ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๔ มากรสรักไท่จื่อ สื่อเอาตัวไม่รอด {PART 2}

    บทที่๔มากรสรักไท่จื่อ สื่อเอาตัวไม่รอด

    จางไป๋หูแทบไม่ได้หยุดพักใช้ความคิดเลย เมื่อต้องเฝ้ารัชทายาทของเขาร่ำสุราอย่างไม่บันยะบันยัง ยกแก้วซ้าย แก้วขวา สลับสับเปลี่ยนกันตลอดเวลา ทั้งบ่าวยังเอาโถเหล้าหยกมาเติมให้เรื่อยๆ ใช้เวลาเพียงชั่วยาม หน้าขององค์ไท่จื่อก็แดงไม่แพ้ชุดเจ้าบ่าว
    “ไป๋หู เจ้าจงดื่มอวยพรให้กับข้า!” ไม่ตรัสเปล่ายังส่งจอกเหล้าให้อีก ทำเอาจางไป๋หูต้องรับอย่างเสียไม่ได้
    “ทรงดื่มมากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาตัดสินใจพูดไปตามตรง
    “มากไปอะไรกัน! วันนี้คือวันมงคล ข้าก็ต้องดื่มสิ”
    “ตามพระประสงค์” องครักษ์หนุ่มทอดถอนใจ
    “ในเมื่อข้าต้องแต่งกับแม่เสือ ขอเมาให้ครึ้มใจพร้อมสู้หน่อยเถิด”
    “ขนาดนี้แล้ว แม้จะแต่งสุกรเข้าไปในห้องหอก็สวยไม่แพ้แม่นางไซซี[1]” คนเฝ้าอารักขาตอบอย่างหน่ายๆ หากไม่สนิทใจกันก็คงมิกล้าลามปามถึงเพียงนี้
    “ให้ข้านอนกอดสุกรคืนนี้อาจจะอุ่นกว่ากอดเจ้าสาว...แค่คิดข้าก็หนาวจับใจแล้ว” ทรงพูดพลางยกมือกอดอกไปด้วย
    “อย่างไรตามธรรมเนียมท่านก็ต้องเข้าหอคืนนี้ ดูสิ...จักรพรรดิส่งจ้าวกงกงมาลอบดูลาดเลา และแน่นอนว่าซู่เต๋อฮองเฮาเองก็ต้องไหว้วานใครมาดูอยู่แถวห้องนอนแน่”
    “เข้าก็เข้าวะ!”
    รัชทายาทจูหยางเหยี่ยนกระแทกเสียงดังสนั่น ร่างสูงโปร่งผุดลุกขึ้นจากโต๊ะที่นั่ง กระดกเหล้าอันเหลือก้นถ้วยให้หมดในคราวเดียว ก่อนจะทรงดำเนินไปที่ห้องหออย่างหัวเสีย

    เยี่ยซูจิ้นนั่งตัวแข็งทื่อเป็นหินอยู่บนตั่งเตียง
    นางได้ยินเสียงสรวลเสดังลอดมาจากข้างนอกเป็นระยะ แต่ด้วยความตื่นเต้นทำให้นางนิ่งและเงียบกว่าปกติ ด้วยการพยายามตั้งใจฟังสิ่งรอบตัว ผสมกับการใช้ความคิดว่า...หากเจ้าบ่าวพระราชทานของแฝดนางก้าวเข้ามา จะรับมืออย่างไร
    เสือก็เสือ...ตายได้เหมือนกัน คิดแบบนี้นางก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ดูเอาเถิดว่าอีกฝ่ายใช้กลยุทธ์อะไร ก็โจมตีกลับไปด้วยเพลงบู๊ที่สวนทางกันได้ อีกทั้งนางแอบทราบมาว่ารัชทายาทนั้นเจ้าสำอาง ชอบเที่ยวเล่นกับนางใน คนเช่นนี้หรือจะมีวิชาท่ายากมากนัก รู้เขาแล้ว รู้เรามากกว่า ซุนจื่อ[2]ว่า...รบร้อยครั้งก็ไม่อันตราย
    ผ้าไหมบางเบาของนางยังปิดหน้าอยู่ รอคอยให้เจ้าบ่าวเป็นผู้มาเปิด นางจะเลิกเองก็กลัวผิดประเพณี แต่ถ้าเขาไม่ยอมเข้าห้องหอมาเล่า นางมิต้องนั่งหลับในท่านี้หรอกหรือ สับสนเสียจริง...ให้มาดี หรือไม่มาจะดีกว่า นางก็ไม่มั่นใจนัก จะถามฮัวชุนซึ่งรอรับใช้อยู่ใกล้ตัวก็ไม่กล้า แต่ไม่นาน...คนเริ่มต้นถามก็คือบ่าวนางเอง
    “ตื่นเต้นหรือเจ้าคะ?” ฮัวชุนเอ่ยถาม
    “ก็ตามประสาเจ้าสาว” นางตอบห้วนๆ “แต่ก็หิวด้วย”
    “ให้ข้าไปถามหาขนมให้รองท้องเสียหน่อยไหมเจ้าคะ?”
    “ดี รบกวนเจ้าแล้ว”
    “ค่ะ พระชายา”
    ได้ยินคำว่าพระชายาจากปากของฮัวชุนแล้วก็รู้สึกสะท้าน นางคงทำใจให้ชินลำบาก แถมด้วยสถานการณ์อันล่อแหลมแบบนี้ จะให้นางชินอย่างไรดี สาวรับใช้เดินถอยออกไปนอกห้องทันที นางเกือบโล่งใจแล้วที่ได้อยู่ลำพัง ถ้าไม่เพราะเสียงประตูถูกเบิกกว้างออกและปิดลงเสียงดัง
    ปัง!
    มาแล้ว...เยี่ยซูจิ้นรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะล้มลง แต่ก็ยังประคองสติไว้ได้ ไม่ได้สิ...นางจะต้องไม่ยอมแพ้เสือตนนี้ เขาจะมาไม้ไหนจะต้องอ่านกันให้รู้เพื่อจะไม่ถลำเสียทีให้
    “เยี่ยซูเจี้ยน วันนี้เจ้าเป็นเจ้าสาว ข้าคือเจ้าบ่าว ข้าต้องเปิดผ้านั่นสินะ” เสียงของรัชทายาทดูแปลก พูดจาวกวนอย่างคนเมา และเมื่อเขาขยับเข้ามายืนค้ำอยู่ตรงหน้า นางก็ได้กลิ่นชัดเจน
    “เมามาหรือเจ้าคะ?” นางแทบอยากตบหน้าตนเองที่ถามไปเช่นนั้น
    “ไม่เมา...”
    “จริงหรือ?” เยี่ยซูจิ้นกระเซ้า “งั้นเปิดหน้าข้าเถอะ”
    นางพูดเหมือนเปิดโอกาส ทว่าเมื่อเขายื่นมือมา นางก็ขยับเอนหลบไปด้านหลัง องค์ไท่จื่อจึงคว้าได้เพียงลมเพราะเคลื่อนไหวเชื่องช้า
    “เจ้านี่...เล่ห์เหลี่ยมมากนัก”
    “ไฉนเลย ท่านเมามากแล้วต่างหาก” นางแกล้งแหย่เขา ด้วยความอุ่นใจว่าเขาดื่มหนักเช่นนี้ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่
    “ข้าไม่เมา”
    “ท่านเมาแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ” หญิงสาวยืนยัน “ถ้าไม่เมาแค่ดึงผ้าคลุมหน้าคงไม่ยากนัก”
    เขากัดฟันกรอด นางเหมือนจะได้ยินเสียงอยู่ จูหยางเหยี่ยนถอดหมวกที่สวมอยู่โยนทิ้งไปไม่แยแส ก่อนจะยื่นมือมาพยายามดึงผ้าคลุมหน้านางอีกรอบ คราวนี้ไม่พ้นนางพยายามแกล้งหลบเขาอีก ยินเสียงหัวเราะหลุดออกมาจากปากน้อยๆ ยิ่งกระตุ้นความดุเดือดพลุกพล่านในใจของชายหนุ่ม
    นางเป็นใครถึงได้กล้าหยอกล้อเขาซึ่งเป็นถึงรัชทายาทแห่งจงหยวน แกล้งหลบหลีกเล่นตัวเหมือนพวกสตรีไร้ยางอาย เล่นกลกันเช่นนี้ เขาจึงไม่คิดว่าจะต้องนุ่มนวลใส่นางมากนัก ในเมื่อนางร้ายมา แกล้งเขา เขาก็จะแสดงให้รู้ว่านี่เขตแดนของใคร
    ทันใดนั้นเองที่นางถูกผลักให้ล้มลงบนฟูกที่นอนอย่างรวดเร็ว พร้อมการทาบทับด้วยร่างสูง ดูเผินๆ เขาผอมเหลือ แต่เมื่อมาทับตัวนางอยู่ นางจึงรู้ว่าเขามีเนื้อหนังมังสาแน่นกำยำสมชายชาตรี นางยกมือจะดันตัวเขาเมื่อรู้สึกตน แต่ก็ถูกรวบไปจนได้ ไม่ทันจะได้แกะข้างหนึ่ง อีกข้างก็ถูกมัดรวมกันด้วยนิ้วเรียวยาว
    ผ้าคลุมหน้าของเยี่ยซูจิ้นถูกดึงออกอย่างรวดเร็ว ยินเสียงพึงพอใจตามมา คงเป็นความพึงใจจากการชนะเกมนี้ของเขา ใบหน้าซึ่งนางมองว่าสวยดั่งสตรีกำลังพินิจโฉมนางอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ บัดนี้คิ้วเรียวของนางขมวดแน่นด้วยความหงุดหงิด ดวงตากลมสีนิลฉายแววโกรธขึ้ง ทว่านั่นก็มิได้ลดราความจริงที่ว่าแม่นางน้อยเมื่อประทินผิวแต่งตัวสวย ก็ดูมีความงามอยู่บ้าง แม้จะไม่สวยหยาดเยิ้มอย่างหมิงเย่ว พระชายารองของเขา แต่นางก็สวย...อย่างน้อยในเวลาร่ำสุราได้ที่แล้วนางก็สวยแหละน่า
    ต่อมาแม่นางเยี่ยจึงรู้ว่าเจ้าบ่าวของนางไม่ใช่เสือ แต่เป็นสุนัขจิ้งจอกจอมซน เมื่อมือของเขาเริ่มป่ายไปตามเพรียวเอวส่วนโค้งเว้าตามลำตัวของนาง เจ้านี่จะมาไม้ไหนกัน...นางพยายามอ่านว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร แล้วก็ถูกสุนัขกัดเสียจนได้...กัดตรงไหนไม่กัด ดันมากัดคอนาง!
    “รังแกกันแล้ว!” นางตวาดเขา แต่ที่ได้ตอบกลับมาคือเสียงหัวเราะและคำถาม
    “ข้าเข้าหอกับเจ้าแล้ว เรียกว่ารังแกได้อย่างไร?”
    “ก็ท่านกัดคอข้า! ดูดเม้มเสียจนจะช้ำแล้ว ไม่เรียกข่มเหงรังแก เรียกว่าอะไร”
    “นี่แหละเข้าหอร่วมเตียง มารดาเจ้าไม่ได้สอนเรื่องมังกรลอดถ้ำหยก[3]หรอกหรือ?” รัชทายาทถามด้วยสุรเสียงกลั้วอารมณ์ขัน แม่นางน้อยผู้นี้ช่างไม่ประสีประสานัก เขานึกว่านางจะดุเด็ดเหมือนอย่างตอนซัดกำปั้นและฝ่าเท้าใส่ กลับเป็นว่าเสือกลายเป็นแมวไปเสียแล้ว
    “มังกรลอดถ้ำหยก?” ดวงตากลมฉายแววครุ่นคิด “ข้าอ่านตำราพิชัยสงครามอยู่บ้าง ไม่เคยได้ยินกลยุทธ์นี้”
    พอตอบเช่นนั้น ชายหนุ่มสูงศักดิ์ก็หัวเราะลั่นอย่างกลั้นไม่อยู่อีกต่อไป พระชายาตระกูลเยี่ยสมแล้วที่เป็นชาติทหาร แม้แต่พอเข้าหอ นางก็ยังคิดถึงการต่อสู้สงคราม ไท่จื่อขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอน พลางตบเบาะตบหมอนด้วยความสาแก่ใจ
    ก็เขาน่ะ...ทราบแล้วว่าจะปราบเสืออย่างไรนั่นสิ!
    ลอบกัดเช่นนี้เป็นจิ้งจอกแน่ หนำซ้ำยังหัวร่อต่อการได้แต้มเหนือนาง เยี่ยซูจิ้นรู้สึกเขินจนหน้าชา นางมิได้อายที่ต้องเข้าหอ แต่อายเพราะพ่ายแพ้เขาต่างหาก เรื่องอะไรนางจะยอมให้เขากัดนางเสียฝ่ายเดียว คิดได้แบบนั้น หญิงสาวซึ่งควรจะเป็นคนถูกกดลงกับเตียงอีกครั้ง กลับขยับตัวขึ้นคร่อมร่างองค์รัชทายาท ออกแรงผลักสุดแรงให้เขากลิ้งลงไปนอนแผ่ คราวนี้ชายในชุดแดงยังไม่หยุดหัวเราะ หน้าแหลมๆ นั่นยังแย้มยิ้ม เอ่ยกระเซ้าเร้าหรือนางต่อ
    “เอ้า คราวนี้เจ้ายกถ้ำหยกมาคร่อมมังกรแล้ว แท้จริงเจ้าก็รู้เชิง”
    “รู้หรือไม่จะได้เห็นกัน!” นางเลียนแบบเขาบ้าง กดริมฝีปากกัดคอเขา...กัด...ถูกแล้ว นางใช้ฟันขาวๆ ขบลงบนเนื้อนั่น
    “โอ๊ย!”
    พอมีเสียงร้องดังสนั่นจากองค์รัชทายาท ประตูห้องก็เปิดผางพร้อมการปรากฏตัวของจางไป๋หู และฮัวชุน
    “ขออภัยหากล่วงเกิน!”
    ทั้งคู่กล่าวขึ้นพร้อมกัน เมื่อ เห็นเยี่ยซูจิ้นเชยคางขึ้นจากลำคอเพรียวซึ่งปรากฏรอยขบกัดจนแดงม่วง แทนที่จางไป๋หูจะเดือดร้อนแทนองค์รัชทายาท เขาเพียงถอยออกไปแล้วลั่นทวารปิดสนิทหลังจากเห็นว่าร่างบางของพระชายาคร่อมตัวของไท่จื่ออยู่ เข้านอกเข้าในใกล้ชิดเพียงนี้ ไม่ควรรบกวนให้เสียเรื่อง
    “ว่าอย่างไรต่อไปล่ะ?” รัชทายาทหนุ่มถามอย่างลองเชิง
    “ท่านกัดข้า ข้ากัดท่าน เราเสมอกันแล้ว”
    “ใช่ข้ากัดเจ้าจมเขี้ยวเสียเมื่อไร แต่เจ้าขบข้าเหมือนผลทับทิม เป็นอย่างไร...ตัวข้าหอมหวานอย่างเดียวกันไหม?”
    “เจ้าจิ้งจอก! ยังมีหน้ามายอกย้อนข้า!”
    “เห็นเจ้าชิมข้ารุนแรงเช่นนี้ ก็นึกว่าคงจะเอร็ดอร่อยมาก”
    “หาไม่เพราะท่านกัดข้าก่อน ไฉนเลยข้าจะเสียสละปากและฟันไปขบเนื้อท่าน”
    “อย่างนั้นหรอกหรือ งั้นให้ข้าลองชิมเจ้าอีกสักทีจะเป็นไร”
    สิ้นคำร่างของเยี่ยซูจิ้นก็ถูกยกลอยคว้างลงไปแนบเตียงอีกครั้ง คราวนี้ทรงกดร่างกายเบียดแนบแน่นกว่าเดิม พร้อมมอบรสจุมพิตอันดูดดื่มราวกับคนกระหายน้ำ นางรู้สึกได้ถึงกลิ่นและรสของสุราในปากเขา มันฉุนเสียจนนางแทบมัวเมาไปด้วยความเร่าร้อน ประสบการณ์เช่นนี้นางก็เพิ่งจะได้สัมผัสเป็นครั้งแรก นี่มันวิชามารอย่างไรกัน นางรู้สึกเหมือนถูกสูบวิญญาณออกจากร่าง อ่อนกระปลกกระเปลี้ยไปทั้งตัว
    ฝ่ามืออุ่นไล่ไปตามแนวโค้งของสะโพกในชุดแดง เลื่อนไล้ตามสายคาดเอวบนหน้าท้องขึ้นมาปลดผ้าคลุมไหล่ปักลายวิจิตรออกไป ก่อนจะค่อยๆ ดึงคอสาบเสื้อให้เบิกกว้างออก มองเห็นผิวเนียนราวกับหยกขาวของนาง แม้ว่าเยี่ยซูจิ้นจะมีนิสัยทโมนเป็นลิงค่าง แต่นางก็เติบโตในคฤหาสน์แทบไม่ได้สัมผัสความหยาบกร้านของโลกภายนอกบ่อยนัก ความงามของผิวพรรณจึงผุดพรายเหมือนดอกบัวอันบอบบาง
    เขาละริมฝีปากออก เยี่ยซูจิ้นจึงได้ทีฮุบหายใจราวกับปลาขาดน้ำ ปล่อยให้ไท่จื่อได้เชยชมแนบชิดกับเนินเนื้อ พลางค่อยๆ ปลดสายคาดเอวรุงรังของนางออกด้วยความเร่งร้อน บัดนี้จะเป็นเสือหรือนางแมว จะเทพเซียนหรือปิศาจเขาก็ไม่ขัดข้องจะเกี่ยวพัน
    เป็นนางเองที่ได้สติก่อนใครเพื่อน เคลิบเคลิ้มได้สักพัก พระชายาคนใหม่ก็รู้ตนว่าเสียทีเพลี่ยงพล้ำแก่สวามีจิ้งจอกตนนี้แล้ว ทันใดนั้นเอง ด้วยอารามตกใจ นางก็เผลอยกเท้าขึ้นถีบออกไปเต็มแรง ราวกับอาชาซึ่งยกกีบขึ้นเมื่อตกใจเห็นอสรพิษ
    จูหยางเหยี่ยนโดนดัชนีฝ่าบาทาเข้าตรงกลางท้อง เล่นเอาจุกจนหงายหลัง ลืมสิ้นถึงความมัวเมาในรสสุราและโลกีย์ ชายหนุ่มเซถลาจนตกเตียง ได้รอยช้ำที่หลังมือและแผ่นไหล่เพิ่มอีกสองอย่าง เยี่ยซูจิ้นพอหลุดพ้นจากมนตราเขาได้ นางก็รีบกระผดตัวเข้าพิงผนังในเตียง ดึงหมอนผ้าห่มก็กำบัง เสื้อผ้าอาภรณ์นางจะแทบหลุดออกจากกันจนเหลือเพียงเสื้อชั้นใน
    “เจ้าเสียสติหรืออย่างไรถึงกล้าถีบข้า!” ตรัสบ่นพลางยกมือกุมท้อง รู้สึกแน่นจนแทบกระอักไอเป็นเลือด
    “ท่าน...ก็ท่าน...” นางพยายามจะสรรหาคำมาอธิบายอารมณ์ชั่วครู่ อันนางเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักจึงได้แต่อ้ำอึ้ง ทำเอาคนถามซึ่งยังคงชอกช้ำใจกล่าวดุด่าต่อไป
    “เจ้านี่มันยิ่งกว่าเสือร้าย! เป็นภรรยาข้ายังกล้าถีบส่งสามี หาไม่ว่าเป็นสมรสพระราชทาน ข้าจะจับเจ้าขายทอดหอนางโลมให้มันรู้แล้วรู้รอด ทีนี้เจ้าจะถีบใครก็ถีบเขาเถิด!”
    “หากท่านกล้าขายข้า แม้กลายเป็นผีก็จะมาหลอกหลอนท่าน!”
    “ดี! งั้นจงเน่าตายเป็นผีอยู่ในห้องนี้เพียงลำพังตลอดชีวิตเถอะ!”
    ถ้อยรับสั่งสุดท้ายเด็ดขาดราวกับจะชี้เป็นชี้ตายโดยแท้ จูหยางเหยี่ยนถือว่าลั่นวาจาแล้วต่อให้โดยนิสัยแสนกลเหมือนดังจิ้งจอกเช่นนางว่า ก็จะไม่ยอมผิดคำพูดเด็ดขาด เมื่อพูดแล้วก็สะบัดตนเดินออกไปจากห้องหออย่างหัวเสีย
    ตั้งใจแล้วว่าต่อให้มีมากรสรักเพียงใด หากเป็นนางแล้วก็คงจะสื่อพาเอาตัวไม่รอด อุปมาดังหนูวิ่งเข้าอุ้งเท้าราชสีห์ แต่เมื่อเขามิใช่หนู เหตุใดจะต้องเสียรู้ไปโดนเสือขย้ำเล่า สู้ทิ้งให้นางแก่ตายเพียงลำพังในนี้ต่อไปเถอะ ชะช้าจะคลานเข่ากลับมาหาเขาแทบไม่ทัน!

    ----------------------------------[1] ไซซี (沉鱼) มีชีวิตอยู่ช่วงสมัยชุนชิว มีรูปโฉมงดงามจนได้ฉายาว่า "มัจฉาจมวารี" เนื่องจากนิทานพื้นบ้านได้เล่าว่าเมื่อเหล่าปลาในลำธารเห็นโฉมของนางก็ตะลึงถึงกับสามารถลืมตนจมลงไปในน้ำได้โดยไม่รู้ตัว[2] ซุนจื่อ (孙子) หรือซุนวู (孙武) ปราชญ์แซ่ซุน เป็นผู้เขียนตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ (ซุนจื่อปิงฝ่า - 孙子兵法) ตำรายุทธศาสตร์ทางทหารที่มีอิทธิพลมากของจีน[3] มังกรลอดถ้ำหยก เป็นการเปรียบเปรยบริบทการร่วมเพศตามทัศนะจีนโบราณ เปรียบช่องคลอดของสตรีเป็นถ้ำหยก อวัยวะเพศชายเป็นมังกร