ทั้งวันสามพี่น้องไม่ได้ทำอะไรมากจนถึงเวลาเข้านอน เพราะพี่ใหญ่ไม่วางใจให้เฟยเจินเข้าป่า เธอเลยไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เธอคิดที่จะแอบเข้าป่าในภายหลังเงียบๆ คนเดียว
เมื่อเด็กทั้งสามได้หลับไปแล้วนั้น จู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นที่ไหล่ด้านซ้ายของเฟยเจิน ตรงปานรูปดอกบัวสีแดง ซึ่งปานนี้ก็ได้ติดตัวเฟยเจินมาด้วยจากภพก่อนของเธอ เพราะเดิมทีเ้าของร่างเดิมนั้นมิได้มีปานนี้ แต่มันโผล่ขึ้นมาหลังจากจิติญญาของเธอหลอมรวมเข้ากับร่างกายนี้ และเฟยเจินก็เพิ่งจะทราบความจริงนี้หลังจากเธอได้มาโผล่ในสถานที่แปลกๆ แห่งหนึ่ง
“นี่… เกิดอะไรขึ้น” เฟยเจินลืมตาขึ้นมาด้วยความใหลังจากรู้สึกถึงความผิดปกติและแสงสว่างที่เจิดจ้านั้นได้ค่อยๆเลือนหายไป เธอถลกแขนเสื้อด้านซ้ายขึ้นเพื่อดูว่าทำไมเธอถึงรู้สึกเจ็บเล็กน้อยตรงบริเวณไหล่ด้านซ้าย มันคือปานรูปดอกบัวสีแดงที่เธอเคยมีในชาติก่อนและบัดนี้มันได้กลับมาอยู่บนไหล่เล็กๆ ของเธออีกครั้งแล้ว
“นี่มันที่ไหนกันแน่… ทำไมถึงมาโผล่ที่แปลกๆอีกแล้ว” เฟยเจินลูบปานดอกบัวสีแดงเบาๆ พร้อมหันไปมองรอบๆ ด้วยความฉงน
จากที่เธอเห็นและสามารถบรรยายออกมาได้ก็คือ มันเป็สถานที่ที่งดงามยิ่ง สถานที่แห่งนี้ใหญ่โตแต่ไม่ถึงกับสุดลูกหูลูกตา สามารถมองเห็นขอบเขตได้ มันมีทั้งป่าเขียวชอุ่ม และแม่น้ำลำธาร อากาศที่สดชื่นปลอดโปร่งมากๆ
เธอเดินไปทางกระท่อมหลังเล็กที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น พลางย่ำไปตามสวนรอบๆ กระท่อม มันคล้ายสวนที่มีดินพร้อมสำหรับปลูกแล้ว แต่ยังไม่มีพืชใดถูกปลูกลงไป เฟยเจินหยุดอยู่ที่หน้าประตูกระท่อม และเงยหน้าขึ้นมองป้ายไม้ที่มีชื่อสลักว่า ‘มิติจิต’
ความสงสัยและประหลาดใจเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในใจเฟยเจิน เธอไม่รู้ว่ามิติจิตคืออะไร มันจะสามารถแปลตามตัวได้หรือไม่ เธอคิดก่อนที่จะเปิดประตูไม้เข้าไปในกระท่อมแห่งนี้ สิ่งที่เห็นคือ ภายในนั้นมีเตียงไม้พร้อมฟูกสีขาวสะอาด เก้าอี้และโต๊ะไม้ที่ตั้งเป็ระเบียบ ตู้หนังสือที่ใหญ่และมีหนังสือจัดวางเป็ระเบียบเรียงกันมากมาย บนโต๊ะไม้ยังมีหนังสือเก่าๆ ที่ดูแปลกตายิ่งนักวางอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้และเปิดหนังสือเล่มนั้นดู
แต่ที่น่าแปลกก็คือ ในหนังสือนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีตัวหนังสือใดอยู่เลย เธอไม่พบความผิดปกติใดๆ ของหนังสือเลย มันเหมือนกลับเป็หนังสือที่ยังไม่มีผู้ใดขีดเขียนลงไป เฟยเจินแม้จะยังคงรู้สึกสงสัยเล็กน้อยแต่ก็เปิดหนังสือไปเรื่อยๆ ทั้งที่มันเป็แค่กระดาษเปล่าทุกหน้า
“อ๊ะ เจ็บจัง” เฟยเจินอุทานเบาๆ หลังจากรู้สึกเจ็บบริเวณปลายนิ้วที่ถูกหนังสือบาดจนมีเืไหล มันไหลไปโดนหนังสืออย่างไม่ทันตั้งตัว
เมื่อเืกระทบลงบนหนังสือ มันก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย
บนกระดาษที่ว่างเปล่าในตอนแรก เริ่มปรากฏตัวหนังสือโบราณมากมายระรานตา เฟยเจินเบิกตากว้างด้วยความอัศจรรย์ใจ เวลานี้เธอเลิกสนใจนิ้วที่ถูกบาดแล้วหันไปสนใจหนังสือนี้แทน เธอเพ่งมองตัวหนังสือโบราณเ่าั้อย่างรวดเร็ว
“นี่…” เธออุทานอีกรอบพร้อมนำมือขึ้นมาปิดปากด้วยความใ เพราะเธอเข้าใจตัวหนังสือโบราณเ่าั้ ไม่ได้หมายความว่าเธออ่านออก แต่เธอสามารถเข้าใจมันได้โดยการมองเพียงเท่านั้น!
เฟยเจินเปิดดูั้แ่หน้าแรก และเริ่มทำความเข้าใจกับข้อมูลในนั้น โดยเนื้อหาในนั้นคือ คำบรรยายและข้อมูลเกี่ยวกับมิติแห่งนี้นั่นเอง มันกล่าวว่า ‘มิติจิติญญา’ หรือ ‘มิติจิต’ นั้นคือสถานที่วิเศษภายในจิติญญา เสมือนโลกอีกแห่งหนึ่งที่ผู้ใช้สามารถเข้ามิติโดยการกำหนดจิตไปยังสัญลักษณ์มิติ สัญลักษณ์ในที่นี้เธอคาดว่าน่าจะเป็ปานรูปดอกบัวสีแดงบนไหล่ซ้ายของเธอแน่ๆ ซึ่งการคาดเดาของเฟยเจินนั้นถูกต้องแล้ว ปานรูปดอกบัวสีแดงนี้คือ สัญลักษณ์มิติ ที่ผู้ใช้หรือเฟยเจินนั้นต้องกำหนดจิตไปที่ปานเพื่อจะเข้ามาในมิติแห่งนี้
เฟยเจินได้รู้ข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับมิติแห่งนี้ แต่มันไม่ได้ลงรายละเอียดลึก เพียงแค่ข้อมูลคร่าวๆ เพียงเท่านั้น เช่น ปกติเวลาภายในมิติและด้านนอกจะเท่ากัน แต่หากเข้ามารอบแรกจะถือว่าเป็กรณีพิเศษโดยมิติจะปรับเป็เวลาเช้า แต่เมื่อเข้ามารอบถัดๆ ไปจะอิงตามเวลาด้านนอก และสิ่งที่วิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ บ่อน้ำพุร้อนวิเศษทางด้านหลังกระท่อมนั้นมีสรรพคุณมากมาย สามารถรักษา ฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการแช่นั้นจะได้ประสิทธิภาพดีกว่าการกิน หากนำน้ำวิเศษนี้ผสมกับสิ่งของหรืออาหารก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ถ้าเป็ของใช้จะเพิ่มการทนทาน หากเป็อาหารจะเสริมสร้างสรรพคุณและมีรสชาติดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ภายในป่ายังมีสมุนไพรหายากบางชนิด ซึ่งในหนังสือมีรูปภาพพร้อมข้อมูลของมันครบถ้วน และพื้นดินในสวนที่เห็นนั้น เ้าของมิติสามารถนำไปใช้ได้โดยการปลูกพืชต่างๆ โดยใช้เพียงแค่เวลาครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่านั้นจากความเป็จริง
เฟยเจินพลิกไปอีกหน้าหนึ่งและเห็นว่ามันยังมีกระดาษอีกหลายแผ่นที่ยังไม่มีตัวอักษรโบราณปรากฏขึ้น เธอจึงปิดหนังสือและวางไว้ที่เดิม ก่อนที่จะเดินไปทางบ่อน้ำพุร้อนหลังกระท่อม เฟยเจินไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว เธอรู้สึกคันตัวมากเลยคิดที่จะอาบน้ำสักหน่อย เธอเดินไปหยุดอยู่ริมบ่อ นั่งยองๆ เพื่อมองหน้าตนเองผ่านผิวน้ำในบ่อที่ใสกระจ่างชัดอย่างมาก หน้าตามอมแมมยิ่งนัก แต่ก็ซ่อนความน่ารักน่าชังนี้ไม่ได้ ถ้าสะอาดแล้วคงจะยิ่งหน้าตาน่ารักมากแน่ๆ เฟยเจินค่อยๆ ถอดชุดและก้าวลงไปแช่น้ำในบ่อ
“อา… สบายจริงๆ” ในชาติก่อน เฟยเจินไม่เคยแช่บ่อน้ำพุร้อนเลย เธอคิดที่อยากจะลองััความรู้สึกยามแช่มานานแล้ว
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้วเด็กหญิงยังคงแช่อย่างสบายอกสบายใจ ผมที่เดิมทีแห้งแตกปลาย กลับกลายเป็ผมดำที่เงางาม ยาวสลวยเป็อย่างมาก ผิวเดิมที่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก มันขาวนุ่มเนียนดั่งน้ำนมเลยเชียว แม้ผมกับผิวจะดีขึ้นแล้วแต่สภาพร่างกายของเด็กหญิงก็ยังคงผอมแห้งแทบจะเห็นกระดูก แต่ไม่ได้แรงน้อยเหมือนก่อนเพราะเธอได้นำพลังวิเศษมาจากภพก่อน
ในตอนนี้เพียงต้องหมั่นบำรุงร่างกายให้อวบอ้วนขึ้นเพียงเท่านั้น เธอไม่ลืมคิดที่จะบำรุงร่างกายพี่ใหญ่และน้องเล็กด้วย โดยเฉพาะพี่ใหญ่ของเธอนั้นช่างน่าสงสาร ทั้งผอม แก้มตอบ และขายังเจ็บอีก น้องเล็กก็สภาพไม่ต่างกัน แต่ยังดีที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อมมากกว่า ์ มันช่างน่าเ็ปยิ่งนัก เธอจะต้องทำให้ครอบครัวเธอมีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้ เพราะตอนนี้เธอได้รับตัวช่วยแกมโกงอย่างมิติแห่งนี้มาแล้ว
หลังจากเฟยเจินพอใจกับสภาพตนเองที่ดีขึ้นแล้ว เธอก็ลุกขึ้นสวมใส่ชุดเดิมและกำหนดจิตเพื่อที่จะออกไปดูข้างนอกว่ากี่ยามแล้ว
ตอนนี้เป็เวลากลางยามเหม่า (05.00-06.59น.) เฟยเจินที่โผล่ออกมาจากมิติ ทำท่าทางตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายที่สดชื่น แจ่มใส โชคดีที่พี่ใหญ่กับน้องรองยังไม่ตื่น ไม่อย่างนั้นคงต้องใเป็แน่ ที่อยู่ๆ เฟยเจินก็ปรากฏกายออกมาเช่นนี้
เฟยเจินลุกขึ้นเดินออกจากกระท่อมไปเงียบๆ เพราะเธอคิดที่จะเปลี่ยนน้ำที่ใช้ภายในบ้านเสียก่อน ให้ใช้น้ำวิเศษแทน โดยเธอเทน้ำที่อยู่ในโอ่งใหญ่ทิ้งไปและทำตามวิธีที่ในหนังสือได้กล่าวไว้ ว่าหากผู้ใช้จะนำสิ่งต่างๆ จากมิติออกมานั้นต้องกำหนดจิตเพื่อดึงวัตถุนั้นๆ ออกมา
“อืม ก็ไม่ยากอย่างที่คิด น้ำเต็มโอ่งพอดี” เฟยเจินพึมพำเบาๆ หลังจากนั้นเธอก็เตรียมตัวขึ้นเขา เพื่อที่จะเข้าป่าไปหาผักป่าและล่าสัตว์ หากโชคดีอาจเจอสัตว์ป่าก็เป็ได้
ใช้เวลาไม่นานเฟยเจินก็เข้ามาในป่า เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ใกล้ตีนเขา ซึ่งสะดวกแก่การขึ้นเขามากแต่ก็เสี่ยงอันตรายจากสัตว์ป่ามากเช่นกัน เธอเดินลึกเข้าไปในป่าที่กว้างใหญ่ และสะพายตะกร้าไม้ไผ่สานที่คล้ายจะพังเต็มที เดินลัดเลาะเข้าไปลึกเรื่อยๆ จนเห็นผักป่ามากมายที่ขึ้นกระจัดกระจายบนพื้นดิน เธอค่อยๆ ก้มลงใช้มือขุดผักป่าเ่าั้เพื่อให้มีสภาพดีที่สุด
“โอ้ นั่นมันต้นโอ๊ก!” เฟยเจินเหลือบไปเห็นต้นโอ๊กขนาดใหญ่ทางด้านหนึ่งของป่า สายตาเธอนั้นจัดว่าดีมากแม้ภายในป่าจะทึบเพราะมีต้นไม้มากมายรายล้อม เฟยเจินไม่รอช้ารีบวิ่งตะบึงไปทางต้นโอ๊กทันที หากสิ่งที่เธอคิดเป็จริงมันคงจะดีมากๆ
“มีจริงด้วย!” เฟยเจินขุดเห็ดทรัฟเฟิลหรือซ่งหลู่ ขึ้นมาด้วยความดีใจ เห็ดทรัฟเฟิลพวกนี้มักขึ้นรอบต้นโอ๊ก มีหัวอยู่ใต้ดินลึกประมาณ 2-16 ชุ่นโดยขึ้นเป็วงกลมรอบต้นโอ๊ก ตอนนี้อยู่ใน่คิมหันตฤดู อากาศช่างร้อนอบอ้าว เห็ดพวกนี้เป็เห็ดทรัฟเฟิลดำที่มักพบได้ในฤดูนี้ จะมีกลิ่นและรสชาติที่เบาบางกว่าทรัฟเฟิลขาวซึ่งมักพบในเหมันตฤดู
เฟยเจินรีบเก็บเห็ดด้วยความกระตือรือร้น จนกระทั่งตะกร้าไม้ไผ่สานไม่มีพื้นที่ว่างพอ เธอจึงหยุดเก็บและยืนขึ้นหรี่ตามองเวลาบนท้องฟ้า เวลานี้ใกล้ถึงกลางยามอู่ (11.00-12.59น.) แล้ว เฟยเจินรีบกลับบ้านตามทางที่ตนได้ทำสัญลักษณ์บอกทางทิ้งไว้และไม่ลืมที่จะจดจำทางที่พบต้นโอ๊กนี้
“พี่ใหญ่ พี่รองกลับมาแล้วขอรับ!” เมื่อเด็กน้อยเฟยิเห็นพี่สาวตนเดินใกล้เข้ามา ก็รีบวิ่งเข้าไปบอกพี่ใหญ่ในบ้านและรีบวิ่งออกมาอีกรอบพร้อมพี่ใหญ่ที่เดินกะเผลกตามมาด้านหลัง
“เ้าไปที่ไหนมาหรือน้องรอง ทำไมจึงไม่บอกข้าและน้องเล็กก่อนออกไป” เฟยเจินมองพี่ใหญ่และน้องเล็กที่ดูกระวนกระวายใจด้วยความรู้สึกผิด
“ข้าขอโทษเ้าค่ะพี่ใหญ่และน้องเล็ก ให้อภัยข้าด้วยนะเ้าคะ” เฟยเจินก้มหัวมองต่ำพร้อมเม้มปาก เธอรู้สึกผิดที่ไม่ได้บอกใครเพราะคิดว่าจะรีบไปรีบกลับ แต่กลับเก็บผักป่ากับเห็ดทรัฟเฟิลเพลินจนลืมเวลา
“อืม พวกข้าเพียงแค่กลัวว่าจะเกิดเหตุอันใดกับเ้าเท่านั้น น้องรอง วันหลังต้องบอกข้าหรือน้องเล็กก่อนไปที่ใดด้วยนะ” เฟยเทียนลูบหัวน้องสาวตนด้วยใจที่คลายกังวลลง
“พี่รอง ท่านอย่าลืมที่พี่ใหญ่บอกนะขอรับ พวกเราก็มีกันแค่สามพี่น้องเท่านั้น ฮือ” เฟยิพูดจบก็วิ่งเข้าไปในอ้อมกอดเฟยเจิน น้ำมูกน้ำตาเด็กน้อยที่ไหลเป็ทางเปรอะเปื้อนเสื้อเฟยเจินทำให้มีรอยและเกิดสีเข้มขึ้นจากเดิม
“ข้าเข้าใจแล้ว” เฟยเจินยิ้มบางพร้อมยีหัวเด็กน้อยในอ้อมกอด
“แล้วเ้าไปที่ใดมาหรือน้องรอง คงไม่ได้ขึ้นเขาหรอกใช่หรือไม่” เฟยเทียนหันไปมองตะกร้าที่เฟยเจินสะพายด้านหลัง ดูเหมือนจะมีผักป่าและพืชสีดำที่เขาไม่ทราบว่าคือสิ่งใดอยู่ในนั้น
“เอ่อ… อะแฮ่ม ข้าขึ้นเขามาเ้าค่ะ แต่อย่าว่าข้าเลย มาดูนี่ก่อน ข้าได้ผักป่าและเห็ดทรัฟเฟิลมาด้วย” เฟยิผละออกจากอ้อมกอดพี่สาวและยืนรอดูอยู่ด้านข้าง เฟยเจินวางตะกร้าลงบนพื้นแล้วบิดตัวด้วยความเมื่อยล้า
“สิ่งนี้คืออะไรหรือน้องรอง พืชที่มีสีดำแปลกประหลาดนี้” เฟยเทียนชี้ไปที่เห็ดทรัฟเฟิลดำมากมายที่นอนแน่นิ่งอยู่ในตะกร้า
“สิ่งนี้เรียกว่า เห็ดทรัฟเฟิล หรือ เห็ดซ่งหลู่ เ้าค่ะ มันมีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว” เฟยเจินยิ้มร่าพร้อมหยิบเห็ดทรัฟเฟิลขึ้นมายื่นให้พี่ใหญ่และน้องเล็กได้ดูใกล้ๆ
“มันอร่อยหรือไม่ขอรับพี่รอง มันมีหน้าตาแปลกประหลาด ข้าไม่กล้ากิน” เฟยิขมวดคิ้ว พลิกเห็ดทรัฟเฟิลดำไปมาในมือ
“มันอร่อยมากเลยนะน้องเล็ก มันยังช่วยบำรุงให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ลดโอกาสการเกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นเื และทำให้ผิวอ่อนเยาว์” เฟยเจินร่ายสรรพคุณยาวด้วยความตื่นเต้น
“มันดีเพียงนั้น!” น้องเล็กวิ่งวนไปมาพร้อมถือเห็ดทรัฟเฟิลด้วยความระมัดระวัง
“เหตุใดเ้าจึงรู้จักเห็ดชนิดนั้นได้ล่ะน้องรอง ข้าว่าคนในหมู่บ้านก็ไม่น่าจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน” เฟยเทียนขมวดคิ้วจ้องหน้าน้องสาวตนด้วยความสงสัย
“เอ่อ…” เธอจะบอกได้อย่างไรล่ะว่าเฟยเจินตัวจริงได้ตายไปแล้วและตอนนี้เธอคือเฟยเจินคนใหม่ซึ่งมาจากยุคที่พัฒนาไปพันๆ ปีแล้ว… และเหตุที่เธอรู้จักเห็ดทรัฟเฟิลก็เพราะเธอเคยลองทำเมนูนี้เล่นๆ และศึกษาข้อมูลมาบ้างเล็กน้อยด้วยความสนใจ เฟยเจินรู้สึกได้ว่าหัวใจเธอเต้นตุบๆ ด้วยความเร็ว เหงื่อก็เริ่มซึมออกมาที่มือ เธอจะบอกความจริงเื่มิติจิตไปดีหรือไม่ โดยอ้างหนังสือเ่าั้ในกระท่อม เพราะถึงอย่างไรคืนนี้เธอก็จะพาพี่ใหญ่เข้าไปรักษาขาโดยการแช่น้ำพุร้อนวิเศษอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็วยังไงความลับนี้ก็ต้องเปิดเผยแก่พี่น้องตนอยู่ดี
“รอคืนนี้ก่อนเถอะเ้าค่ะ ข้าจะบอกความจริงทั้งหมดเอง” เฟยเจินตอบพร้อมมองพี่ใหญ่และน้องเล็กด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
“ได้ พวกข้าจะรอเ้าน้องรอง” แม้เฟยเทียนจะสงสัยยิ่งนักกับความจริงข้อนี้ แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บไว้ก่อน รอให้น้องรองบอกความจริงเอง