ตอนที่ 7: สัญชาตญาณดิบในเงามืดและการขัดเกลาจากเอเต้
การเดินทางออกจากธนาคารมิตินั้นไม่ใช่เื่ง่าย น้ำมนต์พยายามใช้ "วิชาสะกดรอย" เพื่อพรางตัว แต่ร่างกายของเขาที่พึ่งผ่านศึกหนักมาทำให้การคุมลมปราณติดขัดเป็ระยะ ทุกย่างก้าวบนเศษกระจกและซากปรักหักพังเป็ไปด้วยความทรมาน แผลที่ไหล่ของเขาซึ่งถูกเล็บหมาป่าตะปบยังคงมีเืซึมและเริ่มมีอาการอักเสบจากเชื้อโรคในมิตินี้
"น้ำมนต์... นายไหวไหม?" โมนาถามด้วยความเป็ห่วง เธอเห็นเขาเดินกะโผลกกะเผลก
"ไหวครับ... แค่ตึงๆ นิดหน่อย" น้ำมนต์ฝืนยิ้ม แต่เหงื่อเย็นๆ ที่ผุดพรายตามไรผมฟ้องอาการของเขาได้ดี
"นี่เ้าหน้าจืด! ใครสอนให้ฝืนสังขารแบบนั้น?" เอเต้บ่นอุบ "ข้าบอกแล้วไงว่าอาคมสายขาวของนายมันดี แต่นายใช้มัน 'ทื่อ' เกินไป นายต้องเรียนรู้วิธีการใช้พลังจากรอยสักยันต์ให้เป็ 'กระแสไฟฟ้าชีวภาพ' เพื่อกระตุ้นการสมานแผล เดี๋ยวข้าจะสอนวิธีจัดระเบียบโมเลกุลในร่างกายนายให้... แต่บอกก่อนนะว่ามันเจ็บยิ่งกว่าโดนรถสิบล้อทับ!"
น้ำมนต์พยักหน้าในใจ "จัดมาเลยเอเต้ ผมไม่มีเวลามาสำออยแล้ว"
ในขณะที่เอเต้เริ่มทำการ "อัปเกรด" ร่างกายของน้ำมนต์ด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงเข้าไปในเส้นประสาทจนน้ำมนต์แทบจะล้มพับลงไปกองกับพื้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งก็ดังมาจากมุมตึกด้านหน้า
ชายฉกรรจ์ 5 คน ในชุดที่ดูเหมือนนักโทษที่แหกคุกออกมา เดินถือท่อนเหล็กและอาวุธปืนลูกซองรุ่นเก่าออกมาขวางทาง แววตาของพวกเขานั้นไร้ซึ่งความเห็นใจ มีเพียงความหิวโหยและความละโมบ
"เฮ้ย! ไอ้หนุ่ม ยัยหนู... ส่งของทุกอย่างที่มีมาซะ รวมถึงมือถือนั่นด้วย!" ชายร่างใหญ่ที่มีรอยสักที่คอคำราม "ที่นี่ไม่มีกฎหมายหรอกนะเว้ย มีแค่ใครเก่งกว่าใคร!"
น้ำมนต์ที่ร่างกายยังสั่นจากการกระตุกของกระแสไฟฟ้าพยายามจะก้าวออกไปข้างหน้า แต่โมนากลับใช้มือกันเขาไว้ "น้ำมนต์... นายพักเถอะ ครั้งนี้ฉันจัดการเอง"
โมนาตั้งท่าเทควนโด้อย่างสง่างาม แต่เธอก็ไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นไร้เทียมทานในทันที พลังงานสีทองในตัวเธอที่เพิ่มความเร็ว 50 เท่านั้นมันใช้พลังงานสูงมาก และตอนนี้เธอเริ่มมีอาการหน้ามืดจากการขาดสารอาหาร
"พวกมึงจัดการยัยนี่ซะ! สวยๆ แบบนี้เอาไปขายได้ราคาดีแน่!" หัวหน้ากลุ่มสั่งการ
การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างชุลมุน โมนาพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูงแต่เธอกลับกะระยะพลาดเพราะร่างกายยังไม่ชินกับสปีดที่ไวเกินไป เธอเตะวืดจนเสียหลักเปิดช่องว่างให้ชายคนหนึ่งใช้ท่อนเหล็กฟาดเข้าที่สีข้างอย่างจัง!
อั่ก!
โมนากระเด็นไปกระแทกซากรถ "โมนา!" น้ำมนต์ะโสุดเสียง ความโกรธแค้นทำให้พลังที่เอเต้กำลังจัดระเบียบอยู่ะเิออกมา
"ตอนนี้แหละเ้าโฮสต์! รวมพลังไปที่หมัด! นึกถึงอักขระ 'นะ' ที่กลางฝ่ามือ แล้วอัดมันออกไปเหมือนคลื่นโซนิก!"
น้ำมนต์คำรามพร้อมกับร่ายมนต์สั้นๆ "นะ อะ ระ หัง..." รอยสักที่แขนของเขาเปล่งแสงสีทองสว่างจ้าจนพวกโจรต้องแสบตา เขาพุ่งเข้าไปชกใส่หัวหน้ากลุ่มด้วยท่า "หมัดสยบพยาบาท" แรงปะทะไม่ได้แค่ทำให้อีกฝ่ายกระเด็นไป แต่มันเกิดคลื่นกระแทกสีฟ้ากระจายออกมาจนคนอื่นๆ กระเด็นไปคนละทิศทาง
แต่น้ำมนต์ก็ต้องจ่ายราคาแพง พลังที่ะเิออกไปทำให้กล้ามเนื้อแขนของเขาฉีกขาดทันที เขาทรุดลงคุกเข่าพยายามหอบหายใจ
"พวกแก... มันไม่ใช่คน..." ชายร่างใหญ่ที่นอนกองกับพื้นพึมพำด้วยความหวาดกลัวก่อนจะพากันคลานหนีไปในเงามืด
น้ำมนต์รีบคลานไปหาโมนา "เป็อะไรมากไหม?"
โมนาค่อยๆ ลุกขึ้นพลางกุมสีข้างที่เขียวช้ำ "ฉัน... ฉันยังคุมพลังไม่ได้ดีพอ... ขอโทษนะน้ำมนต์ที่ต้องให้ช่วยอีกแล้ว"
"เราทั้งคู่ต่างก็ยังอ่อนหัดครับโมนา" น้ำมนต์พูดพลางพยุงเธอขึ้นมา "เราต้องเก่งขึ้น... ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อจะจัดการคนเลวๆ และสัตว์อสูรพวกนั้นให้ได้"
"หึๆ ... เป็ไงล่ะ? รสชาติของการ 'เกือบหลับแต่กลับมาได้'?" เอเต้แซะพลางบินวนรอบหัวทั้งสองคน (ในจินตภาพ) "นี่แค่เริ่มต้นนะเพื่อน ต่อไปสัตว์อสูรจะไม่ได้โง่แบบหมาป่าพวกนี้ และมนุษย์ที่นายจะเจอต่อไปอาจจะมาพร้อมกับ 'อาคมดำ' ที่รุนแรงกว่านี้มาก ถ้าพวกแกยังฝึกไม่หนักพอ... เตรียมจองศาลาที่วัดป่าของแกไว้ได้เลย!"
น้ำมนต์มองออกไปที่ขอบฟ้ามิติที่เต็มไปด้วยแสงสีแดงฉาน ความล้าแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่จิตใจของเขากลับนิ่งสงบขึ้น เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าโลกใบนี้ไม่มีที่ว่างให้กับคนอ่อนแอ และเขาต้องเรียนรู้ที่จะผสาน "อาคม" เข้ากับ "วิทยาการ" ของเอเต้อย่างแท้จริงเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ไปให้ได้
การผจญภัยที่แท้จริงเพื่อกู้โลก... พึ่งจะเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังและความหิวโหยที่แผดเผา!
ทันทีที่เอเต้พูดจบ น้ำมนต์รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงถูกอัดเข้าไปที่หัวไหล่โดยตรง ร่างของเขากระตุกอย่างรุนแรงจนล้มลงคุกเข่ากับพื้นคอนกรีต เขาขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน เหงื่อเย็น ๆ พรั่งพรูออกมาทั่วร่าง
"น้ำมนต์!" โมนาพุ่งเข้ามาประคอง แต่ในตอนนั้นเอง...
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ! ทั้งคู่เลย!" เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากซอกตึกมืด ๆ
ชายฉกรรจ์ 7 คน สวมชุดที่ดูรกรุงรัง บางคนถือท่อนเหล็ก บางคนถือปืนลูกซอง และที่น่ากลัวที่สุดคือชายร่างั์คนหนึ่งที่ถือดาบที่ทำจากกระดูกสัตว์อสูร แววตาของพวกเขาไม่ได้ดูเหมือนผู้รอดชีวิตที่น่าสงสาร แต่มันคือแววตาของ "นักล่า" ที่ทิ้งความเป็มนุษย์ไปแล้ว
"ส่งไอ้ลูกบอลสีเงินนั่นมาให้ข้าซะ! แล้วข้าจะปล่อยยัยผู้หญิงนี่ไว้ให้พวกข้าเชยชมสักคืนสองคืน ฮ่าๆๆ!" หัวหน้ากลุ่มที่มีรอยสักที่ลำคอหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
น้ำมนต์พยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายยังคงสั่นเทาจากการกระตุ้นพลังของเอเต้ "พวกแก... ในยามที่โลกวิกฤต แทนที่จะช่วยกัน แต่กลับมาปล้นกันเองงั้นเหรอ?"
"กฎหมายมันตายไปแล้วไอ้หนุ่ม! ตอนนี้มีแต่กฎของป่า!" ชายคนหนึ่งเล็งปืนลูกซองมาที่หน้าอกน้ำมนต์
โมนาเห็นสถานการณ์วิกฤต เธอตัดสินใจก้าวออกไปขวางหน้า "อย่าทำเขา!" เธอพยายามจะเรียกพลังความเร็ว 50 เท่าออกมา แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนเพลียและขาดอาหาร ทำให้พลังในตัวเธอแปรปรวน แสงสีทองรอบตัวเธอกระพริบติด ๆ ดับ ๆ
"เหอะ! ยัยนี่มันมีพลังเหมือนพวกเราว่ะพี่น้อง! จัดการมัน!"
การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างชุลมุน โมนาพุ่งเข้าหาชายคนแรกด้วยท่าเตะระดับสายดำ แต่เธอกลับประเมินน้ำหนักเท้าผิดพลาด ความเร็วที่ไวเกินไปทำให้เธอถลำลึกจนเสียหลัก ชายอีกคนใช้ท่อนเหล็กฟาดเข้าที่สีข้างของเธออย่างแรงจนเธอกระเด็นไปกระแทกซากรถ
อั่ก!
เสียงกระดูกซี่โครงร้าวทำให้น้ำมนต์ที่นั่งอยู่บนพื้นตาแดงก่ำ ความกตัญญูที่เขามีต่อหลวงพ่อ และหน้าที่ในการปกป้องผู้หญิงคนนี้ทำให้เขาะเิพลังอาคมที่เอเต้พึ่งจัดระเบียบให้เสร็จสมบูรณ์ออกมา
"ตอนนี้แหละเ้าโฮสต์! รวมจิตไปที่ศูนย์กลางกาย แล้วอัดมันออกไปพร้อมกับ 'อาคมพุทธคุณ' ระดับสูงสุด!"
น้ำมนต์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าโจร รอยสักยันต์ที่แผ่นหลังและแขนของเขาเรืองแสงสีทองสว่างไสวจนมองไม่เห็นลายเส้น เขาประนมมือขึ้นกลางอกแล้วแผ่เมตตาจิตในรูปแบบของคลื่นกระแทก
"นะ อะ ระ หัง... สัม มา สัม พุท โธ..."
ตูมมมมมมมม!
ไม่ใช่ะเิทางกายภาพ แต่มันคือคลื่นกระแทกทางิญญาที่รุนแรงมหาศาล พวกโจรทั้ง 7 คนถูกพัดกระเด็นไปคนละทิศทาง ราวกับถูกรถบรรทุกพุ่งชน ชายที่ถือปืนลูกซองถึงกับกระอักเืออกมาเป็สีดำ ส่วนหัวหน้ากลุ่มที่ถือดาบกระดูกอาวุธในมือแตกกระจายกลายเป็ผุยผง
น้ำมนต์เดินเข้าไปหาโมนาที่นอนกุมสีข้างอยู่ เขาพยุงเธอขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง "ขอโทษครับที่ผมลุกมาช้าไป..."
"นาย... นายเก่งขึ้นมากน้ำมนต์" โมนาพึมพำด้วยความอ่อนแรง
"หึๆ ... นี่แค่บทเรียนแรกของโลกความจริงนะทั้งสองคน" เอเต้ลอยลงมาใกล้ ๆ "พลังที่นายใช้ไปเมื่อกี้คือการ 'เผาผลาญิญญา' ถ้านายใช้บ่อยกว่านี้ นายได้กลายเป็เศษขี้เถ้าแน่ ตอนนี้รีบหาที่กบดานที่ปลอดภัยกว่านี้ และข้าจะสอนวิธี 'กลั่นมานา' จากซากอาวุธพวกนี้ให้ยัยหนูโมนาขัดตาทัพไปก่อน"
น้ำมนต์มองดูพวกโจรที่คลานหนีไปในความมืด เขาไม่ได้รู้สึกดีใจที่ชนะ แต่เขารู้สึกเศร้าใจที่เห็นเพื่อนมนุษย์ต้องมาฆ่ากันเอง เขาแบกโมนาขึ้นหลังแล้วเริ่มออกเดินทางต่อไปสู่ใจกลางของประตูมิติ ที่ซึ่งสัตว์อสูรระดับสูงและคำสาปของจอมมารวิวิชกำลังรอคอยพวกเขาอยู่
การเดินทางที่ต้องแลกมาด้วยเืและคราบน้ำตา... พึ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง!