ถึงแม้ทั้งสองจะยังไม่เคยพบหน้ากันแต่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษเปรียบเสมือนนกสื่อสารที่นำพาความรู้สึกส่งถึงกัน ดั่งคำกล่าวที่ว่า เห็นลายมือก็ดั่งเห็นหน้า จากเนื้อความในจดหมาย ทิงเสวี่ยได้รู้ว่าลู่เชียนสวินก็เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เหมือนกัน สิ่งเดียวที่แตกต่างคือเธออาศัยอยู่กับพ่อส่วนลู่เชียนสวินอยู่กับแม่
สาเหตุการหย่าร้างของพ่อแม่ทั้งสองคู่ก็คล้ายคลึงกันคืออีกฝ่ายมีชู้
แม่ของลู่เชียนสวินเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ในเมืองส่วนพ่อเป็น “ชายหนุ่มผู้โดดเด่นจากชนบท” ที่มาจากชนบท เพราะแม่ของลู่เชียนสวินคลอดได้เพียงลูกสาวบวกกับเธอไม่ยอมลดทิฐิและความหยิ่งในศักดิ์ศรีความเป็นคุณหนูลงเพื่อเอาใจสามีในที่สุดผู้ชายคนนั้นก็ถูกหญิงอื่นที่มาจากชนบทเหมือนกันแย่งชิงไปซึ่งเมียน้อยคนนั้นก็สามารถคลอดลูกชายให้เขาได้สมใจ
หลังจากหย่าขาดลู่เชียนสวินก็ย้ายมาอยู่กับแม่และเปลี่ยนมาใช้นามสกุล “ลู่” ทิงเสวี่ยไม่นึกเลยว่าตนเองกับลู่เชียนสวินจะเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันเช่นนี้
ด้วยกำลังใจและการสนับสนุนจากเพื่อนทางจดหมายหลังวันชาติทิงเสวี่ยได้ตัดสินใจส่งเรียงความความยาวสามร้อยตัวอักษรที่เธอเตรียมมาเป็นเวลานานไปยังสำนักพิมพ์สำหรับเด็กแห่งหนึ่ง ต้นฉบับจะได้รับการคัดเลือกหรือไม่ทิงเสวี่ยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ถือเสียว่าเป็นการลองเชิงดูถ้าสำเร็จก็ถือว่าโชคดี ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่ท้อแท้และจะพยายามต่อไป
แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายคือต้นฉบับเรื่องแรกที่เธอส่งไปได้รับการตีพิมพ์!ทางสำนักพิมพ์ยังส่งค่าต้นฉบับมาให้ทิงเสวี่ยอีกด้วย ถึงแม้จะได้เพียงสิบห้าหยวนแต่ก็ทำให้ทิงเสวี่ยมีความสุขจนแทบจะบินได้แล้ว
พริบตาเดียวก็เข้าสู่ฤดูหนาวที่ลมเหนือพัดกรรโชกจนใบไม้ใบหญ้าร่วงโรย ในฤดูกาลนี้ธุรกิจร้านซาลาเปาเงียบเหงาซบเซามาก งานในไร่นาเสร็จสิ้นหมดแล้วชาวนาต่างว่างงานอยู่กับบ้านนั่นหมายความว่าไม่มีรายได้เลยตั้งแต่ฤดูหนาวลากยาวไปจนถึงฤดูร้อนปีหน้าดังนั้นการกินอยู่ย่อมต้องประหยัดมัธยัสถ์คนที่จะยอมควักเงินซื้อซาลาเปาจึงมีน้อยมาก
หลินกั๋วผิงตั้งใจว่าจะปิดหน้าร้านชั่วคราวแล้วหันไปเน้นขายตามตลาดนัดแทน เพราะธุรกิจที่ตลาดยังคงคึกคักพอสมควร
ทิงเสวี่ยเข้าใจดีว่าควรปิดร้านชั่วคราวเพื่อรอฤดูทำนาปีหน้าค่อยเปิดใหม่แต่เธอก็อดเสียดายไม่ได้เพราะนักเรียนหลายคนที่ทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนยังคงมีความต้องการอยู่ หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ทิงเสวี่ยก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา คือให้นักเรียนที่อยากทานซาลาเปาสั่งจองล่วงหน้า
ถ้าพรุ่งนี้อยากทานซาลาเปาร้อนๆวันนี้ก็มาสั่งจองที่ทิงเสวี่ยไว้ก่อน เช่น จางซานอยากทานซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกไส้ผักหนึ่งลูกในเที่ยงวันพรุ่งนี้วันนี้ก็มาลงชื่อและจ่ายเงินหรือเอาข้าวสาลีมาแลกไว้ล่วงหน้าหากยอดรวมเกินยี่สิบลูกถึงจะรับทำ วันรุ่งขึ้นตอนเที่ยงก็นำซาลาเปาร้อนๆไปส่งให้ถึงหน้าโรงเรียน แล้วแบ่งเป็นชุดๆ ตามรายการที่สั่ง นักเรียนมารับส่วนของตนเองได้ทันที
หลินกั๋วผิงมองว่าแผนการของลูกสาวตัวน้อยเข้าท่าดีแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ลองทำดูก่อน ถ้าได้ผลก็ทำต่อถ้าไม่ได้ผลก็ปิดร้านไปเลย ตนเองจะได้นึ่งซาลาเปาแค่พอขายในตลาดนัดเท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้หลินกั๋วผิงต้องประหลาดใจคือแผนการของทิงเสวี่ยได้ผลดีเกินคาด!ยอดสั่งจองจากนักเรียนมีเข้ามาอย่างต่ำวันละสามสิบลูก ถ้าวันไหนหลินกั๋วผิงไม่ได้ไปตลาดนัดหลังโรงเรียนเลิกตอนเที่ยง เขาก็จะไปส่งซาลาเปาด้วยตัวเอง แต่ถ้าติดขายของที่ตลาดก็จะเป็นหน้าที่ของภรรยาหลินกั๋วจวิน
จริงๆแล้วหลินกั๋วอันก็สามารถทำหน้าที่นี้ได้ แต่เขากลับรู้สึกมีปมด้อยเรื่องปากแหว่งกลัวจะโดนเด็กเกเรล้อเลียน ดังนั้นแม้จะอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็นแต่เขาก็เลือกที่จะไม่ออกหน้าออกตามากนัก
หลังจากผลงานชิ้นแรกได้รับการตีพิมพ์ความมั่นใจของทิงเสวี่ยก็เพิ่มพูนขึ้น เมื่อใกล้ถึงช่วงสอบปลายภาคเธอก็ได้ส่งต้นฉบับเรื่องที่สองไปยังสำนักพิมพ์เจ้าเดิม ทิงเสวี่ยสังเกตเห็นว่าในหนังสือรวมเรียงความผู้เขียนหลายคนใช้นามปากกา เธอจึงคิดว่าตนเองควรจะมีบ้างแม้ชื่อจริงจะไพเราะราวกับบทกวีอยู่แล้วแต่เธออยากเก็บไว้และใช้นามปากกาในการเขียนงานมากกว่า
แต่จะใช้ชื่ออะไรดีล่ะ? ทิงเสวี่ยคิดไม่ตกจนกระทั่งวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอจึงเรียกฉินหยวนเฟิง หวังกัง และหลินฉางจื้อมาช่วยกันออกความเห็น
ก่อนหน้านี้หลังจากได้รับค่าต้นฉบับก้อนแรกทิงเสวี่ยใจป้ำพาเพื่อนทั้งสาม รวมถึงหวังหย่าจิ้ง ซูเจียหนิง และซูชิงชิงซูซานซาน ไปเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่และดูหนังในเมืองเงินสิบห้าหยวนไม่เพียงจะหมดเกลี้ยงเธอยังต้องควักเงินเก็บส่วนตัวออกมาสมทบอีกนิดหน่อยด้วย
“อาเล็กผมไม่เก่งภาษาจีน อาก็รู้นี่นา เรื่องนามปากกาอะไรนั่น ผมช่วยอาคิดไม่ได้หรอก”หลินฉางจื้อรีบปฏิเสธเป็นคนแรกพร้อมส่ายหน้าดิก หวังกังเสนอขึ้นบ้าง “ใช้ชื่อหลินทิงเสวี่ยไปเลยไม่ได้เหรอ? ทำไมต้องมีนามปากกาด้วยล่ะยุ่งยากจะตาย”
ฉินหยวนเฟิงเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆหมอกหมู่เมฆสีขาวลอยล่องราวกับดอกไม้ที่ถูกแต้มด้วยพู่กันวิเศษบนผืนผ้าใบธรรมชาติสีน้ำเงิน “เธอว่านามปากกา‘เมฆาดั่งภาพวาด’ เป็นยังไง?” ฉินหยวนเฟิงโพล่งชื่อนี้ออกมาแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ดี!”หวังกังรีบสนับสนุน “‘เมฆาดั่งภาพวาด’ ฟังแล้วไพเราะแถมยังจำง่ายด้วยหลินฉางจื้อ นายว่าไง?”
“ฉันว่าดีแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรต้องให้อาเล็กตัดสินสิ” หลินฉางจื้อแย้ง
ทิงเสวี่ยพิจารณาชื่อ ‘เมฆาดั่งภาพวาด’ อย่างจริงจังแล้วจึงเอ่ยปาก “ฉันว่าก็ไม่เลวนะแต่รู้สึกว่ามันอ่อนหวานไปหน่อย ฉันอยากให้นามปากกาของฉันมีคำว่า ‘หิมะ’ อยู่ด้วยพวกนายช่วยคิดชื่อที่มีคำว่าหิมะหน่อยสิ”
“‘คุณชายอาภรณ์หิมะ’ เธอว่าดีไหม?” ฉินหยวนเฟิงเสนออีกครั้ง
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘คุณชายอาภรณ์หิมะ’ ภาพของชายหนุ่มรูปงามในชุดขาวผู้มีความอ่อนโยนและอบอุ่นดุจหยกก็ผุดขึ้นในจินตนาการของทิงเสวี่ย
แต่หลินฉางจื้อกลับส่ายหน้าทันควัน“ฉินหยวนเฟิง นายตั้งนามปากกาให้อาเล็กของฉันนะ ไม่ใช่ตั้งให้ตัวเอง อาเล็กของฉันเป็นผู้หญิงจะเรียกว่าคุณชายได้ยังไง?”
หวังกังเสริม “งั้นก็เรียกว่า‘แม่นางอาภรณ์หิมะ’ หรือ ‘เจ้าหญิงอาภรณ์หิมะ’ อะไรแบบนั้นสิ”
“‘เทพธิดาอาภรณ์หิมะ’ เป็นไง?” ฉินหยวนเฟิงเองก็รู้สึกว่า ‘คุณชาย’ ไม่เหมาะ ในสายตาของเขาทิงเสวี่ยเปรียบเสมือนเทพธิดาตัวน้อยๆ อยู่แล้ว สำหรับชื่อ ‘เทพธิดาอาภรณ์หิมะ’ นี้ทั้งหวังกังและหลินฉางจื้อต่างยกมือเห็นด้วย
หลินฉางจื้อรีบประจบเอาใจทันที“ในใจของผม อาเล็กก็คือเทพธิดาองค์หนึ่งเทพธิดาทุกองค์ล้วนทั้งสวยทั้งใจดีแถมยังฉลาดอีกด้วย”
ทิงเสวี่ยได้ฟังก็ถึงกับพูดไม่ออก“...”
ทว่าหวังกังและฉินหยวนเฟิงกลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่รู้ตัว
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเวลาส่งต้นฉบับ ทิงเสวี่ยก็เปลี่ยนมาใช้นามปากกาว่า ‘เทพธิดาอาภรณ์หิมะ’ แทน หลังจากส่งผลงานชิ้นที่สองออกไปแล้วเธอก็หันกลับมาทุ่มเทเตรียมตัวสำหรับการสอบปลายภาค