เส้นทางโดดเดี่ยวที่ทอดยาวไปถึงหมู่บ้านทรายขาวใน่สายเด็กหนุ่มผู้อยู่ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะปิดบังใบหน้ามิดชิดเปิดเผยเพียงดวงตาของเขาเท่านั้นภายใต้ผ้าคลุมที่ซ่อนใบหน้าอันหล่อเหลาที่สร้างความไม่คุ้นเคยให้กับเขาในทุกๆครั้งที่ส่องกระจกถึงรูปลักษณ์ใหม่นี้จะหล่อเหลาเพียงใดแต่สิ่งที่ตามมาคือความไม่สบายใจชนิดที่ว่าถ้าเป็ไปได้ก็ไม่อยากจะเจอผู้คนถ้าหากยังเป็รูปร่างหน้าตาของตนเองที่รูปลักษณ์ดูธรรมดาๆคงจะทำให้เขามีความมั่นใจมากกว่านี้และไม่ต้องคอยระแวงว่าตนเองเคยไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครหรือมีศัตรูอยู่ที่ไหน
การได้เดินไปตามทางคนเดียวเช่นนี้ช่วยให้ไมนาสจิตใจสงบมากขึ้นการได้รับฟังเื่ราวข่าวสารต่างๆจากฮิวเบิร์ชก็ทำให้เขาตัดสินใจต่างจากเดิมเล็กน้อยเมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่มีบ้านเรือนเรียงรายมากกว่าสองร้อยหลังคาเรือน จากข้อมูลของฮิวเบิร์ชการเติบโตของที่นี่ค่อนข้างรวดเร็วเนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้มีที่มีทัศนยภาพอันงดงามอยู่หลายแห่งซึ่งสถานที่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือหาดทรายสีขาวอันโด่งดังจึงเป็ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักผจญภัยที่นับวันจะเข้ามามากมายขึ้นเรื่อยๆ
ชายหนุ่มเดินมาตามเส้นทางเดียวกับที่มาในคราวก่อนและเดินผ่านจตุรัสกลางหมู่บ้านมองเห็นอาคารบ้านเรือนที่ดูพื้นเพแต่รูปปั้นกลางจตุรัสกลับมีศิลปะที่งดงามรูปปั้นที่แสดงอยู่ใจกลางหมู่บ้านนี้เป็รูปปั้นของหญิงสาวในท่าทางที่กำลังหยิบเมล็ดพืชจากตะกร้าในวงแขนอีกข้างหนึ่งเตรียมที่จะหว่านเมล็ดพืชออกไปเป็รูปแบบของศิลปวิทยาที่ไมนาสไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่ก็ดูคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาดเพราะการสร้างที่ดูปราณีตแสดงถึงรูปร่างที่สมส่วนงดงามและมัดกล้ามเนื้อที่ดูสมจริงในอิริยาบทที่แสดงอยู่สำหรับไมนาสสิ่งนี้คือรูปปั้นแต่สำหรับคนที่นี่คือเทวรูปของเทพีไดเมเทียร์เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็สิ่งที่สร้างความฉงนให้กับเด็กหนุ่มที่ได้ยินในครั้งแรกเพราะหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นชื่อเื่การท่องเที่ยวและการประมงเป็หลักแล้วเหตุใดจึงบูชาเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อเขาได้ลองไตร่ตรองดูมันก็สมเหตุสมผลแล้วเพราะความอุดมสมบูรณ์ไม่ได้ผูกขาดเพียงพืชพันธุ์แต่รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดเนื่องจากตนเองเคยชินกับตำนานเก่าแก่และเื่เล่ามากมายจากโลกเดิมที่จะมีเทพเ้าหรือตัวแทนของสิ่งต่างๆมากมายเกินจะนับแต่ที่นี่อารยธรรมและประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยังไม่ได้ยาวนานเมื่อเทียบกับโลกใบเก่าของเขา
หากกล่าวถึงศาสนาผู้คนที่นี่นั้นนับถือเหล่าทวยเทพคล้ายกับสิ่งที่ผู้คนนับถือกันในอารยธรรมเก่าแก่ในโลกเดิมที่ไมนาสจากมาแต่สิ่งที่น่าใคือการนับถือศาสนาของที่นี่มีมาอย่างยาวนานมากกว่าปีศักราชที่มนุษย์เริ่มนับกันซึ่งวันที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาก็เป็ปี ‘ศักราชอัญเชิญที่2501’ โดยปกติแล้วการนับศักราชมักจะสัมพันธ์กับชื่อศาสนาและไมนาสก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเรียกว่า‘ศักราชอัญเชิญ’ และฮิวเบิร์ชก็ไม่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจนนักแต่อย่างน้อยหลักการนับเวลาของโลกนี้ก็แทบไม่แตกต่างกับโลกเดิมที่มีรอบวันและเดือนไม่แตกต่างกันแต่ต่างกันที่ชื่อเรียกที่แปลกหูไปบ้างสำหรับไมนาส
ในขณะที่เดินคิดเรื่อยเปื่อยไมนาสก็มองเห็นร้านไอเทมและยุทธภัณฑ์สำหรับนักผจญภัยร้านแห่งนี้เพิ่งมีมาไม่กี่ปีจากการขยายตัวของประชากรและบ้านเรือน ภารกิจของทางสมาคมที่มีมากขึ้นย่อมดึงดูดนักผจญภัยหน้าใหม่ให้เข้ามาและยังรวมไปถึงนักผจญภัยที่เดินทางมาท่องเที่ยวโดยเฉพาะอีกด้วยทางสาขาใหญ่ของร้านที่ตั้งอยู่ในเมืองแรกอรุณจึงขยายสาขามายังที่นี่
เมื่อมาถึงหน้าประตูร้านเด็กหนุ่มผลักประตูเข้าไปในร้านทันที
กริ๊งงง!
“หืม? คนใหม่งั้นเหรอเอาของวางไว้ด้านหลังได้เลย”
เมื่อได้ยินเสียงกริ่งประตูและเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในร้านพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่แต่งกายชุดธรรมดาผู้จัดการร้านที่อยู่หลังเคาน์เตอร์จึงคิดว่าผู้ที่เข้ามาคือคนของสาขาใหญ่ที่มาส่งของและวัตถุดิบโดยมีกำหนดการมาส่งในวันนี้
“เอ่อ... ข้าจะมาขายของ”เด็กหนุ่มได้ยินเ้าของร้านกล่าวกับตนพร้อมกับชี้มือไปยังหลังร้านจึงเอ่ยขึ้นโดยเลียนแบบสำเนียงของฮิวเบิร์ชและเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด
“หะ... ขายของงั้นเหรอ? ไม่ต้องเสียเวลาหรอกที่นี่ไม่รับซื้อสินค้าใด”
หลังจากได้ยินว่าคนที่เข้ามา้าจะขายของแทนที่จะเป็คนมาส่งของผู้จัดการร้านจึงพิจารณามองเขาใหม่ั้แ่หัวจรดเท้าแล้วจึงกล่าวปฏิเสธไปในทันที
“ไม่คิดจะดูของที่นำมาก่อนหรือ” ไมนาสถามออกไป
“เฮอะ ของที่เ้านำมาจะมีดีแค่ไหนกันเชี-...หืม?”
ไม่ทันได้พูดจบผู้จัดการร้านก็เห็นคนที่อยู่ตรงหน้าหยิบม้วนหนังสัตว์อสูรผืนใหญ่ออกมาแผ่ลงกลางพื้นไม้กระดานของร้านแล้วแต่เมื่อได้เห็นผืนหนังสัตว์อสูรนั้นกลับทำให้เขาต้องตกตะลึงและจ้องมองอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง
ที่ไมนาสทำเช่นนั้นเพราะตนก็คร้านจะสาธยายต่อปากต่อคำหากเห็นสินค้าแล้วไม่ซื้อก็แล้วกันไปจะได้ไม่เสียเวลากันทั้งสองฝ่ายแต่เมื่อเห็นท่าทีของผู้จัดการร้านแล้วก็ทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง
“ช่วยรอเดี๋ยว!!” หลังจากเพ่งมองดูแผ่นหนังสัตว์อสูรอยู่ครู่หนึ่งน้ำเสียงของผู้จัดการร้านก็เปลี่ยนไปและรีบวิ่งไปด้านหลังร้านในทันที
ชั่วครู่ต่อมาผู้จัดการร้านก็ออกมาจากด้านหลังพร้อมกับคนอีกคนหนึ่งอยู่ในวัยไล่เลี่ยกับตาลุงฮิวเบิร์ชเนื้อตัวมอมแมมิัเหี้ยมเกรียมเมื่อพิจารณาดูแล้วคงจะเป็ช่างฝีมือที่ทำงานอยู่หลังร้าน
“หืม โฮ่...นี่มัน!!”
ช่างฝีมือที่ออกมาพร้อมกับผู้จัดการร้านเมื่อเห็นแผ่นหนังของหมาป่าเขี้ยวทมิฬก็อุทานออกมาพร้อมกับเข้าไปตรวจสอบลูบคลำอยู่พักใหญ่
ซุบซิบๆๆ
หลังจากตรวจดูแผ่นหนังเสร็จ ช่างฝีมือก็รีบดึงผู้จัดการร้านไปปรึกษากันที่มุมหนึ่งด้วยท่าทางเคร่งเครียดคล้ายมีการโต้เถียงกันผิดกับเด็กหนุ่มที่กำลังชมดูสินค้าอย่างเพลิดเพลิน นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นยุทธภัณฑ์ต่างๆวางเรียงรายบนชั้นจัดวางทั้งดาบโล่ มีด และชุดเกราะหลากหลายชนิดทำให้รู้สึกแปลกตาและได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง
“เอ่อ... ต้องขออภัยจริงๆที่ทางเราในตอนนี้ประสบปัญหาเื่เงินทุนจึงมีเงินไม่พอจะซื้อสินค้าของท่านแต่ทางเรายินดีแลกเปลี่ยนแผ่นหนังของท่านกับสินค้าของทางร้านเรา”
ผู้จัดการร้านเข้ามากล่าวด้วยท่าทางเคร่งเครียดเนื่องจากทางร้านเพิ่งสรุปบัญชีและส่งเงินที่ทำกำไรทั้งหมดไปยังสาขาใหญ่ในเมืองแรกอรุณเมื่อไม่นานมานี้เงินที่พอมีจึงไม่พอที่จะจ่ายให้กับเด็กหนุ่ม
“เอาเป็เช่นนั้นแล้วกัน”ไมนาสได้ทีจึงวางมาดเล็กน้อย
หลังจากผู้จัดการร้านและช่างฝีมือปรึกษากันเสร็จก็เข้ามาเสนอที่จะแลกเปลี่ยนสินค้ากับแผ่นหนังของเด็กหนุ่มและการตอบของไมนาสก็ทำผู้จัดการร้านตาเป็ประกายขึ้นมาในทันใดจึงรีบแนะนำสินค้าภายในร้านทันที
“ชุดเกราะทางด้านนี้เป็ชุดเกราะระดับซิลเวอร์ขั้นหนึ่งเกรดต่ำที่มีราคาแพงทีสุดในร้านเราท่านสามารถที่จะเลือกหนึ่งในรายการเหล่านี้ได้เลย”
ด้านหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยชุดเกราะหลายประเภททั้งเกราะหนังและเกราะโลหะที่ตั้งแสดงโดยหุ่นสวมดูแล้วโดดเด่นสะดุดตาเป็อย่างมากที่สำคัญก็คือพวกมันถูกวางขายแบบครบเซ็ตั้แ่หัวจรดเท้าและมีราคาโดยเฉลี่ยถึงห้าสิบเหรียญทองถึงแม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจเื่ระดับและเกรดของมัน แต่ก็ทำเอาเด็กหนุ่มหัวใจพองโตเลยทีเดียวต้องเข้าใจว่าค่าเงินของที่นี่หนึ่งร้อยเหรียญทองแดงจะเท่ากับหนึ่งเหรียญเงิน หนึ่งร้อยเหรียญเงินจะเท่ากับหนึ่งเหรียญทองนั่นก็เท่ากับว่าหนังของหมาป่าเขี้ยวทมิฬที่เขานำมาขายมีค่าถึงห้าพันเหรียญเงินหรือห้าแสนเหรียญทองแดงเลยทีเดียวนี่มันคนละมิติกับราคาโอสถของฮิวเบิร์ชเลยด้วยซ้ำเพราะราคาสูงสุดของโอสถที่ฮิวเบิร์ชขายเพียงแค่หกสิบเหรียญทองแดงเท่านั้นเด็กหนุ่มต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อได้ทราบถึงมูลค้าของสิ่งที่เขานำมาเพราะไม่ได้คิดว่ามูลค่าของมันจะมากมายนี้
เมื่อดูไปเรื่อยๆก็เหลือบไปเห็นชุดเกราะชุดหนึ่งที่ดูไม่โดดเด่นแต่มีความปราณีตกว่าชุดทั้งหมดตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งที่ไม่สะดุดตามันเป็ชุดเกราะหนังบางและมีผ้าคลุมที่ยาวลงไปเกือบถึงพื้น ลวดลายของชุดมีสีดำเป็หลักและมีสีน้ำตาลเข้มแซมมาเล็กน้อยแต่ที่ถูกใจเขาที่สุดก็คือชุดนี้มีฮู้ดคลุมศีรษะและหน้ากากผ้าสำหรับปิดหน้าส่วนใต้ดวงตาลงไปและราคาของมันเพียงสามสิบเหรียญทองเท่านั้นถูกกว่าชุดอื่นๆไปมากทีเดียว
“งั้นข้าเอาชุดนี้”ไมนาสกล่าวพร้อมกับชี้ไปยังชุดที่เขาเลือกไว้
“เอ่อ... ชุดนั้นมีระดับซิลเวอร์ขั้นสองไม่สามารถระบุเกรดของมันได้แต่คุณสมบัติพื้นฐานของมันกลับเทียบได้กับชุดระดับซิลเวอร์ขั้นหนึ่งเกรดทั่วไปเลยมีราคาที่ถูกกว่าชิ้นที่ข้าเสนอไปท่านยังสามารถเลือกสินค้าชิ้นอื่นได้เพิ่มเติม แต่ท่านแน่ใจแล้วหรือจะเลือกชุดนั้น”
ผู้จัดการร้านฉงนที่เห็นคนตรงหน้าเลือกชุดนั้นถึงแม้ว่าระดับชั้นของชุดจะดีกว่าชุดทั้งหมดแต่ที่มันมีราคาถูกเพราะมีเหตุผล
“ห้องเปลี่ยนชุดอยู่ทางไหน”
“อ๊ะ... เอ่อ... ทางนี้ๆ... ?!!”
ได้ยินเสียงเรียกในขณะที่อยู่ในห้วงความคิดจึงทำให้ผู้จัดการร้านลนลานเล็กน้อยแล้วชี้ทางบอกทันทีแต่ทันใดนั้นผู้จัดการร้านก็มีเหงื่อเย็นๆก็เริ่มออกมาจากหลังของผู้จัดการร้านทันที
เมื่อเข้ามาในห้องแต่งตัวเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนชุดในทันทีตอนแรกเขาคิดว่าชุดที่เลือกมาอาจจะหลวมเล็กน้อย แต่เมื่อลองสวมใส่กลับพบว่ามันเป็ชุดที่มีความยืดหยุ่นสูงและกระชับเข้ากับรูปร่างของเขาได้อย่างน่าประหลาดหน้ากากผ้าปิดหน้าที่สวมก็ไม่อึดอัดหายใจได้คล่องผิดกับผ้าคลุมศีรษะที่เขาใส่มาชายหนุ่มคิดว่านี่คงเป็เป็เอกลักษณ์ของยุทธภัณฑ์ของโลกใบนี้ที่จะเข้ากับผู้ใช้เพราะแต่ละคนนั้นมีสรีระที่แตกต่างกันสิ่งนี้จะต้องเป็คุณสมบัติพื้นฐานของยุทธภัณฑ์อย่างแน่นอนในความคิดของเขาเมื่อเห็นดังนั้นไมนาสจึงนำแหวนช่องมิติมาลองสวมใส่กลับพบว่าใส่ได้พอดีกับนิ้วชี้ของตนถึงจะไม่สามารถเปิดใช้งานคุณสมบัติของมันได้แต่การใส่ไว้เช่นนี้ก็ถือว่าเป็การเสริมบารมีของตนได้ไม่น้อย
เมื่อไมนาสเดินออกมาพร้อมกับสวมชุดนักผจญภัยผู้จัดการร้านเห็นดังนั้นถึงกับหน้าซีดเผือดมีเหงื่อเม็ดเป้งไหลลงมาทางหางคิ้วทันทีจะไม่ให้เขากลัวได้อย่างไรในเมื่อชุดที่ไมนาสสวมใส่อยู่นั้นสามารถใส่ได้กับผู้ที่มีประสบการณ์ฆ่าฟันมาอย่างโชกโชนจนมีจิตสังหารในระดับที่น่ากลัวมากๆเท่านั้นจึงจะสวมใส่มันได้ที่สำคัญหากใครที่มีจิตสังหารไม่ถึงระดับที่พอสะกดข่มแรงอาฆาตของชุดได้จะต้องถูกจิตอาฆาตที่แฝงอยู่ในชุดทำให้เกิดสติแตกถึงกับเสียสติได้และถ้าเลวร้ายที่สุดก็ถึงขั้นตกตายได้ในทันทีการที่ผู้จัดการร้านปล่อยให้เขานำชุดไปนี้เพราะคิดว่าอย่างไรเขาก็ต้องตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขที่สูงของชุดนี้ก็จะขอเปลี่ยนอย่างแน่นอนแต่ใครเล่าจะคิดว่าคนผู้นี้กลับใส่ชุดนี้ออกมาอย่างเป็ปกติ
ยุทธภัณฑ์ส่วนมากที่ถูกสร้างขึ้นมาจะไม่ได้มีการกำหนดว่าผู้สวมใส่จะต้องมีคลาสอาชีพใดเพียงแค่กำหนดระดับตัวตนไว้เท่านั้นแต่ยุทธภัณฑ์ที่มีการกำหนดเงื่อนไขปลีกย่อยและค่อนข้างผิดสามัญสำนึกนั้นเป็สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากและถือเป็ของต้องสาปเพราะมันจะรับเอาเจตจำนงอันแรงกล้าของช่างฝีมือผู้สร้างมันไว้จนกลายเป็สิ่งที่ผนึกความสามารถที่แท้จริงของมันทำให้คุณสมบัติพื้นฐานของมันขณะที่ถูกผนึกไว้นั้นต่ำกว่าของเกรดเดียวกันเลยทำให้การจะหาผู้ใช้งานได้นั้นยากยิ่งอย่างชุดนี้ก็เช่นกันทั้งที่คุณสมบัติขณะที่ถูกผนึกของมันจะอยู่ในเกณฑ์ของชั้นซิลเวอร์ขั้นหนึ่งเกรดทั่วไปแต่กลับกำหนดให้ผู้สวมใส่ต้องมีระดับตัวตนถึงระดับซิลเวอร์ขั้นสองเลยทีเดียว
ต้องเข้าใจว่าชุดระดับซิลเวอร์ขั้นสองเกรดต่ำยังมีคุณสมบัติสูงกว่าชุดระดับซิลเวอร์ขั้นหนึ่งเกรดทั่วไปเสียอีก
“โฮ่... ยอดเยี่ยมๆ” เสียงของช่างฝีมือกล่าวอย่างชื่นชมมาทางเด็กหนุ่ม
ชุดมือสังหารนี้เป็ของต้องสาปจากช่างฝีมือผู้ที่บุตรสาวของเขาถูกฉุดคร่าไปโดยลูกชายของขุนนางในเมืองแรกอรุณและวันต่อมาก็พบนางกลายเป็ศพช่างฝีมือคนนั้นจึงสร้างชุดนี้ขึ้นมาเพื่อที่หวังจะใช้มันในการเข้าไปลอบสังหารล้างตระกูลแต่ด้วยจิตสังหารที่ท่วมท้นทำให้ผลงานที่ออกมากลับกำหนดให้ผู้สวมใส่ต้องมีประสบการณ์ฆ่าฟันจนมีจิตสังหารตามกำหนดจึงจะสวมใส่ได้นั่นจึงทำให้ช่างฝีมือคนนั้นสิ้นหวังถึงกับตรอมใจตายในที่สุดเพราะหาผู้ที่จะใช้งานมันไม่ได้ถึงหาได้ก็ใช่ว่าจะมีใครยินดีไปสังหารล้างตระกูลขุนนางชุดนี้ถูกวางขายในราคาถูกมาอย่างยาวนานหลายปีอย่างลับๆแต่ก็ไม่มีใครซื้อไปจนมีการขยายสาขามายังที่นี่ผู้จัดการร้านเลยคิดจะเอามาไว้ประดับร้านเพราะอย่างไรก็ขายไม่ออกจึงคิดเอามาเพื่อดึงดูดลูกค้าเท่านั้น
ในตอนที่เห็นเด็กหนุ่มเลือกชุดมือสังหารนี้ก็ทำให้ช่างฝีมือผู้นี้แปลกใจและเมื่อเห็นเขาเดินออกมาโดยไม่มีผลข้างเคียงจึงรู้สึกตกตะลึงจนเผลอชื่นชมออกไป
“ท...ท่านนักผจญภัย มีสิ่งใดที่ยัง้าอีกขอรับ”
น้ำเสียงของผู้จัดการร้านอ่อนลงอีกครั้งหลังจากเห็นไมนาสออกมาจากห้องแต่งตัว
“เอ่อ... ข้า้ามีดเล่มนั้น”
ไมนาสรู้สึกแปลกๆที่จู่ๆช่างฝีมือก็หันมาชมตนแถมท่าทีของผู้จัดการร้านก็ดูเปลี่ยนไปเลยคิดว่าคงเป็เพราะตนที่ใส่ชุดนักผจญภัยคนพวกนี้จึงคิดว่าเขาเป็นักผจญภัยจริงๆจึงเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเขาไมนาสจึงหยิบมีดเล่มหนึ่งที่คุณภาพไม่ได้สูงมากนักราคาเพียงห้าเหรียญทองขึ้นมาชักออกจากฝักมาชมดูและรู้สึกเหมาะมือกับตนมากเขาคิดว่าถ้ามีมีดและดาบดีๆสักเล่มคงจะปลอดภัยมากขึ้นถ้าวันไหนต้องเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่ากับตาลุงฮิวเบิร์ชอีก
“ที่นี่รับสร้างอาวุธหรือไม่” ไมนาสถามออกไป
“แน่นอนที่นี่รับหลอมสร้างยุทธภัณฑ์”คำตอบมาจากช่างฝีมือด้านหลังผู้จัดการร้าน
“น...นายช่างแน่ใจเหรอ?”เสียงของผู้จัดการเหลียวหลังไปถามช่างฝีมืออย่างใจฝ่อ
“มีอันใดให้ไม่แน่ใจ?”
“...”
ผู้จัดการร้านถึงกับพูดไม่ออกปากคอแห้งผากเพราะว่านายช่างคนนี้มักจะหลอมสร้างไอเทมยุทธภัณฑ์ที่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานนานๆครั้งจะมีคุณภาพสูงออกมาและได้ยินมาว่าเคยทะเลาะกับหัวหน้าช่างฝีมือหลายครั้งสาเหตุก็มาจากเขามักจะหลอมสร้างไอเทมยุทธภัณฑ์ที่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานบ่อยครั้งโดยอ้างว่าวัตถุดิบที่ใช้สร้างคุณภาพต่ำเกินไปแต่เพราะความถี่ที่ผลิตของคุณภาพสูงออกบ่อยกว่าช่างฝีมือทั่วไปจึงยังไม่ถูกไล่ออกไปแต่เมื่อมีการขยายสาขาจึงถูกย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมผู้จัดการ การจะให้เขาหลอมสร้างยุทธภัณฑ์ก็เสมือนการเล่นพนันดีๆนี่เองแต่ผู้จัดการร้านก็ทำอะไรไม่ได้เนื่องจากหากพูดถึงตำแหน่งแล้วช่างฝีมือย่อมใหญ่กว่าผู้จัดการที่มีหน้าที่เพียงขายของและจัดการบัญชีเท่านั้น
“ใช้วัตถุดิบนี้สร้างมีดและดาบได้ไหม?”ไมนาสถามพร้อมกับหยิบเขี้ยวหมาป่าเขี้ยวทมิฬส่งให้นายช่าง
“โฮ่...แข็งกว่าเหล็กกล้าแถมน้ำหนักเบากว่า หากมีมากพอย่อมหลอมสร้างได้” ช่างฝีมือรับเขี้ยวหมาป่าเขี้ยวทมิฬมาด้วยดวงตาเป็ประกาย
“จำนวนเท่านี้พอจะสร้างมีดแบบเล่มนี้กับดาบเล่มนั้นไหม?”ไมนาสจึงหยิบเขี้ยวและฟันที่มีทั้งหมดออกมาวางบนเคาน์เตอร์และชี้ไปยังมีดในมือกับดาบเล่มหนึ่ง
ช่างฝีมือมองดูมีดในมือของไมนาสและหันไปมองดาบเล่มนั้นแล้วจึงแบ่งฟันของหมาป่าเขี้ยวทมิฬออกมาส่วนหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ใช้เท่านี้ก็เพียงพอ ส่วนที่เหลือคืนให้ท่าน”
“ถ้าใช้ส่วนที่เหลือนี้เป็ค่าจ้างได้หรือไม่?”ไมนาสถามออกไป
“เกินพอด้วยซ้ำ”ดวงตาของช่างฝีมือเป็ประกาย
“ท่านก็เอาไปทั้งหมดแล้วกัน”
“หืม?” ช่างฝีมือถึงกับพูดไม่ออกทีเดียวกับความใจปล้ำของเด็กหนุ่ม แต่ความจริงไมนาสแค่ไม่อยากพกเศษฟันที่เหลือให้เป็ภาระเท่านั้น
ขณะที่ไมนาสและช่างฝีมือเจรจากันอยู่ผู้จัดการร้านรู้สึกถึงเหงื่อเย็นๆที่แผ่นหลังจมอยู่กับความคิดเคร่งเครียดของตนเองจนเมื่อได้ยินช่างฝีมือเรียกให้ไปจัดการเื่เงินส่วนต่างแก่ไมนาสจึงได้รีบไปจัดการ
ก่อนไมนาสจะออกไปจากร้านได้ฝากกระเป๋าใบที่พกมาไว้ที่ร้านและจะกลับมาเอาภายหลัง
“นายช่างท่านแน่ใจหรือที่จะหลอมสร้างอาวุธให้เขา?”หลังจากไมนาสออกจากร้านไปผู้จัดการจึงรีบถามช่างฝีมืออย่างกังวล
“แน่ใจอะไรข้าอยากจะสร้างอะไรให้ใครเกี่ยวอะไรกับเ้า?” ช่างฝีมือกลับเป็ฝ่ายถามกลับ
“แต่ท่านก็รู้ว่าเขาต้องเป็มือสังหารชั้นยอดถึงใส่ชุดนั้นได้ถ้าท่านสร้างออกมาคุณภาพไม่ดีแล้วเขาโกรธขึ้นมาจะไม่ฆ่าพวกเราหรือ?”น้ำเสียงของผู้จัดการยิ่งสั่นเครือกว่าเดิม
“เฮอะ...เห็นว่าข้ามักผลิตของออกมาคุณภาพต่ำออกมาเรื่อยละสิ ข้าจะบอกให้วัตถุดิบพวกนั้นหนะมันคุณภาพต่ำจะให้ข้าผลิตของคุณภาพดีออกมาได้ยังไงผิดกับของที่เขานำมา แค่มองข้าก็รู้แล้วว่าเป็ของคุณภาพชั้นยอดไร้ที่ติ”
“ร..ไร้ที่ติ?” เ้าของร้านทำหน้าฉงน
“เ้าก็ช่างไม่รู้อันใด วัตถุดิบจากสัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่เคยได้มามักจะปนเปื้อนพลังเวทย์จากภายนอกจนกลายเป็วัตถุดิบไม่ได้คุณภาพแต่ของพวกนี้ไม่มีการปนเปื้อนพลังเวทย์จากภายนอกเลยเขาใช้วิธีการไหนจัดการมันกันนะ”
“...”คำพูดของช่างฝีมือไม่ได้ทำให้ผู้จัดการร้านเข้าใจหรือรู้สึกดีขึ้นมาเลย
“คนผู้นั้นต้องเป็คนของกิลด์ลับตามข่าวลือแน่กิลด์ขายข้อมูลที่สร้างยอดนักฆ่าโดยลักพาตัวเหล่าเด็กๆมาฝึกฝนสุดทารุณเพื่อให้ลักลอบสืบข่าวสารข้อมูลรวมถึงการลอบสังหารดวงตาที่ไม่แสดงอารมณ์นั่นแถมยังเก็บงำพลังเวทย์และจิตสังหารจนไม่สามารถััได้ข้ามั่นใจทีเดียวชักน่าสนุกขึ้นมาแล้วสิ” ช่างฝีมือพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มลึกลับ
ช่างฝีมือพูดจบก็เอาแผ่นหนังรวมทั้งฟันและเขี้ยวของหมาป่าเขี้ยวทมิฬทั้งหมดไปยังหลังร้านทิ้งให้ผู้จัดการร้านได้แต่ยืนเหงื่อซึมอยู่อย่างนั้น
ไมนาสผู้ไม่รู้เื่อะไรที่ออกมาจากร้านได้สักพักกำลังมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของสมาคมนักผจญภัยในฐานะนักผจญภัยที่กำลังไปขึ้นรางวัล