ซูอี้หว่านหันขวับไปมองเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างที่คมสันรับกับเรียวปากบางภายใต้เรือนผมยุ่งเหยิงประหนึ่งรังนก
นางกำลังจะเข้าไปพิศดูให้ถ้วนถี่ว่าเขาเป็ใครควรค่าแก่การไว้เนื้อเชื่อใจหรือไม่ชายผู้นั้นกลับใช้ฝ่ามือกระแทกสันคอซูอี้โจวจนหมดสติไปในทันทีมิหนำซ้ำตนเองก็ทรุดกายลงสู่พื้นตามไปด้วย
เพิ่งกระทำการทุกอย่างเสร็จสิ้นพลันปรากฏฝุ่นตลบอบอวลอยู่เื้ัถนนหลวง หมู่ขุนพลสวมชุดแดงเกราะดำควบม้าสูงสง่าคะนองเข้ามาแต่ไกล แม่ทัพนำทัพเงื้อแส้โบกสะบัดพลางตวาดลั่น"หลบอะไรกัน! ออกมาให้หมด!ผู้ใดบังอาจหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารของราชสำนัก โทษตาย! ออกมา!"
แม่ทัพผู้นี้เห็นชัดเจนว่าเป็ยอดฝีมือในการจับคนไปเป็ทหารโบยแส้ไปตามรายทางอย่างไม่ปรานี ไม่นาน ผู้ที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องรถผู้ที่ปลอมตัวเป็สตรี รวมถึงผู้ที่แสร้งตายแสร้งพิการ ต่างถูกลากออกมาทีละคน
แม้แต่หนุ่มสาวที่หนีขึ้นเขาก็ยังถูกทหารควบม้าลากลงมาจากเขาทุรนทุรายด้วยความเ็ปอยู่กับพื้น
เหล่าครอบครัวของผู้ที่ถูกเกณฑ์ทหารเห็นดังนั้นต่างร่ำไห้ขอความเห็นใจเสียงร้องคร่ำครวญระงมไปทั่วบริเวณ
แม่ทัพกลับมองว่าเป็เื่ปกติเงื้อแส้แกว่งไปมา สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณแล้วข่มขู่"ยังมีไอ้ลูกเต่าตัวไหนแสร้งตายแสร้งพิการอีก รีบไสหัวออกมาหากให้ท่านหานต้องลงมือเอง คงมิใช่แค่แส้เดียวแล้ว!"
ไม่มีใครขยับเขยื้อน
แม่ทัพควบม้าสูงหมุนวนอยู่กับที่สายตากวาดมองไปยังทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก่อนจะหยุดลงที่ร่างไร้สติสองร่างที่ทับซ้อนกันอยู่แทบเท้าของซูอี้หว่าน
"แม่นาง สองคนนี้เป็คนในครอบครัวของเ้าหรือ?" แม่ทัพถามซูอี้หว่านอย่างตรงไปตรงมา
ซูอี้หว่านเหลือบมองไปยังขอทานรูปงามที่กดทับร่างของพี่ชายเอาไว้ครั้นคิดจะส่ายหน้าปฏิเสธ นางก็ฉุกคิดถึงบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตพี่ชายนางจึงเม้มปากกัดฟัน สะอื้นไห้พลางพยักหน้า "นี่คือพี่ชายทั้งสองของข้าแต่เพราะที่บ้านไม่มีอันจะกิน จึงเป็เช่นนี้"
แม่ทัพพิจารณาสายนางแล้วมิพบร่องรอยการโกหกจึงปักใจเชื่อ ครั้นนึกอะไรบางอย่างออก เขาก็ควบม้าเดินวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงื้อแส้ในมือฟาดไปยังร่างขอทานหนุ่มอย่างแรง
"เพียะ!" แส้ฟาดลงบนร่างขอทานหนุ่มด้วยแรงมหาศาลเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นออกเป็สองส่วน เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งแกร่งกลับถูกแส้ที่เต็มไปด้วยหนามเกี่ยวจนเป็แผล มีโลหิตสีดำค่อยๆ ไหลซึม
แต่ชายผู้นั้นกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยแม้แต่ลมหายใจก็แทบััไม่ได้
ดวงตาของซูอี้หว่านเบิกกว้าง
ทว่าแม่ทัพกลับไม่ยอมลดละเขาเหมือนปีศาจกระหายเื ฟาดแส้ลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งโลหิตสีดำไหลอาบหน้าอกของขอทานหนุ่มจึงหยุดมือลงชี้ไปยังกลุ่มผู้ลี้ภัยพลางกล่าว "หากให้ข้าได้เห็นว่าพวกเ้าผู้ใดคิดจะหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารอีกร่างไร้ิญญาเช่นนี้ ก็คือจุดจบ!"
ผู้คนต่างกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัว
แม่ทัพเห็นว่าการข่มขู่ได้ผลก็พึงพอใจเป็อย่างยิ่งในขณะนั้นเองทหารอีกกลุ่มหนึ่งก็ตรวจนับจำนวนพลเสร็จแล้วเดินมารายงาน"รายงาน รอบนี้จับชายฉกรรจ์ได้ทั้งหมดสิบสองนายขอรับ"
กล่าวจบทหารผู้นั้นก็ควบม้าเข้าไปใกล้แม่ทัพ ลดเสียงลงแล้วกล่าว"ชายฉกรรจ์หนึ่งนาย รางวัลสามตำลึงเงิน สิบสองนายก็สามสิบหกตำลึง หัวหน้า คืนนี้พวกเราจะได้ร่ำสุรากันอย่างเต็มที่แล้วขอรับ"
แม่ทัพแค่นเสียงเบาๆกระซิบตอบ "แค่นี้มันขี้ปะติ๋วหากจับตัวอ๋องอันได้ การได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์นั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมน่าเสียดายที่พวกเราค้นหากันมาครึ่งปีแล้ว แม้แต่ขนของอ๋องอันก็ยังไม่ได้ัั"
"สายลับรายงานว่าเมื่อครึ่งปีก่อน อ๋องอันเคยปรากฏตัวที่เมืองอวิ๋นเฉิงบัดนี้คาดว่าคงไปที่เมืองอื่นแล้ว หัวหน้า พวกเราไปจับตัวที่อื่นรับรองว่าจะต้องจับตัวมาได้แน่นอนขอรับ" ทหารรีบประจบ
"เ้าช่างรู้จักพูดจาหวานหู! ไป!"
ไม่นานชายฉกรรจ์สิบสองนายที่ถูกมัดรวมกันด้วยเชือกเส้นเดียวราวกับปศุสัตว์ก็ถูกต้อนขึ้นไปยังเกวียนสองคันสุดท้าย แล้วจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงญาติพี่น้องของพวกเขาที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่เื้ั
ซูอี้หว่านกลับตกตะลึงกับบทสนทนาเมื่อครู่นี้
ขุนนางราชสำนักกลับยึดการจับคนไปเป็ทหารเพื่อหารายได้!ผู้คนที่นี่ กลับน่ากลัวยิ่งกว่าซอมบี้ในยุคสิ้นโลกเสียอีก!ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเกิดวิกฤตทั้งภายนอกและภายใน!
หากเป็เช่นนี้ต่อไปอย่าว่าแต่การทำศึกบริเวณชายแดนเลย การล่มสลายของแคว้นก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว
อย่างไรก็ตามการล่มสลายของแคว้นไม่เกี่ยวข้องกับนางมากนักตอนนี้ควรดูแลคนของตนเองให้ดีเสียก่อน
ซูอี้หว่านได้สติรีบเข้าไปตรวจสอบอาการของพี่ชาย
จางอ้ายหลินพยุงซูอี้โจวออกมาจากใต้ร่างของขอทานหนุ่มแล้วด้วยเกรงว่าทหารจะย้อนกลับมา จางอ้ายหลินจึงขู่เข็ญให้เขาฝึกทำตัวเป็‘คนพิการ’ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับไปเป็ทหารอีก
ซูอี้โจวเป็นักปฏิบัติรีบ‘เดินกะโผลกกะเผลก’ เข้ามาตรวจสอบอาการของผู้มีพระคุณเมื่อเขาเห็นใบหน้าของชายผู้นั้นชัดเจน เขาก็อุทานออกมา "เป็เขา!"
ขอทานหนุ่มรูปงามที่พักผ่อนอยู่ใกล้พวกเขาตลอดเวลา
"เ้ารู้จักเขา?"
"ตอนที่ข้าแบกหว่านหว่านกลับมาหาท่านแม่ก็เป็เขาที่คอยอยู่ข้างกายท่านแม่ตลอดเวลา มิเช่นนั้นท่านแม่คงถูกคนลากไปฝังแล้ว"
"เช่นนั้นหรือ เขาช่วยชีวิตพวกเราแม่ลูกไว้? หว่านหว่านเ้าต้องช่วยเขาให้รอดนะ! อย่ารังเกียจเพียงเพราะเขาเป็ขอทานเด็ดขาด"จางอ้ายหลินกำชับบุตรสาว
นางรู้ใจลูกสาวดีกว่าใครลูกสาวของตนเป็พวกบ้าผู้ชายรูปงามั้แ่ยุคสิ้นโลกก็เพราะลูกสาวของนางไม่เคยเจอคนหล่อที่ถูกใจเธอจึงปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนอายุยี่สิบเจ็ดปีแต่ก็ยังไม่สามารถทำคุณประโยชน์แก่การสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้
"ท่านแม่วางใจเถอะ หว่านหว่านไม่รังเกียจหรอกท่านไม่เห็นหรือว่าเขาเป็ขอทานที่หล่อเหลาเสียยิ่งกว่าข้าเสียอีก?" ซูอี้โจวชี้ไปยังใบหน้าหล่อเหลาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเื
"ก็จริง!" จางอ้ายหลินพิจารณาพลางวิพากษ์วิจารณ์"ผิวขาวผ่อง ใบหน้าสมส่วน คิ้วคมดุจกระบี่ ตาโต จมูกโด่งริมฝีปากบาง อีกทั้งยังมีกล้ามท้องเป็ลอน!ขอทานที่หล่อเหลาที่สุดในประวัติศาสตร์! ลูกรัก!เห็นแก่ที่เขาเคยช่วยชีวิตแม่และพี่ชายเ้าไว้เ้าก็เสนอตัวพลีใจทดแทนบุญคุณไปเลย!"
ซูอี้หว่าน"..."
ครอบครัวที่ไร้สาระเช่นนี้บางครั้งนางก็ไม่ได้้ามากนัก แต่ก็ไม่มีใครที่ดีกว่านี้แล้วนี่นา?ทนๆ ไปก่อนก็แล้วกัน
ในขณะที่แม่ลูกทั้งสามกำลังพูดจาหยอกล้อกันซูอี้หว่านก็ตรวจชีพจรเสร็จสิ้นแล้ว
"คนผู้นี้เป็โรคปอดบวมขั้นรุนแรงจนหมดสติไปไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโลหิตถึงกลายเป็สีดำ โบยแส้ไปก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง"
"ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ?"
"ยังมีทางเยียวยาหรือไม่?"
จางอ้ายหลินและบุตรชายเอ่ยถามพร้อมกัน
"โชคดีที่ยังไม่เป็อันตรายต่ออวัยวะอื่นๆข้าจะลองดูว่าในห้วงมิติของพวกเราพอจะมียาปฏิชีวนะหรือไม่"
นางร่ายเวทมนตร์สวมแหวนไม้แบบเดียวกัน แล้วหมุนไปทางซ้ายหนึ่งครั้งเริ่มพลิกหาจากแผงควบคุมเสมือนจริงที่ปรากฏขึ้น
ใช่แล้วห้วงมิตินี้สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่จำกัดเฉพาะครอบครัวของพวกเขาสามคนเท่านั้น
"เจอแล้ว! โชคดีที่พวกเราสะสมยาฉุกเฉินไว้มากมาย แต่ที่นี่มีผู้คนพลุกพล่านไม่สะดวกที่จะให้ความช่วยเหลือ ท่านแม่ พวกเรารีบหาที่พักกันก่อนดีกว่าหาเกวียนเล็กๆ สักคันลากเขาไปด้วย หน้าอกของเขาเต็มไปด้วยรอยแส้ ไม่สะดวกที่จะแบก"
ซูอี้โจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลันเปล่งเสียงออกมาด้วยความดีใจ "ข้ามีวิธี"
กล่าวจบเขาก็รีบวิ่ง ‘กะโผลกกะเผลก’ ไปยังโขดหินข้างถนนหลวงไม่นาน เขาก็เข็นรถลากพื้นไม้คันหนึ่งออกมา
ซูอี้หว่านเห็นดังนั้นก็อุทานออกมานี่คือสิ่งที่พวกเขาเก็บมาได้จากด้านนอกพิพิธภัณฑ์โบราณแห่งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนในยุคสิ้นโลกโครงสร้างเป็ไม้ทั้งหมด ทาสีกันสนิมมาแล้วอีกทั้งห้วงมิติยังมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาคุณภาพทนทานแข็งแรงและยังไม่ขัดต่อยุคสมัยโบราณอีกด้วย
"นึกไม่ถึงว่าของเก่าเช่นนี้ยังมีประโยชน์! เยี่ยม! เช่นนั้นก็รีบไปกันเถอะฟ้าใกล้จะมืดแล้ว"
ไม่นานชายผู้นั้นก็ถูกวางลงบนรถลาก โดยมีจอมพลังจางอ้ายหลินนำทางซูอี้หว่านและพี่ชายช่วยกันเข็นอยู่ด้านหลังรถลากคันน้อยแล่นฉิวไปยังทิศทางเมืองอวิ๋นเฉิง