“เบญจกัลยาณี แน่เหรอเ้าคะ”คุณหลวงกำลังจะหลับด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่ในหัวของคุณรำเพยยังสงสัยไม่หยุด
“อิจฉาเด็กรุ่นมันรึ”
“คุณหลวงพูดอะไร”
“แม่รำเพย เอาแต่สงสัย หนูกะรัตเขาเพียบพร้อมขนาดนั้นอย่าว่าศักดิ์ วาสนา จะได้เป็ถึงเมียพระน้ำพระยาเลยตำแหน่งเ้าจอมยังคว้าได้สบายๆ รูปร่างหน้าตา กิริยาแบบนี้ สี่่อายุคนมีคนเดียว ฉันก็กล้าพูด”
“หลงรูปขนาดนั้น พาลเห็นว่าดีหมดผู้ชายเป็เหมือนกันทุกคน มองแต่กายหยาบฉากหน้า ไม่ทะลุ” เสียงสุดท้ายส่งคำหนักแน่น เสมือนมั่นใจหนักหนา
“คิดอะไรมาก วันรุ่งพรุ่งนี้ไปตระกูลเราก็เป็ทองแผ่นเดียวกันเขาแล้วนะ ต้องรักต้องเอ็นดูหนูกะรัตให้มากสิถึงจะถูก”
“ใครจะรักก็รักไป แต่ดิฉัน รักไม่ลงดอกค่ะ รู้สึกแปลกๆทะแม่งๆ ด้วยซ้ำ”
“เพิ่งตบแต่งไม่กี่เพลา ปัญหาแม่ผัว ลูกสะใภ้ก็จะเริ่มแล้วรึ”
“คุณหลวงจะมาหาว่าดิฉันหาเื่”
“หรือไม่จริง ยังไม่ทันเป็เื่เลยก็หาข้อหาเดียดฉันท์เด็กมันแล้ว ฉันก็ไม่เห็นว่าหนูกะรัตเขาจะด้อยตรงไหนยิ่งกว่านางฟ้า นาง์ แถมทรัพย์สมบัติศฤงคาร มีอีกเป็กุณรุทเพียบพร้อมขนาดนี้ แม่รำเพยจะเอาอะไรอีก”
“สรุปว่าอยากได้ลูกสาวหรืออยากได้สมบัติเขากันแน่เ้าคะคุณหลวง”
คุณหลวงยิ้มรับแค่มุมปาก ความในใจใครจะบอก “ของของ เรายังไงก็เป็ของของ เรา ระวังที่อยากได้ จะไม่ใช่ของของ เรานะคะ”
“คุณรำเพย” หลวงตวาดลั่น
“ดิฉันก็แค่เป็ห่วง แต่งผิดคนหรือเปล่าก็ไม่รู้มีอย่างที่ไหน วันนี้แขกทั้งงาน ตะลึงกันเป็แถบ”
“หนูกะรัตสะใภ้เราเขางามจริงๆถ้าไม่ติดว่ากินดองให้เป็ของลูก ฉันก็จะรับมาเป็อีกเมียเลยนะ”
“พวกหลงกายหยาบ กิเลสบังตา ถามสาวแก่อย่างอีฉัน,ดิฉันนี่ ที่เขาตะลึงกันเพราะต่างคน ต่างไม่มีใครเคยเห็นหน้าค่าตาแม่กะรัตเลยต่างหาก”
“แปลกตรงไหน หญิงสาวเขาอาจจะระวังตัว ไม่ชอบออกไปไหนไม่คบค้ากับใคร” คุณหลวงเถียงแทน ก่อนที่จะมองเมียรักอย่างค่อนขอด“กลัวพวกปากมากเยี่ยงนี้ปะไร”
“คุณหลวง พูดอะไร ไว้หน้าอีฉัน,ดิฉันบ้างสิเ้าคะ”
“หรือไม่จริง จ่อซัวเขาก็บอก ส่งลูกไปอบรมในรั้วในวังั้แ่อ้อนแต่ออก เลี้ยงอย่างกับไข่ในหิน ชาวบ้านร้านตลาด คนธรรมดาจะไปพบหน้าหนูกะรัตเขาได้อย่างไร มันไม่สมควร จริงๆ แล้วต้องดีใจกับเ้าอรรคราชมันไม่ได้แค่ห่าน แต่มันกำลังได้กินเนื้อหงส์ เนื้อที่ฉัน ไม่เคยได้ลองต่อให้มีมาสิบเมียก็ตาม” คุณหลวงพูดพลางพลิกตัว ข่มตานอนทิ้งให้คนเป็เมียช้ำชอกต่อไป
“จับตาดูหงส์ต่อไปก็แล้วกัน ขออย่างเดียวอย่าให้เป็อย่างที่คิด”
“หงส์ร่อนนะเหรอไม่รำเพย เหอะ น้ำท่วมหลังเป็ดนั่นแหละเชื่อสิ ชั้นผ่านสังเวียนมาเยอะ ผู้หญิงคนอื่นไม่แน่ แต่กับแม่หนูกะรัต ไม่มีทาง”
คืนดึกสงัดนั้นกะรัตในบุคลิกใหม่สุดก๋ากั่น หนีมาจากห้องหอ เธอเดินมาเรื่อยจนมาถึงตรอกเส้นหนึ่งมีแต่หนุ่มๆ เดินเข้าไปไม่ขาดสาย บรรยากาศราวกับกองทัพเรียกกองพล หนึ่งในจำนวนนั้นมี “นายชอบ” พลตระเวนใน “กองโปลิสคอนสเตเปิล” สังกัดเดียวกับ อรรคราช ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็ “ผู้บังคับการกองตะเวน”นายชอบเข้ากับเ้านายหนุ่มเป็อย่างดี พร้อมขันอาสาพาพลตะเวนคนอื่นๆมาหาความสำราญหลังงานแต่ง
บางกอกยามราตรี ถิ่นที่ไฟส่องสว่าง มีเพียงแห่งเดียว ละแวกนั้นด้านหน้าเป็ซอยแคบ ลึกลงไปสุดทางมองไม่เห็นแสงสว่าง มีเพียงแสงจันทร์รำไรไม่ติดไฟให้ได้เห็นชัดดูสลัว
ริมกำแพงปูน ถูกเขียนด้วยถ่าน หญิงสาวเพ่งมอง แต่ก็อ่านไม่รู้ความ
“ตรอกยายสุ่น” เสียงชายหนุ่ม ยังพูดไทยไม่เป็ภาษานักแต่พอเอ่ยให้รู้ความได้ บอกกับหญิง ผู้พลัดหลง แต่ไม่มีท่าทีเกรงกลัวใดๆ
“ทำไมถึงไม่ควร ในเมื่อผู้ชายยังเดินเข้าออกราวกับสวนสนาม”
“สวนสนาม ที่นี่มีปาร์คงั้นรึ”
“ปาร์ค มาดาม” กะรัตกล่าวเสียงงงในลำคอเอ่ยขึ้นมองหน้าเต็มๆ ของบุรุษอันสูงโปร่งนั้น ดั้งโด่งเรียวยาว คิ้วดกเข้มใบหน้าเนียนตึงเป็เนื้อเดียวราวกับรูปปั้น ผมเผ้าสีทองอร่าม ั์ตาสีฟ้า
“นี่ เ้าเป็มนุษย์ประหลาดชาติใด”
ชายหนุ่มต่างชาติยิ้มรับ “อังกฤษ มาดาม ข้ามาจากอีกฝั่งหนึ่งของโลก”
หญิงสาวมองหน้า เดินเข้าไปใกล้เหมือนไม่เคยพบเห็น “คนแถวเมืองท่านหล่อเหลาราวรูปสัมฤทธิ์แบบนี้ ทุกคนฤๅ” หนุ่มตาน้ำข้าวเขินอายหญิงสาวยังก้าวไปใกล้อีก ไม่มีการหวงตัว “น่าอิจฉา สาวๆ ประเทศเ้าคงได้สำเริงสำราญเป็แน่”
“มาดามช่างมีอารมณ์ขัน ถึงผมจะมาไม่นาน แต่ก็คิดว่านี่ไม่ใช่บุคลิกของสตรีชาวสยามที่ได้ยินมาเป็แน่”
“เ้าได้ยินว่าอย่างไรล่ะ” กะรัตเดินเข้าไปประชิดตัวส่งสายตายวนใจ มือไม้เริ่มไม่เป็สุข ไล่ั้แ่หัวไหล่ไปที่เชิงอกของหนุ่มฝรั่งอกผายเกินสามศอกได้ลมหายใจยังมีกลิ่นของโอสถที่ดื่มพรวดก่อนมา
“เรียบร้อย ขี้อาย สงวนท่าที” หญิงสาวสแยะปากรับ
“บางคน ไม่กล้ายุ่ง ไม่กล้ามองไม่กล้าสนทนากับชายต่างชาติ เกรงจะถูกลงโทษ เป็เมียฝารัง อังกฤษ วิลันดา ชวามลายูอันต่างศาสนา แลให้ข้ารีตถือหย่านมฤฉาทิฐิพระศาสนาท่านว่าผู้นั้นเป็เสี้ยนหนามในแผ่นดิน และให้ลงโทษหกประการ ประการแรกก็คือให้ฟันคอริบเรือน”
“เอามาจากไหน”
“ความในข้อเขียน กฎหมายพระไอยการหลวง”
“หึ ล้าหลัง แผ่นดินนี้เริ่มมีเสรีขึ้นั้แ่คนเผ่าพันธุ์เ้าเข้ามาเหยียบสยามประเทศแล้ว หากแต่ไม่เป็ที่พิสมัยด้วยเหตุผลอื่นมากกว่า” กะรัตยิ้มเยาะ ท่าทีก๋ากั่นของเธออาจเป็หญิงสยามคนเดียวในเพลานั้น
“หากเป็อย่างนั้น หญิงสยามหวาดกลัวสิ่งใด ที่ผ่านมาถึงไม่มีใครเข้าใกล้ผมเลย”
“เหตุนั้นจึงมาผ่อนคลายที่ตรอกนี้เอาเยี่ยงนี้แล้วกัน” กะรัตคว้ามือหนุ่มฝารังขึ้นมาประกบ “ข้าจะนำพาความสำราญพาเ้าไปบำบัดเอง ดูท่า คงไม่ได้สำแดงความเป็ชายมาช้านาน” ยิ้มหวานมองหน้า“ดีไม่ดี…”
“ไม่ดีกระมัง มาดาม”
“รู้ได้ยังไงว่าไม่ดี โชคเข้าข้างฟ้าประทานของดีแล้วยังไม่รู้อีก เื่พวกนี้ ที่เ้า้า ข้าคนนี้ไม่แพ้สตรีที่ไหนนะ เรียกว่าเป็หนึ่งก็ได้”
“มาดาม” ชายหนุ่มฝารังเขินอายยืนยันได้จากท่าทางว่านี่น่าจะเป็การ “คิดการขึ้น” ครั้งแรก
“หากพี่สาวข้ารู้เข้า เป็เื่ใหญ่แน่” หนุ่มฝารังลังเลอยู่หน้าตรอกถกเถียงกับอารมณ์พลุ่นพล่าน ที่ไม่ยอมลงง่ายๆ ของตัวเอง หันมาอีกทีหญิงสาวก็เดินลิ่วเข้าไปแล้ว
โรงชำเาาย ระหว่างพลนายกองกำลังเลือกสรรกะรัตในชุดเ้าสาวเมื่อ่เช้า กลางวัน ยังติดตราตรึงใจผู้พบเห็นเพื่อนฝูงและแขกของเ้าบ่าวต่างบ่นอิจฉาเป็เสียงเดียว ไม่ต้องมีวาสนาร่วมชีวิตแค่ได้มาร่วมห้องเป็คู่เคียงแค่คืนเดียวกับหญิงงามระดับชาติขนาดนั้นก็ถือว่าสั่งสมบุญมาดีแล้ว
ราตรีนี้ในตรอก เหมือนฟ้าจะประทาน หญิงผู้ต้องรสนิยมของผู้ชายทั้งหมดดวงหน้า เรือนกาย คล้ายเ้าสาวที่หนุ่มๆ หลายคนปรารถนา เดินใกล้เข้ามา เข้ามาเข้ามา ทั้งหมดบ่งบอกและแจ่มชัดว่า คือแม่หญิงกะรัตอย่างแน่นอน
ตายล่ะหว่า
สำเพ็งเป็ย่านการค้ามาั้แ่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์นอกจากจะเป็ย่านการค้าแล้วสำเพ็งยังเป็ย่าน “โรงหญิงนครโสเภณี” อีกด้วย เหตุนี้เขาจึงด่าผู้หญิงโสเภณีหรือผู้หญิงที่ประพฤติตัวไม่ดีว่า“อีสำเพ็ง” ภายในตรอกซอกซอยต่างๆ มักมีชื่อเรียกตามแม่เล้า อาทิ ตรอกเต๊า เป็ตรอกหนึ่งในย่านสำเพ็งที่ขึ้นชื่อลือชาเพราะโสเภณีที่ตรอกนี้จัดว่าดีกว่าตรอกอื่น โดยเฉพาะโรงของยายแฟง สำหรับโรงยายแฟงนั้นก่อตั้งโดยยายแฟงหรือเดิมชื่อยายโป๊ แกได้ตั้งเป็โรงแม่เล้ามาั้แ่รัชกาลที่ ๔ เนื่องจากโรงของยายแฟงมีเด็กสาวหน้าตาน่าเอ็นดู และจัดห้องนอนตลอดจนถ้วยโถโอชาแบบผู้ดี
หนุ่มๆที่มีเงินจึงชอบมาเที่ยวที่ซ่องของแกมากกว่าที่อื่นๆ แกจึงร่ำรวยเป็เศรษฐินี คนหนึ่งตรอกเว็จขี้ หรือ ตรอกอาจมตรอกนี้ส่วนใหญ่เป็โสเภณีคนจีน อยู่กันเป็ห้องแถวเล็กๆในตรอกนี้โรงแม่ทิมมีชื่อมากกว่าตรอกอื่นๆ โสเภณีในตรอกนี้จัดว่าเป็โรงชั้นต่ำมีแต่คนจีนยากจนที่มีอาชีพแบกหามประเภทหาเช้ากินค่ำมาเที่ยวกันโสเภณีตามโรงหรือซ่อง หากเ้าของเป็คนจีนก็จะหัดให้เล่นงิ้วถ้าเ้าของเป็คนไทยก็จะหัดมโหรี และหัดให้เล่นลิเก
การแต่งตัวของหญิงตรอกนั้น แรงจัดจ้านชาวบ้านทั่วไปเพื่อเรียกความสนใจในยามค่ำคืน ทั้งไว้ผมดัด ถ้าไม่ผลัดหน้าก็ประแป้งให้หน้าขาวๆแล้วก็ใส่น้ำอบไทยหอมฟุ้ง บางคนก็กินหมากเสียจนปากแดงการแต่งกายนุ่งผ้าลายหรือผ้าโจงกระเบน ห่มผ้าสไบเฉียงหรือห่มรัดนมบางคนก็ใส่เสื้อแขนกุด อายุของหญิงโสเภณีเหล่านี้อยู่ในราว ๑๗-๑๘ ปี
หญิงโสเภณีเหล่านี้พอตกค่ำก็จะแต่งตัวออกมานั่งหน้าห้องกัน แต่บางแห่งก็มายืนรับแขกกันที่ถนนและบางแห่งถึงกับออกมาฉุดแขกเอาเลยทีเดียว เมื่อแขกเลือกได้แล้วทั้งคู่ก็จะพากันขึ้นห้อง ซึ่งห้องนั้นถ้าเป็โรงชั้นดีก็มีที่นอนหมอนมุ้งแต่ถ้าเป็ชั้นเลวก็มีแต่เสื่ออย่างเดียวและเมื่อเสร็จธุระแล้วก็จ่ายเงินให้กับสาวที่พาขึ้นห้อง
แสงไฟค่อยๆลอดผ่านม่านตา เ้าบ่าวที่มึนสลบไป เปลือกตาค่อยๆ เปิดขึ้นสัญชาตญาณแรกคือแลไปโดยรอบ มองไม่เห็นเมียแต่งที่ควรเฝ้าพัดวีอยู่ในนั้นด้วยความเป็ห่วง “กะรัต กะรัต”
อรรคราชค่อยๆลุกขึ้น ดูยังไม่สร่าง แต่เรี่ยวแรงยังมีพร้อมด้วยใมากกว่าว่าเ้าสาวหายไปไหนเมื่อวิ่งดูทั้งเรือนแล้ว เสียงเรียกของอรรคราช ดังขึ้น ดังขึ้น และดังขึ้นจนคนทั้งเรือนเ้าสัวได้ยิน
“ที่นี่ เป็โรงชำเาายแม่หญิงกะรัตเข้ามาได้อย่างไรขอรับ” นายชอบเห็นร่างของหญิงสาวก็รู้ทันทีว่าเป็เมียเ้านาย“หากคุณหลวง หรือคุณอรรคราชรู้เข้าจะกลายเป็เื่ใหญ่นะขอรับ”
กะรัตมองหนุ่มกำยำคู่สนทนาตรงหน้า คล้อยหลังไปยังมีกลุ่มผู้ชายอีกเป็คณะ มองเธอมาเป็ตาเดียว คิดในใจ เธอร้อนแรงถึงเพียงนั้น
“กลับเถิดขอรับ ป่านนี้หัวหน้ากองคงให้หาทั่วแล้วยิ่งนี่ เป็คืนเข้าหอคืนแรกด้วย”
“ไม่กลับ ยังไงก็ไม่กลับ ฉันรอวันนี้มาแทบแย่วันที่จะได้ออกมา”
“แต่คุณกะรัตแต่งงานแล้วนะครับ เป็เมียระดับชั้นเ้านายนะขอรับทำแบบนี้ไม่เหมาะสม กลับเถอะขอรับ” นายชอบพยายามรบเร้า หนักเข้าแกมบังคับ เขาอุตส่าห์ปรี่มาเพราะเกรงว่าหนุ่มๆทั้งกองโปลิสคอนเตเปิลจะเห็น เป็ที่ติฉินและพูดกันไปทั่วได้
“เ้านายไก่อ่อน แค่โอสถไม่กี่ถ้วยก็หลับป๋อไปแล้วทำอะไรได้ ถ้าเ้านายนายดี อีกะรัตคนนี้ ไม่มีวันได้ออกมาหรอก”หญิงสาวพูดตามสัญชาตญาณ ก่อนดึงดันเข้าไปในร้านตรงไปสำรวจที่แปลกใหม่พลทหารชอบรู้สึกว่าไม่ได้การ ตรงไปที่เรือนของอรรคราชเพื่อแจ้งข่าว
ฝารังตาน้ำข้าว คนนั้นชื่อ DION (ดีออน) เป็มิชชันนารีฝึกหัดเป็น้องชายของ TAMMAREEN (แทมมี่) ครูสอนภาษาชาวอังกฤษที่หลวงจ้างมาสอนลูกเ้านายชั้นสูง ดีออน ติดมาท่องเที่ยวประสาคนหนุ่มรักผจญภัยและแทมมี่ ฝากเขาไว้กับ RICHARD (ริชาร์ด) มิชชันนารีหนุ่มใหญ่อดีตแฟนเก่า สาเหตุที่ทำให้ ดีออน ลังเลอยู่หน้าตรอกและไม่ได้เข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย เขาต้องปลอมตัว เอาผ้าขาวม้าคลุมหัวมาด้วยซ้ำ
ความสิเน่หาอย่างตัดใจไม่ได้ เมื่อเจอกะรัตทำให้เขากล้าย่างกรายเข้าตรอกมาครั้งแรกในชีวิต
ในตรอกเต๊าเป็ห้องแถวยาวติดต่อกันไปตลอดตรอก ทุกห้องแขวนโคมเขียวไว้หน้าห้องเป็แถวและเวลาก่อนค่ำ จะเห็นพวกโสเภณีเขาจุดรูปราวกำมือหนึ่ง สัก ๒๐ ดอกมาลนที่ใต้โคมเขียวหน้าห้อง นัยว่าเพื่อให้แขกเข้ามามาก ๆ สนนราคาอยู่ใน ๖สลึงหรือสองบาท ส่วนที่ตึกใหญ่ตรงกันข้ามกับตรอกนี้ก็ทำอาชีพเช่นเดียวกันแต่หากแขวนโคมเขียวไว้ให้ลับเข้าไปมองไม่เห็น นอกจากคนเคยแล้วก็มีที่รู้จักมีนามว่า “ยี่สุ่นเหลือง” เป็ชั้นสูงหน่อยไม่จุ้นจ้านเหมือนพวกตรอกเต๊า ราคา ๒ สลึง - ๑ บาท ต่างชาติราว ๓ บาทถึง ๕ บาทสภาพเรียบร้อยดี ห้องแต่ละห้องในตึกก็ตกแต่งดี แปลว่ารับแขกชั้นสูงไม่สัพเพเหระเหมือนตรอกเต๊า
นอกจากจะห้อยโคมเขียวเป็เครื่องหมายการค้าแล้วภายในยังจัดโต๊ะเก้าอี้รับแขกและเตียงไว้พร้อมสรรพ ดิออน มองหา จับต้องและพลิกตัวหญิงลักษณะงาม คาดว่าจะได้เจอแม่หญิงกะรัตอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พบ ในใจเขากลัวเธอจะขึ้นกับชายคนไหนไปเสียก่อน ด้วยถูกชะตากับหญิงสยามคนนั้นนัก
“หาหญิงคนไหนอยู่เหรอพ่อ” หญิงวัยกลางคน ค่อนไปทางแก่ ยายแฟง เ้าของตรอกเอ่ยถาม พลางจับผ้าขาวม้าที่คลุมหน้าอย่างคุ้นเคย แต่ให้ตายมันเลื่อนลงโดยฉับพลัน “อุยตะ ฝารังหัวแดงเสียด้วย”
ดีออนทำสีหน้าไม่ถูกก่อนจะควักเงินทั้งหมดที่มียื่นให้หญิงนายหน้าผู้นั้น “ผมกำลังตามหาผู้หญิงคนหนึ่งเธอสวย เธอแตกต่าง เธอเหมือนไม่ใช่ผู้หญิงที่ทำงานประจำในตรอกนี้ช่วยผมตามหาเธอด้วย”
เสียงร้อนรนของชายหนุ่มทำให้ยายแฟงเ้าของตรอกตีความอีกแบบตามอย่างชายที่ร้อนใจและเดินเข้ามาใช้บริการเป็ประจำ “หญิงตรอกนี้อยู่ในอาณัติฉันทั้งหมดแหละพ่อ ใจเย็นๆ ประเดี๋ยวจะเรียกมาต้อนรับเสียทั้งหมดชอบใครก็เลือกไป หรือจะเหมาทั้งหมดชั้นก็ไม่ว่า” ยายแฟงพูดพลางติดขำ ก่อนจะเรียกสาวๆเข้าห้องไปทีละคน เป็บริการด่วน