บทที่ 20 เธอคิดจะทำลายการแต่งงานของทหารเหรอ? (รีไรท์)
“ไปสิ! ทิงหงเธอรอฉันด้วย ฉันเอาของไปเก็บก่อน!” เสิ่นชิงชิงรีบร้อนจนเหงื่อซกเต็มหน้า แต่ก็ยังหาเวลาตอบ
เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ เสิ่นทิงหงก็ไปที่ตู้ หยิบกระติกน้ำร้อนของตัวเองกับเสิ่นชิงชิงออกมา
นี่คือสิ่งที่ครอบครัวซื้อไว้หลังจากขึ้นชั้นมัธยมปลาย ไม่ใช่ครอบครัวของนักเรียนทุกคนที่สามารถซื้อได้ เพราะกระติกน้ำร้อนจำเป็ต้องมีคูปองอุตสาหกรรม ไม่ได้มีไว้สำหรับคนทั่วไป
หลิวเยว่ต้องอาศัยความสัมพันธ์มากมายกว่าจะได้มาหลายใบ จึงได้มาเพิ่มไว้ในบ้านและเสิ่นทิงหงที่นี่
ก่อนแยกบ้านกระติกน้ำร้อนถูกวางไว้ในบ้านสาม ช่วยไม่ได้ มันเป็เงินส่วนตัวของหลิวเยว่ ไม่พอใจก็ไปขอที่บ้านพ่อแม่ตัวเองเถอะ
เสิ่นเว่ยจวินก็ชอบเด็กสาวคนนี้เช่นกัน ในบ้านมีเพียงเด็กสาวสองคน คนโตแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ปีหนึ่งเจอกันไม่กี่ครั้ง กับคนที่ยังไม่ได้แต่งงานออกเรือน เขาก็ย่อมสนใจมากหน่อย ดังนั้นตอนที่หลิวเยว่ซื้อ ก็เลยซื้อให้เสิ่นชิงชิงด้วย
บังเอิญว่าทั้งหอพักมีแต่พวกเธอสองคนที่มีกระติกน้ำ ดังนั้นเมื่อกระติกน้ำร้อนถูกนำออกมา เสิ่นทิงหงก็ััถึงสายตาจากเด็กสาวหลายคน
กระติกน้ำร้อนนี้มีประวัติอยู่เล็กน้อย ตอนที่เพิ่งขึ้นชั้นมัธยมปลาย เด็กสาวอีกหลายคนในหอพักเห็นว่าพวกเธอมีกระติกน้ำร้อน ก็ไม่ได้เกรงใจ น้ำร้อนถูกพวกเธอใช้ไปในปริมาณมาก
เสิ่นชิงชิงยังดี แต่เ้าของร่างเดิมเหมือนประทัดดอกหนึ่ง โวยวายขึ้นมาเป็เื่ใหญ่ สุดท้ายก็เอากุญแจมาล็อคตู้ของพวกเธอ
ต้องบอกว่าเสิ่นทิงหงชอบนิสัยใจคอของเ้าของร่างเดิมมากจริง ๆ ไม่ว่าจะพูดยังไง การเอาไปโดยพลการก็คือการขโมย ต่อให้เป็แค่น้ำร้อนก็ควรขออนุญาตก่อน
หลังจากที่เสิ่นชิงชิงเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็ออกจากหอพัก แทบจะทันทีที่ปิดประตูหอพัก ก็มีเสียงพึมพำดังมาจากข้างใน
เสิ่นทิงหงยิ้มอย่างเดียว ไม่สนใจใด ๆ
การกดน้ำร้อนต้องไปที่หม้อน้ำในโรงอาหาร น้ำร้อนมีบริการให้ฟรี แต่นอกจากอาบน้ำสระผมแล้ว คนที่มากดน้ำร้อนนั้นมีไม่มาก
ถึงอย่างไรก็ไม่มีกระติกน้ำร้อน เอากลับไปก็เท่านั้น
เมื่อมาถึงก็มีคนอยู่เพียงไม่กี่คน ทั้งสองคนกดน้ำร้อนเสร็จอย่างรวดเร็ว
“เสิ่นชิงชิง เสิ่นทิงหง!” เสียงผู้หญิงที่คุ้นหูดังขึ้น
ส่วนที่ว่าทำไมถึงคุ้นเคย ก็เป็เพราะก่อนจะกลับหอพักพวกเธอเพิ่งได้ยินมา
เป็ไปตามคาด พอหันไปก็เห็นซ่งเจี๋ย
“เธอมีอะไรหรือเปล่า?” เสิ่นชิงชิงถาม
“ฟางจัวไม่ได้มากับพวกเธอเหรอ” ซ่งเจี๋ยเห็นข้างกายทั้งสองไม่มีฟางจัว จึงถามขึ้น
“ฉันไม่ใช่แม่เขานะ ไปไหนต้องพาเขาไปทุกที่เหรอ” เสิ่นชิงชิงรู้สึกว่าคำถามนี้ของซ่งเจี๋ยโง่มาก
และแปลกมากด้วย!
“ไม่ใช่...ฉันรู้ว่าพวกเธอสนิทกัน ปกติแล้วตัวติดกัน ก็เลยถามดู” ซ่งเจี๋ยอธิบาย
แต่ยังมีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนในบริเวณนั้น ดูกระตือรือร้นขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดนี้ของซ่งเจี๋ย
ในยุคสมัยนี้ แค่การจับมือกับคู่รักก็มีคนเอามาพูดนินทา นับประสาอะไรกับการบอกว่าตัวติดกัน
พวกเขาไม่ใช่คู่รักกัน พูดแบบนี้จะถูกเข้าใจผิดเอาง่าย ๆ
“เธอพูดอะไรเคยผ่านสมองก่อนหรือเปล่า” เสิ่นทิงหงทนฟังไม่ได้อีกต่อไป เปิดฉากด่าทันที
เดิมทีเ้าของร่างเดิมก็มีนิสัยแบบนี้ แต่เสิ่นทิงหงคิดว่าไม่ใช่ปัญหาใด ๆ
“เธอ...ทำไมเธอพูดแบบนี้ล่ะ” ซ่งเจี๋ยเม้มปากด้วยความไม่พอใจ “ฉันไม่ได้พูดอะไรผิดเลย พวกเธอชอบอยู่กับฟางจัวไม่ใช่เหรอ”
คำพูดนี้ง่ายต่อการเข้าใจผิดจริง ๆ
เสิ่นทิงหงไม่้าพูดคุยกับคนแบบนี้อีก อาจจะขาดความฉลาดทางอารมณ์ หรือไม่ก็ตั้งใจ ถึงได้แย่ขนาดนี้
ถ้าคำนี้เข้าหูอาจารย์จะเป็เื่ใหญ่แค่ไหน ถ้ารู้ถึงสังคมภายนอก ก็อาจจะสร้างข้อกล่าวหาที่ไม่ดีให้พวกเธอ อย่าไปเรียนโรงเรียนนี้เลย
เสิ่นทิงหงกำลังดึงเสิ่นชิงชิงออกไป แต่ซ่งเจี๋ยก็คว้าแขนของเสิ่นทิงหงไว้ทันที
“เธอโกรธเื่อะไร? หรือว่าใจฝ่อ?”
เสิ่นทิงหงโกรธจนขำ คิดถึงคู่หมั้นของเธอที่ยังไม่ได้พบกันอย่างเป็ทางการ พลางยิ้มอย่างมีความหมายลึกซึ้งให้กับซ่งเจี๋ยทันที
“มีเื่หนึ่งฉันคิดว่าเธออาจจะยังไม่รู้ ฉันมีคู่หมั้นแล้ว เขาเป็ทหาร หากไม่มีอะไรผิดพลาดอีกสองปีก็จะแต่งงานกัน หากเธอพูดอะไรที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้ง่ายในที่สาธารณะ ฉันจะสงสัยมากว่าเธอจะขัดขวางการแต่งงานของทหารหรือเปล่า!”
คำพูดของเสิ่นทิงหงดังกึกก้อง ทุกคนที่รู้จักเธอต่างตกตะลึง พวกเขาไม่รู้จริง ๆ ว่าเสิ่นทิงหงหมั้นแล้ว
แม้ว่าเสิ่นทิงหงจะนิสัยไม่ค่อยดี แต่เธอก็สวยจริง ๆ เด็กหนุ่มหลายคนในชั้นเรียนชอบเธอ คำพูดนี้ของเธอก็ทำให้เด็กหนุ่มต่างอกหัก
ใบหน้าของซ่งเจี๋ยซีดเผือดทันที เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าเสิ่นทิงหงมีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว ซ้ำยังเป็ทหารอีกด้วย ถ้ารู้คงไม่กล้าพูดไปแบบนั้นหรอก
สิ่งที่คนสมัยนี้เคารพยำเกรงมากที่สุดคือทหาร สีเขียวทหารเป็สีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด กระเป๋าทหาร และเครื่องแบบทหารสีเขียวล้วนเป็อะไรที่ทันสมัยที่สุด
หากแต่งงานกับผู้ที่มีชื่อเสียงไม่ดี อย่าว่าแต่ไปโรงเรียนเลย ครอบครัวของตัวเองก็จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ซ่งเจี๋ยห้ามพวกเขาไม่ให้พูดเื่นี้ แต่ในความเป็จริงเธอ้าทำลายชื่อเสียงของเสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหง จะดีที่สุดถ้าเื่ไปถึงอาจารย์ ให้พวกเธอมาเรียนไม่ได้อีกเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสิ่นทิงหง เพราะเธอหน้าตาดี ซ่งเจี๋ยจึงถือว่าเสิ่นทิงหงเป็ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของตัวเองแล้ว
ตรงกันข้ามเสิ่นชิงชิงที่เหมือนม้าดีดกะโหลก เธอไม่สนใจอะไรมาก เสิ่นชิงชิงมีนิสัยค่อนข้างซุกซน ชอบวิ่งเล่นท่ามกลางอากาศร้อน ผิวพรรณจึงค่อนข้างคล้ำ
ซ่งเจี๋ยรู้สึกว่าเธอดูดีกว่าเสิ่นชิงชิงมาก ขอเพียงไม่มีเสิ่นทิงหง เสิ่นชิงชิงก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่
ฟางจัวจะได้เห็นข้อดีของตัวเองอย่างแน่นอน
ขอเพียงได้คบหากับฟางจัว เธอก็ไม่ต้องแต่งงานกับคนที่พ่อแม่พูดถึง
แม้ว่าฟางจัวจะอ้วนไปสักหน่อย แต่การแต่งงานกับเขาจะทำให้ชีวิตดีอย่างแน่นอน
“ในเมื่อเธอชอบปล่อยข่าวลือ งั้นเราก็ไปคุยกับอาจารย์กัน ดูว่าจะจัดการกับเื่นี้ยังไง”
เสิ่นทิงหงพูดขึ้นอีก จากนั้นก็หมุนกายกำลังจะจากไป พอซ่งเจี๋ยเกิดความกังวล พละกำลังที่มือก็มากขึ้น ได้ยินเสียง “ผัวะ” กระติกน้ำร้อนในมือของเสิ่นทิงหงร่วงลงไปที่พื้นทันที แตกละเอียดกระจัดกระจาย
ไส้ในของกระติกน้ำร้อนนั้นเปราะบางมาก เมื่อถูกแสงแดดส่อง จึงดูเหมือนอัญมณีกระจายอยู่เต็มไปหมด
ใบหน้าของซ่งเจี๋ยซีดเผือด เธอไม่คิดว่าการที่ตัวเองบุ่มบ่ามวิ่งมาคุยกับพวกเสิ่นทิงหง จะทำให้เกิดความวุ่นวายแบบนี้
กระติกน้ำร้อนเป็สิ่งที่มีค่า แน่นอนว่าตอนนี้คงจะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้
เสิ่นทิงหงขมวดคิ้ว เธอไม่รู้สึกเสียดายกระติกน้ำร้อนใบนี้เท่าไหร่นัก เพราะก่อนทะลุเวลามาก็รู้ว่าตัวเองจะมาที่ยุคนี้ จึงได้เตรียมของหลายอย่างที่เข้ากับยุคสมัยนี้เอาไว้แล้ว
ดังนั้นในห้วงมิติของเธอจึงยังมีกระติกน้ำอยู่ แต่เื่นี้ก็ทำให้เธออดว้าวุ่นใจไม่ได้
กว่าหลิวเยว่จะหาสิ่งนี้ให้เธอได้นั้นไม่ใช่ง่าย ๆ เป็น้ำจิตน้ำใจจากแม่ของเธอ