้รับทุนการศึกษาั้แ่เด็กจนโต
เนื่องจากความยากจนที่ต้องเผชิญ ส่งผลให้สูญเสียคนในครอบครัวไปจนเกือบหมด เหลือเพียงบิดาคนเดียวเท่านั้นที่เป็คนในครอบครัว เด็กสาวตัวน้อยจึงตั้งปณิธานั้แ่ยังเยาว์ว่า ้าเป็แพทย์ที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คน
และความพยายามก็ไม่เคยทรยศ เด็กน้อยที่เติบโตเป็ผู้ใหญ่สามารถสอบเข้าศึกษาด้านการแพทย์ในระดับมหาวิทยาลัยได้ และยังได้รับทุนให้ไปศึกษาแพทย์เฉพาะทางที่ต่างประเทศ
หลังจากสำเร็จการศึกษาก็กลับมายังมาตุภูมิ ทำงานชดใช้ทุนที่ได้ให้โอกาสอย่างซื่อตรง จากเด็กยากจนที่อาศัยอยู่ในชนบท ใช้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา ช่วยรักษาเพื่อนมนุษย์จนถูกผู้คนในวงการแพทย์ยกย่องให้เป็ศัลยแพทย์อันดับหนึ่งของประเทศจีน
ระหว่างทางที่ก้าวเดิน ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คนอื่นเห็นในตอนบั้นปลายชีวิต ในอดีตเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระบิดา จึงต้องทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยั้แ่เด็กจนโต ชีวิตจมอยู่กับการทำงานหนักและการเรียนมาโดยตลอด เพราะ้าถีบตัวเองให้หนีออกจากความยากจน มุ่งสู่เป้าหมายที่้า
พอประสบความสำเร็จกลับชื่นชมมันได้ไม่นาน ต้องจบชีวิตลงในวัยสี่สิบเพราะร่างกายทรุดโทรมจนไม่สามารถยื้อเอาไว้ได้ ทิ้งบิดาให้เผชิญโลกเพียงลำพัง
“เฮ้อ”
ฮั่วิจูถอนหายใจ ชาติภพที่ยี่สิบเป็ชาติภพที่นางเผชิญกับความทุกข์น้อยที่สุดแล้ว แต่มิวายจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร
สิ่งที่ฮั่วิจูค้นพบในแต่ละชาติภพ คือการที่นางไม่เคยได้แต่งงานมีครอบครัวอันอบอุ่นแม้แต่ชาติภพเดียว ครอบครัวของนางมีเพียงบิดาคนเดียวเท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้าง เหตุใดนางถึงได้มีชีวิตที่อาภัพหนักอย่างนี้นะ
“เ้าถอนหายใจเพราะเหตุใด” ฮั่วเจินจูจ้องน้องสาวที่ถอนหายใจเหมือนมีเื่อะไรให้คิดหนัก
“พี่สาวคิดว่าหน้าอย่างข้าจะได้ออกเรือนหรือไม่”
“เหลวไหล! ยังเด็กอยู่ เหตุใดถึงได้คิดเื่ออกเรือนเร็วถึงเพียงนี้ ในเมื่อเ้าคิดแล้ว ก็จงจำเอาไว้ว่า บุตรหลานสกุลฮั่วต้องแต่งบุตรเขยเข้าสกุลเท่านั้น”
ฮั่วเจินจูมีใบหน้าจริงจัง ผู้คนล้วนมองว่าสกุลฮั่วต้องคำสาป ไม่สามารถมีหลานชายมาคอยสืบสกุล ในเมื่อรุ่นหลานไม่สามารถมีหลานชายได้ พวกนางที่เป็สตรีก็สามารถแต่งบุตรเขยเข้าสกุลได้ ให้มันรู้ไปว่าพวกตนจะไม่มีทายาทที่เป็บุรุษถือกำเนิดมาสักคน
ฮั่วิจู “ข้าไม่แต่งบุตรเขยเข้าสกุลหรอกนะ”
“ทำไม” ฮั่วเจินจูเลิกคิ้วสงสัยในคำพูดของน้องสาว
“เพราะข้าจะร้องขอให้ท่านแม่กับท่านพ่อมีน้องชายให้พวกเราไงล่ะ”
สายตาของฮั่วิจูเ้าเล่ห์จนเกินทน ชาติก่อนบุพการีทั้งสองหมางเมินต่อกันจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ชาตินี้นางจะไม่ยอมให้เป็เช่นนั้นอย่างเด็ดขาด
ฮั่วิจู “สกุลฮั่วต้องมีทายาทเป็บุรุษ ข้ามั่นใจ”
ฮั่วเจินจูสะดุ้งกับเสียงตบโต๊ะ และการลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันของน้องสาว นางต้องอ้าปากค้างกับความมั่นใจอันมากล้นของน้องสาวที่คิดว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะมีบุตรชายให้กับสกุลฮั่ว
“พี่สาว ข้า้าเรียนรู้วิชาแพทย์ ท่านคิดว่าหมอหญิงผู้นั้นจะรับข้าเป็ศิษย์หรือไม่”
เพื่อให้ได้ใช้ฝีมือการรักษาโดยไร้คนสงสัย ฮั่วิจูคิดว่านางจะต้องฝากตนเป็ลูกศิษย์ของหมอสักคน และหมอหญิงผู้นี้คือเป้าหมายของนาง
“เหตุใดเ้าถึง้าเรียนรู้ด้านวิชาแพทย์”
“ร่างกายข้าอ่อนแอมาั้แ่กำเนิด คงเป็การดีถ้าสามารถใช้ความรู้รักษาตนเองได้” พยายามทำหน้าให้จริงจัง พี่สาวจะได้เห็นด้วยและช่วยนางพูดกับท่านพ่อท่านแม่
“ต่อให้เ้ามีใจอยากฝากตัวเป็ศิษย์ ก็ใช่ว่าหมอหญิงท่านนั้นจะตกปากรับคำโดยง่าย” การที่คนผู้หนึ่งจะรับลูกศิษย์ มิใช่เื่ง่าย ผู้มีความรู้บางคนต่อให้นำเงินทองไปกองตรงหน้าก็หาได้สนใจ
“ข้าจะพยายามเ้าค่ะ”
ฮั่วิจูนั่งซุบซิบกันกับพี่สาวสองคน เหมือนว่ากำลังมีลับลมคมในบางอย่าง จากนั้นนางก็วิ่งไปยังแปลงผักที่เสี่ยวเฟิงเป็คนพลิกหน้าดินและขึ้นแปลงจนแล้วเสร็จไปบางส่วน
คนบ้านฮั่วออกมาช่วยกันหว่านเมล็ดผักลงไปในแปลง แม้กระทั่งฮั่วหนานอันยังมาช่วยทำงาน
ความสามัคคีกำลังเกิดขึ้นในครอบครัว ฮั่วิจูรู้สึกว่านี่คือครอบครัวอย่างแท้จริง บิดามารดาและบุตรอยู่ด้วยกันภายในบ้านหลังเดียว ตื่นขึ้นมาก็พบหน้า มิใช่อยู่ในเรือนกว้างใหญ่ห่างกันหลายลี้ บางเดือนพบหน้ากันแค่ไม่กี่หน
“เ้าปลูกหูหลัวปัวมากเพียงนี้ อย่าบอกนะว่าปลูกให้กับเถียนเถียน” ฮั่วเจินจูมองแปลงหูหลัวปัวที่มากกว่าแปลงผักอื่นๆ
“ใช่เ้าค่ะ เถียนเถียนชอบกินหูหลัวปัวกับน้ำตาลปั้น”
“ให้มันน้อยหน่อยเถิด บ้านเราจะเอาเงินจากไหนมาซื้อน้ำตาลให้กระต่ายกินบ่อยครั้ง ขนาดคนยังต้องอยู่อย่างประหยัด”
หวังซื่อตำหนิบุตรสาวผู้สิ้นเปลือง แอบทำน้ำตาลปั้นให้กับสัตว์เลี้ยงกินอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่น้ำตาลมีราคาแพงหูฉี่
“ข้าจะออกไปเก็บอาหารทะเลขาย เพื่อหาเงินมาซื้อน้ำตาลให้กับเถียนเถียน ขอท่านแม่โปรดอนุญาตลูกด้วย”
เป็ที่น่าเสียดาย ั้แ่นางถูกไข้หวัดแดดเล่นงาน ท่านแม่คนงามไม่ยอมให้นางออกไปเก็บอาหารทะเลกับสหายอีกเลย
“หยุดความคิดของเ้าเสีย ครั้งที่แล้วเ้าออกไปเก็บอาหารทะเลก็ทำให้ล้มป่วยลง ไยถึงไม่จดไม่จำ”
หยุดความคิดของบุตรสาว อาการป่วยมิใช่เื่ล้อเล่น ล่าสุดก็ทำให้นางตื่นตระหนกกลัวว่าบุตรสาวจะเป็อะไรไปอยู่ทั้งคืน
“ท่านพ่อ”
ฮั่วิจูหันไปอ้อนบิดาให้ช่วยพูดกับท่านแม่คนงาม เถียนเถียนอยู่ด้วยมีหรือที่พวกตนจะอดอยาก ขอเพียงเถียนเถียนได้กินสิ่งที่ชอบ พวกตนจะได้อิ่มท้องไปด้วย
“แดด่หน้าร้อนมันแรง เ้าอย่าออกไปเลย เก็บอาหารทะเลได้เงินก็จริง แต่พอเจ็บป่วยมาแล้วมันไม่คุ้มกัน” ฮั่วหนานอันไม่เห็นด้วยที่บุตรสาวจะออกไปตากแดดตากลมทะเล
“ข้าจะไปั้แ่เช้าตรู่ พอแดดออกก็จะรีบกลับบ้าน”
ฮั่วหนานอันส่ายหน้าปฏิเสธ แต่พอเห็นใบหน้าเล็กก้มงุดๆ อยู่กับแปลงผักจึงบังเกิดความสงสาร ปากที่กำลังจะอ้ากล่าวอะไรบางอย่างจำต้องหยุด เมื่อเห็นสายตาดุดันของภรรยาจ้องมองมาคล้ายบอกว่า ถ้าเขาอนุญาตนางเอาตายแน่
“เ้าบอกว่าอยากฝากตัวเป็ศิษย์ของท่านหมอหญิงมิใช่หรือ เช่นนั้นพ่อพาเ้าไปพบนางดีหรือไม่”
ให้ไปเรียนรู้วิชาแพทย์ดีกว่าให้บุตรสาวออกไปตากแดดตากลมทะเลจนล้มป่วย
ฮั่วิจูผุดลุกขึ้นอย่างกะทันหัน ใบหน้ากระจ้อยเผยยิ้มกว้าง ในที่สุดนางก็สามารถทำตามที่ใจ้าได้แล้ว
“ท่านพ่อดีที่สุด”
คำพูดหวานหูราวกับสายลมอ่อนๆ พัดพาความเย็นมาในวันที่อากาศร้อน ฮั่วหนานอันยืดอกกับคำชมของบุตรสาว
“พ่อของเ้าดีที่สุดอยู่แล้ว”
เพียงฮั่วหนานอันกล่าวชมตัวเองจบ หวังซื่อกลับเบือนหน้าหนี แอบลักลอบแค่นเสียงอยู่ภายในใจ ถ้าเขาดีที่สุดคนอื่นคงเป็มหาเทพไปแล้ว
มิใช่เพียงหวังซื่อเท่านั้นที่คิดแบบนี้ ฮั่วเจินจู แม่นมเจียง แม้กระทั่งเสี่ยวเฟิงยังแอบขำอยู่ในใจ ไม่คิดว่าฮั่วหนานอันจะกล้าบอกว่าตนเองดีที่สุด
ดูเหมือนคนที่คิดว่าฮั่วหนานอันดีที่สุด จะมีเพียงฮั่วิจูคนเดียว เด็กน้อยเป็แบบนี้มาั้แ่ไหนแต่ไร ในขณะที่คนทั่วเมืองหลวงบอกว่าฮั่วหนานอันคือบุรุษเสเพลที่ชอบผลาญสมบัติของตระกูลเล่น บุตรสาวคนเล็กอย่างฮั่วิจูกลับบอกว่า สกุลฮั่วมิได้เดือดร้อนกับการผลาญสมบัติเล็ก ๆ น้อยๆ
ไม่ว่าผู้อื่นจะกล่าวหาอย่างไร เด็กน้อยจะกระโจนออกไปแก้ต่างปกป้องผู้เป็บิดาเสมอ จนบางครั้งทำให้ผู้อื่นมองว่านางคือเด็กที่ถูกบุรุษจอมเสเพลตามใจจนเสียคน
.............................