สายตาอันว่างเปล่าทอดมองสายฝนที่อยู่ด้านนอกหลังคาที่เริ่มซามีแค่สายฝนตกเปาะแปะให้เห็นกันเบาๆก่อนจะเหลือบตามองหมอนทั้งสองใบที่สภาพมีรอยขาดและเปลื่อนขี้ดินมือเรียวยกขึ้นมาปัดเหมือนมันจะเริ่มแห้งแล้วยิ่งทำให้มันถูยากยิ่งกว่าเดิม
เสียงฝีเท้าหยุดลงข้างๆทำให้ไทม์ต้องเงยหน้าหันไปมองพบว่าเป็นเจมส์ที่กำลังยืนมองเขาอยู่
“เจอกันอีกแล้วนะ”ไทม์เอ่ยทักพร้อมกับส่งยิ้มน้อยๆ
เจมส์ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่มองข้าวของที่ไทม์ถืออยู่ในมือพร้อมกับทำหน้าขมวดคิ้ว
“ทำไมหมอนมันเป็นแบบนั้น”
“อ๋อ ลมมันแรงเลยปลิวไปโดนกิ่งไม้น่ะ”
“โกหก”ไทม์หุบยิ้มทันทีก่อนจะหันมองหมอนในมือพร้อมกับยกยิ้มบางๆ “โดนจับได้แล้วสินะ”
จะโดนจับได้ก็ไม่แปลกก็เขาโกหกใครไม่เป็นนี่
เจมส์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะวิสาสะเดินไปลากไทม์เดินเข้าร้านขายของมินิมอลที่ตั้งอยู่แถวนั้น
“นายพามาทำไม”เจมส์ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ยังคงลากเขาให้เดินตามไปเรื่อยๆ จนมาหยุดโซนขายหมอน
“เลือก”
“ห๊ะ? เลือกอะไร”
“หมอนไงเลือกสิ”
“เลือกทำไมราไม่ได้จะซื้อนะ” ไทม์ไม่เข้าใจในสิ่งที่เจมส์จะสื่อ
เจมส์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปหยิบหมอนสองใบแล้วเดินไปจ่ายเงินแล้วยื่นถุงใส่หมอน2 ใบให้
“คืน”
“เรื่องไร”
“เมื่อเช้า”ไทม์ครุ่นคิดอยู่ครู่ ที่แท้ก็เรื่องค่ารักษาพยายาลนี่เอง “เราเต็มใจจ่าย”
“เราไม่ชอบติดค้างใคร”
“แต่-”ไม่รอให้ไทม์ได้พูดจบเจมส์ก็ยัดถุงใส่หมอนใส่มือเขาทันที
“จากที่เราก็ไม่ติดค้างกันแล้วนะ”พูดจบเจมส์ก็หันหลังเดินจากไปทันที ปล่อยให้ไทม์ยืนมองถุงใส่หมอนอย่างไม่เข้าใจ
“อะไรของเขากันนะก็แค่หมอนขาดเอง” แต่เขาก็รู้รับรู้ได้ว่าอีกคนคงไม่ต้องการให้เขาเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวสักเท่าไหร่
เขาก็ห่วงเองห่วงคนที่เหมือนกับเขา มันก็แค่นั้นเอง
พอฝนเริ่มซาไทม์ก็รีบตรงกลับบ้านทันทีเทียบจอดรถถือของตรงเข้าบ้าน
“แม่แม่ครับผมกลับมาแล้ว”ไทม์ตะโกนเรียกแต่ก็ไร้เสียงตอบรับจากคนเป็นแม่ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่ดีเข้าไปอีก
“แม่แม่อยู่ไหน”
พยายามตะโกนเรียกอีกครั้งพร้อมกับเดินดูรอบๆน้ำเสียงเรียกที่สั่นกว่าปกติใจที่เต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมา
ไม่เอานะขอร้องล่ะ แม่ช่วยตอบที
เสียงของตกเบามาจากห้องเก็บของด้านหลังบ้านให้ไทม์ที่รีบรุดวิ่งไปหาที่นั่นทันทีขอล่ะ ภาวนาอย่าให้แม่เป็นอะไรเลย
แต่เหมือนว่าสิ่งที่ภาวนาจะไม่เป็นผลทันทีที่เปิดประตูห้องเก็บของก้อนเนื้อในอกก็แทบจะหยุดเต้นทันทีภาพของแม่ที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้นข้าวของรอบๆ กระจัดกระจายราวกับว่ามันล้มลงมา
“แม่!!แม่!!” ทั้งเขย่าตัวทั้งเรียกแม่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นไทม์เอื้อมมือไปจับชีพจรเหมือนว่าจะยังเต้นอยู่คาดว่าน่าจะสลบ
มือที่สั่นเทาหยิบมือถือขึ้นมาโทรหารถพยาบาล“มีคนสลบอยู่ที่บ้านครับ”
“ขอที่อยู่ด้วยค่ะ”
“เอ่อ…”พยายามตั้งสติก่อนจะบอกที่อยู่ที่บ้านไป “ตอนนี้คอยปลุกคุณแม่ก่อนนะคะพยายามอย่าเคลื่อนย้ายเขาเด็ดขาดตอนนี้ทางเราส่งเจ้าหน้าที่ไปแล้วภายในสิบนาทีจะถึงนะคะ”
“ครับ”
วางสายเสร็จไทม์ก็กลับมาปลุกแม่ต่อแต่ไม่ว่าจะเรียกยังไงแม่ก็คงยังนอนนิ่งเหมือนเดิมจนไทม์เริ่มท้อ “แม่ แม่ตื่นเถอะฮึก! ผมขอร้อง ฮือ!!!!”
ประตูห้องฉุกเฉินที่เปิดเข้าเปิดออกอยู่ตลอดแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นแม่ของเขาเลยแม่แต่น้อย
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากมือถือให้ไทม์เหลือบต้องมองพบว่าเป็นลูซี่แฟนสาวของเขานิ้วเรียวกดดูข้อความไล่อ่านทีละตัวหนังสือก็แอบหลุดขำออกมาทั้งน้ำตาแต่ก็แค่แป๊บเดียว
Lucyxx : ส่งรูปภาพ
Lucyxx : ช่วยด้วยค่ะไอ้ลุคมันแกล้งพี่
time 00.00 : 555555
Lucyxx : ส่งสติ๊กเกอร์
time 00.00 :ประชุมเสร็จแล้วหรอครับ
Lucyxx : ค่ะ
Lucyxx : ตอนนี้ไทม์ทำไรอยู่คะ
นิ้วเรียวที่กำลังจะพิมพ์ก็ชะงักความคิดในหัวตีกันจนแทบปวดหัว จะบอกเรื่องแม่กับเธอดีมั้ยนะ
Lucyxx : ไทม์?
Lucyxx : มีอะไรรึเปล่าคะ
time 00.00 : ผมอยู่รพ. ครับ
time 00.00 :แม่สลบในห้องเก็บของ ตอนนี้แม่ยังไม่ออกมาเลยครับ
ริมฝีปากเม้มแน่นในที่สุดเขาก็ตัดสินใจบอกเขาแค่คิดว่าคนเป็นแฟนไม่จำเป็นต้องโกหกหรือปิดบังกัน แล้วอีกอย่างตอนนี้เขาต้องการคนอยู่ข้างๆ ใครก็ได้ แค่ตอนนี้มาอยู่ข้างๆ เขาก็พอ
Lucyxx : ส่งโเคชั่นให้หน่อยค่ะเดี๋ยวพี่ไปหา
Lucyxx : ไม่ต้องห่วงนะคะคุณแม่เราจะไม่เป็นอะไร
time 00.00 : ครับ
time 00.00 : ขอบคุณนะครับ
Lucyxx : ส่งสติ๊กเกอร์
“เชิญญาติคุณศรค่ะ”ได้ยินชื่อแม่ไทม์ก็รีบเด้งตัวลุกจากเก้าอี้ “เชิญทางนี้ค่ะ เดี๋ยวคุยกับคุณหมอก่อนนะคะ”
ไทม์เดินตามพี่พยาบาลเข้าไปในห้องคุณหมอที่อยู่ถัดไปจากห้องฉุกเฉินก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้
“สวัสดีครับ”
“สวัสดครับ”
“หน้าเราดูเศร้าๆนะ โอเคมั้ย”
“อ่า…ครับ”บอกไปแบบนั้นแต่ความจริงเขาไม่โอเคเลยสักนิด ใครมันจะไปโอเคกันล่ะเจอสถานการณ์แบบนี้ต้องมีเครียดกันบ้างแหละ
“เอาล่ะเดี๋ยวหมอจะอธิบายให้ฟังนะ หนูเห็นก้อนตรงนี้มั้ย”
คุณหมอใช้ไม้ชี้ไปที่ภาพเอ็กซเรย์อวัยวะหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นภาพของมดลุกแต่ว่ารูปร่างของมันดูแปลกไป มันดูไม่เหมือนมดลูกที่เขาเคยเห็นในหนังสือเรียนเลย
“สิ่งนี้มันคือมะเร็งปากมดลูก”คำตอบของคุณหมอทำให้ไทม์ถึงกับช็อค ไม่จริงน่า มะเร็งปากมดลูกหรอแล้วแบบนี้แม่จะรอดมั้ย
“ละ-แล้วแม่จะรอดมั้ยครับ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “คุณแม่หนูเป็นระยะที่สามเปอร์เซ็นรอดชีวิตจะอยู่ที่ประมาณสามสิบถึงสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์”
ราวกับสติหลุดไม่ได้ยินเสียงรอบข้างตอนนี้ไทม์ไม่ได้ยินอะไรแล้ว ไม่ว่าจะเสียงคุณหมอหรือเสียงเครื่องปรับอากาศก็ตาม
คุณหมอยื่นมือที่มาแตะมือเขาเพื่อเป็นการให้กำลังใจ“แม้โอกาสจะไม่ถึงสามสิบแต่ก็ยังถือว่าสูงอยู่นะ”
มันก็ใช่แต่โอกาสรอดแค่ 30-35% ยังไงมันก็ยังน้อยอยู่ดีซึ่งหมายความว่าหากรักษาไม่สำเร็จแม่ก็มีโอกาสไม่รอดสูงมันไม่มีอะไรดีกับเขาเลยสักนิด
คุณหมอได้อธิบายต่อเรื่องการรักษาแม่จะต้องผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานออกแล้วก็ฉายรังสีหรือเคมีบำบัดไทม์คิดตามแม่ต้องทรมานมากแน่ๆ แต่กว่าจะรอผ่ากว่าจะหายไหนต้องบำบัดอีก
ปวดหัว
มีแต่คำถามกับเกิดขึ้นในหัวเยอะแยะไปหมดทำไมที่ผ่านมาเขาไม่สังเกตแม่เลยนะถ้ารู้ตั้งแต่แรกแม่จะได้ไม่ต้องมาเจ็บปวดแบบนี้
“จะไปเลยไง”
“อืม”
ดีนไม่ได้ตอบอะไรเพียงพยักหน้าก่อนจะหันกลับไปทำงานในส่วนของตัวเอง
วันนี้ลูซี่มีนัดคุยงานกับดีนเรื่องโปรเจคงานบริษัทตอนแรกก็กะว่าคุยงานเสร็จเดี๋ยวจะไปกินข้าวต่อแต่พอได้รับข้อความจากน้องเธอก็ยกเลิกแล้วเก็บของเตรียมพร้อมไปทันที
“ไปล่ะฝากที่เหลือด้วย”
“เออๆ”
ลูซี่เก็บของเตรียมจะเดินทางไปยังโรงพยาบาลแต่ในจังหวะที่กำลังจะขึ้นรถจู่ๆก็มีใครบางคนมาดึงแขน
“เจเจ?” เป็นเจเจที่มาจับเธอ“มีอะไร”
“จะไปไหนหรอ”
“ไปหาน้อง”เจเจทำสีหน้าอ้อนวอน “ไม่ไปได้มั้ย”
คำขอของเจเจทำเอาลูซี่ถึงกับคิ้วขมวดหนัก“เจเจ ฉันต้องไป แฟนฉันกำลังเดือดร้อน”
“แฟน? ไอ้เด็กนั่นอ่ะนะ ทำไมวะทำไมต้องเป็นมันด้วย” คำเรียกน้องที่ออกมาจากปากเจเจทำให้ลูซี่ถึงกับขมวดคิ้วทันที
“พูดอะไรให้เกียรติแฟนฉันด้วยเจเจ”
เจเจเป็นชายหนุ่มอ่อนโยนตลอดที่ผ่านมาเขาไม่เคยแสดงท่าทีหรือพูดไม่ดีใส่เธอหรือคนรอบข้างเธอแม้แต่น้อยแต่ครั้งนี้เขากลับพูดจาไม่ให้เกีรติแฟนของเธอ มันเลยยิ่งทำให้ลูซี่รู้สึกสับสนไม่เข้าใจ ว่าที่ผ่านมาเธอมองผู้ชายตื้นเกินไปสินะ
“เป็นฉันไม่ได้หรอลูเป็นฉันไม่ได้หรอ”
“เจเจฉันว่าฉันพูดชัดแล้วนะ ขอร้องล่ะ อย่าให้ฉันต้องเกลียดนายเลย”
เจเจถอนหายใจก่อนจะจำใจปล่อยมือเธอไป “ขอโทษ”
เขาไม่อยากโดนเธอเกลียดเพราะการโเนคนที่ชอบเกลียดแม่งโคตรเจ็บเลย
“ขอบคุณที่เข้าใจ”พูดจบลูซี่ก็ขึ้นรถแล้วขับออกไปทันทีทิ้งให้เจเจได้แต่ยืนมองรถยนต์คันหรูขับออกไปจนลับสายตา
“ไงหน้าตาดูไม่ดีเลยนะ”
“หนวกหู”ดีนเหลือบมองคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่แสนดีของอดีตแฟนสาวของเขา
“มึงรู้ใช่มั้ยว่าไอ้เด็กนั่นมันเป็นใคร”
“ทำไมมึงจะทำไร”
“ตอบกูมา”
“อยากรู้ก็หาเองดิ”
“ไอ้ดีนมึงอย่ามากวนตีน”
“หน้ากูดูกวนตีนขนาดนั้นเลยหรอห๊ะกูไม่อยากยุ่งเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของพวกมึงหรอกนะ ถ้าอยากรู้มากก็ไปหาเอาเองเหอะ”
ดีนไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความรักสองเศร้าสามเศร้าของคนอื่นแค่เห็นก็วุ่นวายแล้วถ้าจะให้เข้าไปยุ่งเขาขอบาย
“กูถามจริงนะมึงจะไปอยากรู้ทำไมวะ ยัยสวยมันจะคบกับใครก็ปล่อยยัยนั่นไปดิ”
“มึงก็รู้หนิว่ากูชอบลูมาตั้งแต่เด็กแล้ว”
“แล้วทีตอนกูคบกับยัยสวยทำไมมึงไม่พูดงี้บ้างล่ะ”เจเจไม่ตอบเพียงแต่หลบสายตา
ที่พูดไปไม่ใช่ว่าดีนไม่รู้นะตอนที่ดีนกับลูซี่คบเจเจไม่ได้มีท่าทางหึงหวงหรือพูดจาไม่ดีแบบนี้คงเป็นเพราะบ้านดีนเป็นคนมีอิทธิพลกว่าบ้านเจเจทำให้เจเจเลือกที่จะไม่เข้ามายุ่งเพราะไม่อยากมีปัญหา
“มึงควรตัดใจจากยัยสวยได้แล้วนะมึงก็รู้ว่าต่อให้พยายามเท่าไหร่ยัยสวยก็ไม่ชอบมึงหรอก”
“มันยังไม่แน่สักหน่อย”
ดีนถอนหายใจออกมาอีกครั้งตั้งแต่คุยกับเจเจเขาถอนหายใจออกมาไม่รู้กี่รอบแล้ว
“เอาเถอะอยากทำอะไรก็ทำ ถ้าอยากทำตัวเป็นตัวร้ายในนิยายก็เอาเลย แต่กูบอกไว้ก่อนนะถ้ามึงยังจะคิดถลำลึกไปยุ่งกับน้องมันมากๆ ระวังจะโดนเกลียดเข้าจริงๆ”
“ไม่มีทางหรอกกูจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด”พูดจบเจเจก็เดินไปขึ้นรถก่อนจะขับออกไป
ดีนส่ายหัวพร้อมกับถอนหายใจออกมาไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ตั้งแต่รู้จักกันมาเจเจไม่เคยนิสัยเสียขนาดนี้มาก่อนเจเจเคยเป็นคนดีเป็นคนที่เขาเคยมองว่ายังไงต่อให้ชอบคนๆเดียวกันก็จะคอยสนับสนุนเพื่อนแต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะกลายเป็นคนขี้อิจฉาแล้วไม่ยอมดึงตัวเองออกมาทั้งที่ตรงนั้นก็ไม่ใช่ที่ของตัวเองขนาดนี้
ถ้าวันนึงเจเจล้มเขาคนนึงแหละที่จะไม่ช่วยบอกแล้วว่าไม่อยากยุ่ง ในเมื่อเลือกที่จะทำแบบนั้นแล้วก้ไปจัดการตัวเองก็แล้วกัน
รถยนต์คันหรูคันเดิมขับตรงไปตามถนนด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติทันทีที่มาถึงลูซี่เธอก็ตรงดิ่งไปยังโซนห้องฉุกเฉินพร้อมกับกวาดสายตามองหาแฟนหนุ่มด้วยความเป็นห่วงก่อนจะไปหยุดที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งเหม่อลอยอยู่ข้างมุมเสา
“ไทม์”
ไทม์เงยหน้าขึ้นมาทันทีที่เขาเห็นสีหน้าที่เหม่อลอยก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าร้องไห้ก่อนจะพุ่งเข้ากอดเธอทันที
“ไม่เป็นไรนะคะพี่มาแล้ว”
“ฮือ!!!!”ลูซี่ยกมือกอดพร้อมกับคอยลูบปลอบเบาๆ ก่อนไทม์จะเริ่มเล่าอาการของคุณแม่ให้ฟัง
ไทม์บอกว่าคุณแม่เป็นมะเร็งปากมดลูกแล้วต้องทำการผ่าตัดและต้องฉายรังสีทำให้ต้องใช้เงินในการรักษาจำนวนมากอีกอย่างน้องก็ห่วงเรื่องอาการของแม่หลังรักษาแล้วอย่างที่หมอบอกโอกาสรอดของมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 3 มันมีเพียง 30 - 35%ต่อให้มันเยอะแต่มันก็ยังนน้อยสำหรับคนที่ต้องมานั่งลุ้นของคนข้างหลังอย่างไทม์
นั่งปลอบน้องอยู่สักพักคุณหมอก็เดินมาเรียกให้ไปเซ็นเรื่องการผ่าตัดไทม์ไล่อ่านเอกสารยินยอมให้ทำการรักษาลูซี่สังเกตถึงจำนวนเงินค่ารักษาอยู่ที่ราวๆ450,000 บาท หรืออาจจะมากกว่านั้นตามอาการ
“ผ่อนจ่ายได้มั้ยครับ”
“คุณแม่มีประกันสุขภาพมั้ยคะ”
“มีแต่บัตรทองครับ”
“บัตรทองใช้ได้แต่โรงพยาบาลรัฐเท่านั้นค่ะ”นั่นสินะ ลืมไปเลยว่าเอกชนไม่ได้รับบัตรทอง
“เดี๋ยวพี่จ่ายให้ค่ะ”ไทม์หันมองลูซี่ด้วยความเกรงใจ “แต่…”
“เราเป็นแฟนกันนะคะเรื่องแค่นี้เอง” ไทม์ยืนชั่งใจอยู่ครู่ก่อนจะตัดสินใจเซ็นต์ยินยอมไป
“เดี๋ยวนั่งรอเอกสารสักครู่นะคะ”
ไทม์นั่งรอที่เก้าอี้ด้านหน้าโดยที่มีลูซี่คอยอยู่ใกล้ไม่ห่างลูซี่เอื้อมไปจับมืออีกคนเพื่อปลอบ “เดี๋ยวคุณแม่ก็หายแล้วค่ะ คุณแม่เราเก่งจะตาย”
“ครับ”
ตอนที่เธอเห็นสีหน้าเศร้าของน้องครั้งแรกยอมรับว่าเธอเจ็บปวดมากใจแทบสลายเลยด้วยซ้ำไม่ว่าจะปลอบน้องสักเท่าไหร่ไทม์ก็คงยังมีสีหน้าที่เครียดและเหม่อลอยอยู่ตลอดเธอไม่รู้จะทำยังไงเอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นคามผิดของเธอที่ไม่อยู่ใกล้ๆแต่น้องก็ยังบอกเสมอว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ มันเป็นความผิดของเขาหากเขาคอยสังเกตแม่ แม่ก็คงไม่ต้องมาเจ็บปวดขนาดนี้
พอได้ยินแบบนั้นเธอก็ยิ่งเครียดยอมรับเลยว่าเธอคิดไม่ออกว่าจะพูดปลอบใจน้องยังไงไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้น้องหายเครียด ตอนนี้ทำได้แค่คอยปลอบคอยอยู่ข้างๆน้องเท่านั้น เธอก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เธอทำมันจะสามารถช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของน้องได้มากแค่ไหนแต่ก็พยายามช่วยให้ได้มากที่สุด