ม่านรถม้าสีดำถูกเปิดขึ้นช้า ๆ
ภายในลานกลางเมือง เสียงพูดคุยที่เคยกระจายอยู่รอบด้านค่อย ๆ เบาลงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกดลงบนผิวน้ำ ผู้คนจำนวนมากอาจไม่รู้จักผู้ที่อยู่หลังม่านด้วยตาตนเอง แต่ชื่อของตระกูลซูเพียงพอจะทำให้พวกเขาลดเสียงลงโดยไม่ต้องมีใครสั่ง ในเมืองชิงหลาน ตระกูลที่พูดน้อยที่สุดบางครั้งกลับเป็ตระกูลที่ผู้คนระวังมากที่สุด
เย่เทียนยืนอยู่ข้างโต๊ะบันทึก ปลายพู่กันยังลอยค้างเหนือกระดาษ จุดหมึกเล็ก ๆ ที่เผลอแตะไว้ตรงมุมหน้าเอกสารกำลังค่อย ๆ ซึมกว้างออกอย่างเงียบงัน เขารู้ว่าตนควรก้มหน้ากลับไปทำหน้าที่ของผู้ช่วยบันทึก รู้ว่าคนที่ไม่มีชื่อบนรายชื่อตัวแทนไม่ควรจ้องรถม้าตระกูลซูนานเกินไป แต่สายตาของเขากลับยังไม่อาจละจากเงาร่างที่กำลังก้าวลงจากรถม้าได้ในทันที
รองเท้าผ้าสีขาวอมเงินแตะลงบนพื้นหินเป็สิ่งแรก จากนั้นชายกระโปรงยาวสีอ่อนจึงเคลื่อนตามลงมา เส้นผมดำเงาอมเงินทอดลงมาตามแผ่นหลังอย่างเรียบร้อย จี้พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่คอสะท้อนแสงเช้าจาง ๆ ราวกับหยดน้ำแข็งเล็ก ๆ ท่ามกลางหมอก ดวงตาของนางเป็สีเงินอมฟ้า เย็นใส และสงบนิ่งเสียจนยากจะบอกว่านางกำลังมองสิ่งใดอยู่
ซูหลิงเยวี่ย
ชื่อที่เขาเคยได้ยินจากโรงน้ำชา ชื่อที่อยู่ในรายชื่อรุ่นเยาว์ที่เย่จงให้มา และชื่อที่เคยเป็ส่วนหนึ่งของความทรงจำวัยเด็กที่เลือนราง บัดนี้ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ท่ามกลางสายตาของคนทั้งลานกลางเมือง
เย่เทียนรู้สึกเหมือนความทรงจำเก่าถูกยกขึ้นมาเทียบกับภาพตรงหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เด็กหญิงใต้ต้นเหมยในอดีต กับคุณหนูตระกูลซูในวันนี้เหมือนเป็คนเดียวกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเลย นางยังคงเงียบ ยังดูสงบเกินวัย แต่ความเงียบในวันนี้ไม่ใช่ความเงียบของเด็กที่ไม่รู้จะพูดอะไร หากเป็ความเงียบของคนที่รู้ว่าตนไม่จำเป็ต้องพูดทุกอย่าง
เย่จงเคยเตือนเขาไว้แล้ว
อย่ามองนางด้วยเพียงความทรงจำเก่า
เย่เทียนค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วก้มหน้าลง จรดพู่กันบนกระดาษต่อจากจุดหมึกเล็ก ๆ นั้น เขาเขียนลำดับเหตุการณ์อย่างเรียบง่าย
ตระกูลซูมาถึง หลังตระกูลเย่ หลิน และหาน
เพียงเท่านั้น
เขาไม่เขียนความรู้สึกของตนลงไป เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้ช่วยบันทึกควรเขียน
ซูหลิงเยวี่ยเดินเข้าสู่ศาลาตระกูลซู โดยมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินนำอยู่ครึ่งก้าว ชายคนนั้นสวมชุดสีเทาเข้ม ใบหน้าสงบนิ่ง ดวงตาลึก และท่าทางเหมือนผู้ที่คุ้นเคยกับการเก็บคำพูดไว้มากกว่าการปล่อยออกมาโดยไร้ประโยชน์ เขาไม่ต้องเดินเสียงดัง ไม่ต้องยิ้มทักใครก่อน แต่ทุกคนที่เห็นเขากลับรับรู้ได้เองว่าเขาไม่ใช่ผู้ติดตามธรรมดา
ผู้ดูแลเอกสารที่ยืนข้างเย่เทียนกระซิบเสียงเบา “ซูม่อเหยียน ตัวแทนาุโของตระกูลซู ปีนี้เขามาด้วยตัวเอง แสดงว่าตระกูลซูให้ความสำคัญกับงานครั้งนี้ไม่น้อย”
เย่เทียนจดชื่อไว้ในใจ
ซูม่อเหยียน
เมื่อทั้งสี่ตระกูลเข้าประจำศาลาของตน ตัวแทนสภาเมืองจึงก้าวขึ้นไปบนแท่นกลางลาน เขาเป็ชายชราร่างผอม เสียงไม่ดังแต่ชัดเจนพอให้ทั้งลานได้ยิน ถ้อยคำเปิดงานเป็ไปตามธรรมเนียม กล่าวถึงความสงบของเมืองชิงหลาน กล่าวถึงรุ่นเยาว์ซึ่งเป็อนาคตของแต่ละตระกูล และกล่าวว่างานพบปะครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ทรัพยากร และเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสี่ตระกูลหลัก
คำพูดนั้นฟังดูงดงามมาก
แต่งดงามเกินไปจนเย่เทียนรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดของความจริง
หลังพิธีเปิดสั้น ๆ ผู้แทนผู้ใหญ่ของแต่ละตระกูลจึงย้ายเข้าสู่โต๊ะรับรองใต้ศาลากลางด้านข้างลาน ไม่ใช่เวทีกลางที่ให้รุ่นเยาว์แสดงตัว แต่เป็พื้นที่สำหรับพูดคุยเื่ที่มีน้ำหนักจริงมากกว่า โต๊ะไม้ยาวถูกวางไว้ใต้ชายคา มีชาร้อน ผลไม้แห้ง และม้วนเอกสารหลายชุดวางอยู่เรียบร้อย ตรงด้านหลังของผู้ใหญ่แต่ละฝ่ายมีผู้ช่วยเอกสารยืนรออยู่
เย่เทียนถูกผู้ดูแลเรือนกลางเรียกให้ถือกล่องบันทึกตามไปยืนด้านหลังเย่กวง
เขาไม่ได้อยู่ในวงสนทนา
แต่ใกล้พอจะได้ยินทุกคำ
เย่กวงนั่งประจำฝั่งตระกูลเย่ด้วยรอยยิ้มบาง าุโฝ่ายหลินเป็ชายวัยประมาณห้าสิบกว่า ใบหน้าอิ่มเอิบ ท่าทางนุ่มนวล แต่ดวงตาไม่เคยหยุดประเมินสิ่งรอบตัว เขาคือหลินจ้าวถง ผู้ดูแลทรัพยากรสำคัญของตระกูลหลิน ด้านตระกูลหานเป็ชายร่างใหญ่ไหล่กว้าง ผิวกร้านแดด หนวดเคราสั้น ดวงตาคมดุ เขาชื่อหานเที่ยซาน เพียงการวางแขนลงบนโต๊ะก็ทำให้ถ้วยชาสั่นเบา ๆ ส่วนฝั่งตระกูลซู ซูม่อเหยียนนั่งนิ่งที่สุด ท่าทางสงบเหมือนชายที่สามารถฟังผู้อื่นพูดได้ทั้งวันโดยไม่แสดงสีหน้าเบื่อหน่าย
เย่เทียนยืนอยู่ด้านหลังผู้ดูแลเอกสาร มือถือพู่กันเล็ก สมุดบันทึกเปิดไว้ตรงหน้า
หลินจ้าวถงเป็ฝ่ายเริ่มก่อนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ปีนี้ชิงหลานคึกคักกว่าปีก่อนมาก รุ่นเยาว์ของแต่ละตระกูลล้วนดูมีอนาคต โดยเฉพาะตระกูลเย่ ข้าได้ยินว่าคุณชายเย่เฉิงก้าวหน้าอย่างมั่นคง ใกล้เข้าสู่ก่อปราณแล้วกระมัง”
เย่กวงยิ้มรับอย่างระมัดระวัง “ยังต้องฝึกอีกมาก เด็กหนุ่มมีพร์ก็จริง แต่เส้นทางปราณไม่เคยใจดีต่อผู้ที่รีบร้อน”
“คำพูดนี้ถูกต้องนัก” หลินจ้าวถงวางถ้วยชาลง “เพียงแต่การฝึกที่ดี ย่อมต้องใช้ทรัพยากรที่ดี ปีนี้สมุนไพรและเศษหินปราณหายากขึ้นไม่น้อย หากราคาขยับขึ้นบ้าง หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจ”
หานเที่ยซานหัวเราะเสียงต่ำทันที “เส้นทางูเาไม่สงบ ข้ารู้ดีกว่าใคร แต่บางครั้งราคาที่สูงขึ้นก็ไม่ได้มาจากสัตว์อสูรเสมอไป บางทีอาจมาจากมือคนกลางที่ชอบวางนิ้วบนตาชั่งมากเกินไป”
รอยยิ้มของหลินจ้าวถงไม่เปลี่ยน “พี่หานพูดตรงเสมอ แต่มือคนกลางก็คือมือที่ทำให้ของจากูเาเดินมาถึงลานเมือง หากไม่มีมือพวกนั้น ของดีหลายอย่างอาจยังนอนอยู่ในหุบเขา รอให้สัตว์อสูรเหยียบจนเสียเปล่า”
“หรือไม่ก็รอให้ราคามันสูงขึ้นอีกสองเท่า” หานเที่ยซานกล่าว
บรรยากาศบนโต๊ะรับรองตึงขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ตึงพอให้เย่เทียนััได้
เย่กวงยกชาขึ้นจิบ ก่อนจะกล่าวอย่างพอดี “เส้นทางมีความเสี่ยง การค้าก็มีต้นทุน ตระกูลเย่เข้าใจทั้งสองฝ่าย เพียงแต่ของที่เข้าคลังตระกูล ย่อมต้องมีที่มาและคุณภาพชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดภายหลัง”
คำพูดของเขาดูเหมือนประนีประนอม แต่ก็ปักหลักไว้ชัดเจนว่า ตระกูลเย่จะไม่รับรายการกำกวมง่าย ๆ
ซูม่อเหยียนซึ่งเงียบมาตลอดวางถ้วยชาลงเบา ๆ
เสียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้ทุกคนบนโต๊ะหันไปมอง
เขากล่าวเพียงประโยคเดียว “หากรายการชัดเจน การโต้แย้งย่อมน้อยลง”
ประโยคนั้นสั้นมาก
แต่หลินจ้าวถงหยุดยิ้มไปเสี้ยวหนึ่ง หานเที่ยซานหรี่ตาลงเล็กน้อย เย่กวงเองก็วางถ้วยชาลงช้ากว่าเดิมนิดหนึ่ง
เย่เทียนจดประโยคนั้นลงไปอย่างระมัดระวัง
ตระกูลซูพูดน้อย แต่คำหนึ่งตัดกลางโต๊ะ
หลังจากนั้น ม้วนรายการทรัพยากรชุดแรกของตระกูลหลินจึงถูกเปิดออกตรงกลางโต๊ะ ผู้ช่วยของหลินจ้าวถงนำถาดตัวอย่างสมุนไพรบางชนิดมาวางเรียง ขณะที่ผู้ดูแลเอกสารของแต่ละตระกูลเริ่มตรวจเทียบ เย่เทียนได้รับสำเนาหนึ่งชุดจากผู้ดูแลเรือนกลาง เขายืนเยื้องหลังเล็กน้อย ไม่อยู่ในตำแหน่งที่คนบนโต๊ะต้องหันมาสนใจ แต่ก้มลงอ่านอย่างตั้งใจ
รายการส่วนใหญ่ตรงกับสำเนาที่เขาเคยเห็นก่อนหน้า
รากหมอกเย็นถูกแยกแหล่งที่มาชัดเจน
เศษหินปราณมีช่องตรวจพลังคงเหลือ
สมุนไพรเส้นเอ็นชีพจรระบุจำนวนใช้ได้จริงเรียบร้อย
เย่เทียนอ่านต่อไปช้า ๆ จนถึงรายการกลางแผ่น
หญ้าหมอกเย็น สิบมัด คุณภาพกลาง ราคาแปดเหรียญเงินต่อมัด
เขาหยุดสายตา
หญ้าหมอกเย็นไม่ใช่รากหมอกเย็น แม้ชื่อคล้ายกันแต่ใช้ต่างกัน มันมักถูกใช้ช่วยลดความร้อนสะสมในเส้นเอ็นของผู้ฝึกปราณขั้นเปิดชีพจรและก่อปราณ หากเป็ของจากหุบเขาหินเย็น คุณภาพกลางย่อมพอมีราคานี้ แต่หากเป็ของจากลำธารหมอก คุณภาพจะอ่อนกว่า กลิ่นเย็นไม่ลึกเท่า และราคาไม่ควรสูงถึงขนาดนี้
เย่เทียนเหลือบมองถาดตัวอย่างด้านหน้า
หญ้าหมอกเย็นสิบมัดถูกวางรวมกันในถาดเดียว สีโดยรวมคล้ายกัน แต่เมื่อมองละเอียดจะเห็นว่าบางมัดมีปลายใบซีดกว่า กลิ่นเย็นบางกว่า และโคนใบมีรอยชื้นแบบที่เขาเคยเห็นในตลาดหมอกแห่งชิงหลาน
เขาไม่แน่ใจทั้งหมด
แต่จากสิบมัดนั้น อย่างน้อยสามมัดไม่น่าจะเป็คุณภาพกลางจากหุบเขาหินเย็น
ถ้าตระกูลเย่รับรองราคานี้โดยไม่แยกแหล่งที่มา ก็จะจ่ายราคาเท่ากันให้ของที่คุณภาพไม่เท่ากัน
นี่ไม่ใช่การโกงโจ่งแจ้ง
แต่เป็ความกำกวมที่หากอีกฝ่ายไม่ถาม ก็จะกลายเป็ความยินยอมโดยปริยาย
เย่เทียนรู้สึกว่าปลายนิ้วที่จับพู่กันเย็นลงเล็กน้อย
เขาไม่มีสิทธิ์พูดกลางโต๊ะ
หากแทรกขึ้นมาเอง จะกลายเป็ผู้ช่วยบันทึกที่ไม่รู้กาลเทศะ และเย่กวงอาจใช้เื่นี้กดเขาทันที แต่หากเขาไม่ทำอะไร บันทึกที่เขาถืออยู่ก็จะกลายเป็เพียงการจดสิ่งกำกวมให้กลายเป็ทางการ
เขานึกถึงคำของเย่จง
ฟังก่อนพูด
มองก่อนตัดสิน
จำสิ่งที่คนอื่นอยากให้ลืม
เย่เทียนก้มลง เขียนหมายเหตุเล็ก ๆ บนเศษกระดาษแยก ไม่ใช่ลงบนเอกสารหลัก
หญ้าหมอกเย็นสิบมัด ควรแยกแหล่งที่มาและคุณภาพก่อนรับรองราคา สีและกลิ่นไม่สม่ำเสมอ อย่างน้อยสามมัดอาจเป็ของลำธารหมอก
เขาพับกระดาษเล็กน้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแลเรือนกลางด้านหน้าอย่างเงียบ ๆ
ผู้ดูแลรับไปโดยไม่แสดงสีหน้า อ่านเพียงแวบเดียวแล้วนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นเขาจึงเลื่อนกระดาษต่อให้เย่กวงโดยอาศัยจังหวะที่หลินจ้าวถงกำลังกล่าวถึงเส้นทางขนส่ง
เย่กวงรับกระดาษไปอ่าน
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาไม่เปลี่ยน
แต่ปลายนิ้วที่แตะถ้วยชาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
เย่เทียนไม่รู้ว่าเย่กวงจะทำอย่างไร เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าอีกฝ่ายอาจเพิกเฉย เพื่อไม่ให้เด็กไร้ชีพจรคนหนึ่งได้มีบทในโต๊ะผู้ใหญ่ หรืออาจมองว่าเขาจับผิดเกินหน้าที่ ทว่าเย่กวงกลับวางถ้วยชาลง แล้วเงยหน้ามองหลินจ้าวถงด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“ผู้าุโหลิน ข้าขอถามเพื่อให้บันทึกของสองฝ่ายตรงกัน หญ้าหมอกเย็นสิบมัดนี้มาจากหุบเขาหินเย็นทั้งหมด หรือมีของจากลำธารหมอกปนอยู่ด้วย”
โต๊ะรับรองเงียบลงทันที
หลินจ้าวถงยังคงยิ้ม แต่ดวงตาขยับไปยังถาดสมุนไพรเพียงเล็กน้อย
“เหตุใดผู้าุโเย่จึงถามเช่นนั้น”
เย่กวงไม่รีบร้อน เขายิ้มเหมือนเดิม “ไม่มีอะไร เพียงแต่สีและกลิ่นของบางมัดดูเบากว่าของหุบเขาหินเย็นเล็กน้อย หากเป็ความแตกต่างตามธรรมชาติ ข้าก็เพียงจดไว้ หากเป็ต่างแหล่งที่มา จะได้แยกราคาให้ถูกต้อง ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดภายหลัง”
คำพูดนี้สุภาพมาก
แต่บังคับให้ต้องตอบ
หานเที่ยซานหัวเราะเสียงต่ำ “ดี ดี ข้าก็ว่าอยู่ กลิ่นเย็นบางมัดเบาเหมือนเพิ่งเดินผ่านหมอก ไม่ใช่โตในหินเย็น”
หลินจ้าวถงปรายตามองเขา “พี่หานจมูกไวเสียจริง”
“คนเดินเขาต้องใช้จมูกมากกว่าปาก ไม่เหมือนพ่อค้า” หานเที่ยซานตอบ
บรรยากาศเหมือนจะคมขึ้นอีกครั้ง แต่ซูม่อเหยียนกลับกล่าวเรียบ ๆ “แยกแหล่งที่มาเถิด จะได้จบเื่”
หลินจ้าวถงเงียบไปเพียงครู่เดียว ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “คงเป็ความผิดพลาดตอนคัดแยก ของจากลำธารหมอกสามมัดปนเข้ามาจริง เช่นนั้นแยกบันทึกเป็หุบเขาหินเย็นเจ็ดมัด ลำธารหมอกสามมัด ราคาคำนวณใหม่ตามคุณภาพ ย่อมเหมาะสมกว่า”
เย่กวงพยักหน้า “เช่นนี้ชัดเจนดี”
ผู้ดูแลเอกสารรีบแก้บันทึก
เย่เทียนก้มหน้าจดตามอย่างสงบ แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียวกลางโต๊ะ ไม่มีใครประกาศว่าเขาเป็คนเห็นจุดผิดปกติ และบางทีคนส่วนใหญ่อาจคิดว่าเย่กวงสังเกตเห็นเอง
แบบนั้นดีที่สุดแล้ว
เพราะหน้าที่ของเขาไม่ใช่การแย่งชื่อเสียง
แต่เป็การไม่ให้สิ่งผิดถูกจดเป็สิ่งถูก
ทว่าในขณะที่เขากำลังจดบันทึก เย่เทียนรู้สึกได้ว่ามีสายตาหนึ่งมองมา
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
หลินเซวียนยืนอยู่ด้านหลังหลินจ้าวถงไม่ไกล พัดในมือหยุดนิ่ง ดวงตาของเขามองมายังเย่เทียนด้วยรอยยิ้มบางที่ลึกกว่าเดิม
เขาเห็น
หรืออย่างน้อยก็เดาได้
หลินเซวียนไม่ได้พูดอะไร เพียงยกพัดแตะปลายคางเบา ๆ แล้วหันกลับไปเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
อีกด้านหนึ่ง หานเลี่ยกอดอกยืนมองโต๊ะรับรองด้วยสีหน้าสนุก เขาอาจไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่คงััได้ว่ามีใครบางคนทำให้รายการของหลินต้องถูกแก้กลางโต๊ะ
ส่วนเย่เฉิงซึ่งยืนอยู่ฝั่งรุ่นเยาว์ตระกูลเย่ มองเย่เทียนอยู่เพียงชั่วครู่ แววตาของเขายังคงนิ่งเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ความนิ่งนั้นไม่ได้ว่างเปล่า
เย่เทียนก้มหน้าลงต่อ
เขาเขียนบันทึกอย่างระมัดระวัง
รายการหญ้าหมอกเย็นถูกแก้ไข แยกแหล่งที่มาและราคาใหม่ เพื่อให้ตรงคุณภาพ
คำสั้น ๆ เพียงบรรทัดเดียว
แต่เขารู้ดีว่าเื้ับรรทัดนั้นมีอะไรมากกว่าตัวอักษร
หลังเื่หญ้าหมอกเย็นผ่านไป การสนทนาของผู้ใหญ่ดำเนินต่ออย่างระมัดระวังขึ้น หลินจ้าวถงยังคงยิ้ม แต่รายการถัดไปถูกอธิบายละเอียดขึ้นเล็กน้อย เย่กวงยังคงสุภาพ แต่ทุกครั้งที่เปิดรายการใหม่ เขาจะเหลือบมองผู้ดูแลเอกสารก่อนเสมอ หานเที่ยซานดูพอใจเป็พิเศษเมื่อได้เห็นหลินต้องแก้รายการ ส่วนซูม่อเหยียนกลับนิ่งเหมือนเดิม ราวกับเื่ทั้งหมดเป็เพียงคลื่นเล็ก ๆ บนผิวน้ำที่เขาเห็นั้แ่แรกแล้วแต่ไม่คิดเอ่ย
เย่เทียนเรียนรู้มากกว่าที่คิดจากการยืนอยู่หลังโต๊ะนั้น
เขาเรียนรู้ว่า การชนะบนโต๊ะผู้ใหญ่ไม่จำเป็ต้องทำให้อีกฝ่ายแพ้จนเสียหน้า
เรียนรู้ว่า คำถามที่ดีอาจบังคับให้ความกำกวมต้องถอยออกไปเอง
และเรียนรู้ว่า บางครั้งการไม่เอ่ยชื่อผู้ที่เห็นความผิดพลาด อาจเป็การปกป้องเขามากกว่าการชมต่อหน้าคนทั้งลาน
เมื่อการตรวจรายการ่แรกจบลง ตัวแทนสภาเมืองจึงประกาศให้รุ่นเยาว์ของแต่ละตระกูลเตรียมเข้าสู่่แลกเปลี่ยนการฝึกพื้นฐาน ไม่ใช่การประลองจริง แต่เป็การแสดงท่วงท่าพื้นฐาน จังหวะลมหายใจ และการควบคุมร่างกายให้แต่ละฝ่ายได้เห็นแนวทางของกันและกัน
เสียงผู้ชมรอบนอกเริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้ง
เย่ิสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เย่หลัวขยับไหล่เล็กน้อย หานเลี่ยหมุนข้อมือด้วยท่าทางเหมือนคนอยากให้่นี้มาถึงมานานแล้ว หลินเซวียนยังคงยิ้มและพัดเบา ๆ ส่วนเย่เฉิงเพียงก้าวออกไปยืนหน้าแถวของตระกูลเย่อย่างเงียบงัน
เย่เทียนยืนอยู่ด้านหลังโต๊ะบันทึก
เขาไม่ได้ถูกเรียกให้ขึ้นลาน
และไม่ควรถูกเรียก
แต่คราวนี้ เมื่อเขายืนอยู่ข้างเวที เขาไม่รู้สึกเหมือนคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเท่าเดิมแล้ว
เพราะก่อนเวทีจะเริ่ม เขาเพิ่งเรียนรู้ว่า ข้างเวทีเองก็มีการต่อสู้ของมัน
การต่อสู้ที่ไม่มีเสียงหมัด
ไม่มีแสงปราณ
ไม่มีผู้ชมะโ
แต่หากพลาด ก็อาจทำให้ทั้งตระกูลเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว
เย่เทียนก้มมองกระดาษบันทึกตรงหน้า จุดหมึกเล็ก ๆ จากตอนซูหลิงเยวี่ยมาถึงยังคงอยู่ตรงมุมกระดาษ เขาใช้ปลายนิ้วแตะขอบหน้าเอกสารเบา ๆ แล้วพลิกไปหน้าถัดไป
่ต่อไปจะเป็เวทีของผู้ที่มีพลัง
แต่เขาจะยังคงทำสิ่งที่ตนทำได้
ฟัง
มอง
และจดจำสิ่งที่คนอื่นอยากให้ลืม