เช้าวันเสาร์ต่อมามิสเตอร์โคชทิ้งให้ผมเฝ้าร้านอยู่เพียงลำพัง เขาพาภรรยากับลูกๆไปส่งที่สถานีรถไฟเพื่อเดินทางไปตากอากาศนอกเมืองและจะอยู่ที่นั่นตลอดฤดูร้อนที่กำลังมาถึง
ผมทำงานไปเรื่อยๆจัดโต๊ะให้เรียบร้อย แช่เบียร์ไว้ให้เย็น ปัดกวาดพื้นห้องจนสะอาดหลังจากนั้นก็ล้างห้องน้ำ เช็ดกระจกตู้ใส่เหล้า ขณะกำลังจะล้างกระจกหน้าต่างโดยเอาแปรงจุ่มน้ำยาค่อยๆ ไถกระจกให้ใสก็ได้ยินเสียงเรย์ร้องทักอยู่ข้างล่าง
“เฮ้...ท่าเหมือนคนล้างกระจกมืออาชีพเลยนี่หว่าเพื่อน”
“ก็ต้องมีลูกเล่นบ้างสิจำเขามาน่ะ...มันต้องมีวิธีการกันหน่อย” ผมร้องตอบอย่างภาคภูมิใจแล้วค่อยๆไต่มาจากของหน้าต่างเพราะงานเสร็จพอดี
“เข้ามาก่อนสิมิสเตอร์โคชไม่อยู่หรอก”
เจอรี่กับเรย์เดินเข้ามาในร้านดูเหมือนจะเป็ครั้งแรกที่เด็กอย่างพวกเขาได้เข้ามาในสถานที่เช่นนี้
“ขอเราเล่นบิลเลียดหน่อยได้ไหมแฟรงกี้?” เรย์ถาม
“ไม่ได้นายยังเด็กอยู่ ที่นี่เขามีกฎว่าเด็กห้ามเล่น เห็นประกาศนั่นไหมล่ะถ้าเรามีเด็กเข้ามาเล่นก็จะต้องถูกปิดทันที
“งั้นบ่ายนี้ไปว่ายน้ำเล่นกันไหมล่ะ?”เจอรี่ถาม
“คงได้มั้ง บ่ายๆนายลองแวะเข้ามาสิ ถ้างานไม่ยุ่งนักจิมมี่คงอนุญาตให้เราไปได้”
“โอเคถ้างั้นเราไปก่อนนะ แล้วจะแวะมาหานายอีกที”
บ่ายวันนั้นอากาศค่อนข้างร้อนมิสเตอร์โคชกลับเข้ามาอย่างอารมณ์ดี ผิวปากดังลั่นไปหมดอาจจะเป็เพราะปลอดทั้งเมียและลูกก็เป็ได้และเพราะว่าเราไม่มีอะไรที่จะต้องทำมากนัก เขาจึงอนุญาตให้ผมออกไปเที่ยวได้สัก2-3ชั่วโมง
เรา3คน เดินไปตามถนนที่ตัดเข้าท่าเรือ ผมเห็นมาร์ตินเดินอยู่ไม่ไกลนัก
“เฮ้...มาร์ตี้”
เขาเดินเข้ามาหาผมจึงจัดการแนะนำให้เขาได้รู้จักกับเพื่อนๆ และชวนเล่นน้ำด้วยกัน
“ไปก็ได้ ถ้าคนอื่นๆไม่ขัดข้อง”
“เฮ่ย ไม่หรอกอย่าห่วงไปหน่อยเลยน่า”
ที่สะพานท่าน้ำมีพวกเด็กๆ นั่งกันอยู่เต็มไปหมด มีบางคนที่ผมรู้จัก ปีเตอร์ซานเปโรกับพวกของเขาก็อยู่ที่นั่นด้วยแต่เราไม่ได้พูดกันแล้วผมก็ไม่สนใจมันด้วย
เราถอดเสื้อผ้าออกแล้วก็ลงไปลอยคอกันในน้ำว่ายออกห่างจากตลิ่งเล็กน้อยเพื่อหนีเศษขยะที่ลอยอยู่ใกล้ๆรู้สึกอุ่นสบายเสียเหลือเกิน เจอรี่ โควานร้องบอกผมว่า
“ถ้านายไปเที่ยวนอกเมืองอย่างที่เราชวนนายจะได้ว่ายน้ำในทะเลสาบด้วย สะอาดกว่านี้มาก”
เสียงเครื่องบินดังก้องอยู่เหนือศีรษะเราแหงนหน้าขึ้นมอง กู่ะโใส่เครื่องบินกันอย่างสนุกสนาน
“สงสัยนักบินจะเป็รัคเคนเบอเกอร์ว่ะ”
“ไม่มีทางถ้าใช่ก็เทวดาน่ะสิ รัค เคนเบอเกอร์ตายไปตั้งนานแล้ว” ผมว่า
“เฮ้ย...ยังไม่ตาย”มาร์ตินะโตอบ “ยังอยู่ เมื่อเร็วๆนี้ยังยิงเครื่องบินเยอรมันตกเลย”
“เอาเถอะน่า ยังไงๆเราก็ต้องยอมรับว่าอเมริกามีเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่สุดในโลกและนักบินอเมริกันเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”เรย์ะโตอบมา
เราว่ายน้ำเล่นกันอยู่พักใหญ่เสร็จแล้วก็ขึ้นมาผึ่งแดดกันอยู่บนท่าเรือทุกคนเปลือยกายหมดเพราะตรงนั้นห่างจากถนนมาก ไม่มีใครสามารถมองเข้ามาเห็นได้เมื่อถึงแล้วเราก็ลงนอนนิ่งๆ กันอยู่เป็ครู่แดดร้อนเปรี้ยงผมก็เลยเอาเสื้อมาปิดหน้าไว้
มีเงาๆหนึ่งทาบลงมาบนร่าง เสียงถามกระชากๆ ดังมาว่า
“ใครอนุญาตให้ไอ้ยิวห่...นี่มาเล่นน้ำที่ท่าของกูวะ?”
ผมกำลังคิดอยู่ว่าใครคนนั้นคงจะพูดกับมาร์ตินก็เลยนอนเฉยอยู่อย่างนั้น จะดูสิว่ามันจะเอาอย่างไรกัน...
“เฮ้ยพรรคพวก...มาตรงนี้หน่อย...มาดูสิว่าไอ้ลูกยิวมันทำด้วยอะไร?”
มีเสียงฝีเท้าเดินเรียงกันเข้ามาหยุดอยู่ไม่ไกลจากที่เรานอนอยู่เท่าไรนัก
“เฮ้ย...ตลกดีไหมล่ะ...?”แล้วก็มีเสียงหัวเราะเฮฮาดังลั่นขึ้นผมดึงเสื้อออกจากใบหน้าแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เจอรี่ เรย์และมาร์ติน นั่งอยู่ใกล้ๆทุกคนแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว มีแต่ผมเท่านั้นที่ยังแก้ผ้าอยู่
“ถ้านายหมายถึงเราละก็จะบอกให้ว่าเราชื่อแฟรงกี้ เคนและไม่ใช่ยิวด้วย สงสัยอะไรอีกไหม?”
“เออ...ไอ้นี่เองเด็กจากเซ้นท์ เทอเรซยังไงล่ะ” เด็กคนหนึ่งร้องขึ้น
“เออสิวะผมเดินเข้าไปชิดตัวมัน...
“เฮ้ย ขอโทษโว้ยก็กูไม่ชอบยิวนี่หว่า อยากเจอสักตัวแถวนี้จะได้เตะให้ตกท่าเลย”
ก่อนที่ผมจะทันตอบมาร์ตี้ก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมายืนเคียงข้าง
“กูนี่ละวะยิวเอา...เข้ามาเตะให้ตกท่าเลยสิ”
เด็กคนนั้นสูงกว่ามาร์ตี้เล็กน้อยขณะนั้นมาร์ตี้กำลังยืนหัวหลังให้แม่น้ำเ้าคนหนึ่งพุ่งตัวเข้ามาหมายจะผลักมาร์ตี้ให้หงายหลังลง แต่มาร์ตี้ถอยหลบทันเ้านั่นพุ่งเข้ามาเร็วเกินไปก็เลยถลาลงน้ำไปแทน พวกเราหัวเราะกันลั่นไปหมด
“เป็ไง...รู้สึกว่ายิวจะสมาร์ทไปหน่อยสำหรับพวกแกนะห่ะ...”
เ้านั่นว่ายกลับเข้ามาและพยายามไต่ขึ้นบนบกเกาะขอบท่าเอาไว้แต่พลาด เป็ผลให้หงายหลังกลับลงไปในน้ำอีกเราก็เลยได้หัวเราะกันอีก
เราเล่นสนุกกันอยู่พักใหญ่จึงได้แต่งตัวเตรียมกลับบ้านเจอรี่กระซิบผมเบาๆ ว่า
“อย่าลืมนะพรุ่งนี้เสร็จจากโบสถ์เช้าแล้ว นายต้องไปบ้านเราจะได้พบกับพ่อ”
ตอนที่ผมก้าวเข้าไปในร้านมิสเตอร์โคชกำลังยุ่ง ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการหลายคนแล้ว
“เฮ้ย...!ลงไปเอาเบียร์เย็นๆ ขึ้นมาสักสองสามขวดสิ...เร็วๆ ด้วย” เขาสั่งเสียงดังลั่นแต่ก็แย้มยิ้มดีและผมก็รับคำสั่งนั้นด้วยความเต็มใจ อดคิดถึงซิลค์เฟนเนลลิขึ้นมาวูบหนึ่งไม่ได้
วันอาทิตย์โคชจะปิดร้าน 1วัน ผมเองก็ไปไหนตลอด่เช้าไม่ได้ จะต้องอยู่ทำพิธีนมัสการเพราะผมเป็เด็กในหลังจากเสร็จพิธีนมัสการเมื่อเวลาใกล้เที่ยงแล้วผมจะต้องกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อรอเวลาอาหารค่ำและบางทีผมก็ออกไปสนามโปโล ไม่ก็ไปดูหนังหรือดูบอลตามเื่สำหรับอาทิตย์นี้ผมสัญญากับเจอรี่ไว้ว่าจะไปพบกับพ่อเขาที่บ้าน
พ่อของเจอรี่เป็นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กอย่างที่ผมได้บอกไว้แล้วเขาสังกัดพรรคเดโมแครท เป็คนที่ประชาชนให้การสนับสนุนมากคนหนึ่งท่าทางเขาเป็มิตรกับผู้คนอยู่มากพร้อมที่จะััมือและฉีกยิ้มได้ถูกจังหวะอยู่เสมอ บอกตรงๆ ว่าผมไม่ได้ชอบเขาเลยเพราะมีเื้ัที่ฝังใจอยู่กับเขามานานแล้วนานเสียก่อนที่ผมจะได้รู้จักกับเจอรี่ โควานผู้ลูกเสียอีก
ตอนนั้นอยู่ใน่เวลาระหว่างการหาเสียงและมิสเตอร์โควานผู้นี้แหละที่ได้มาพูดที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในวันขอบคุณพระเ้าและร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยเขาปราศรัยได้ไพเราะเพราะพริ้ง ชนิดที่เด็กๆอย่างเราไม่มีวันที่จะเข้าใจคำพูดแบบนั้นได้เลยแต่เราก็ไม่แคร์กันนักเพราะห่วงที่จะได้กินอาหารดีๆ กันมากกว่า
ประมาณสัก 3ทุ่มเห็นจะได้ ที่เขาขอให้ผมช่วยหยิบซิการ์ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อนอกพอเอามาส่งให้เขาก็ส่งเหรียญ 25 เซ็นต์ให้ผม
“นี่สำหรับการประพฤติตนเป็เด็กดี”เขาพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน
“ขอบคุณครับ”ผมตอบเบาๆ แล้วก็เกิดนึกขึ้นมาได้ว่าครูสอนไว้อย่างไรผมก็เลยเดินไปหย่อนเหรียญนั้นลงในกล่องรับบริจาคพอมิสเตอร์โควานเห็นผมทำอย่างนั้นเข้า เขาทำท่าพออกพอใจมาก
“แหม...หนูนี่เป็เด็กดีเหลือเกิน...ไหน...มานี่หน่อยสิ...หนูชื่ออะไร?”
“ฟรานซิส เคนครับ”
“อา...ฟรานซิส...ดีละนี่เงินอีก 5 เหรียญสำหรับการบริจาคบำรุงโบสถ์แต่ก่อนที่หนูจะเอาเงินนี้ไปหย่อนลงในกล่องบอกสิว่าหนูอยากได้อะไรเป็ของขวัญวันคริสตมาส?”
“รถรางไฟฟ้าครับ”ผมตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เพราะสิ่งนี้อยู่ในใจมานานนักแล้ว
“อา...ได้สิ...หนูจะได้รถรางไฟฟ้ารู้ไหม...ผมก็มีลูกชายอายุขนาดหนูนี่แหละอยู่ที่บ้านและเขาก็อยากได้อยู่เหมือนกันเลยได้พร้อมกันสองคนเลย” เขายิ้มให้ผมอย่างอบอุ่น เอาเงิน 5เหรียญ ยัดใส่มือผมให้ผมเอาไปใส่ลงในกล่อง
หลังจากนั้นผมก็ตั้งหน้าตั้งตานับวันจนกระทั่งถึงวันคริสตมาส ในตอนเช้าวันนั้นตอนที่ผมลงไปดู
คริสตมาสต้นใหญ่ที่ตั้งอยู่ในห้องอาหารหัวใจผมเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าจะต้องได้รถรางไฟฟ้า แต่มองเท่าไรก็ไม่เห็นบางทีเขาอาจจะยังไม่ส่งมาก็ได้ ผมไม่ยักคิดว่าเขาจะลืมสัญญา
จนวันผ่านไปผมก็ยังไม่ได้รถรางไฟฟ้าสักทีแต่ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่เลิกหวัง จนกระทั่งถึงเวลาเข้านอนนั่นเองที่ผมเกิดความรู้สึกผิดหวังขึ้นมาอย่างจริงจัง ผมซุกหน้าลงกับหมอนร้องไห้เงียบๆ
คุณพ่อเบิร์นฮาร์ทเดินเข้ามาในห้องตอนนั้นพอดี
“เป็อะไรหรือฟรานซิส?”น้ำเสียงที่อบอุ่นของท่านเป็มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุขอย่างจริงใจทำให้ผมน้ำตาไหลพรากออกมามากขึ้น
ผมลุกขึ้นนั่งและเล่าเื่รถรางไฟฟ้าให้ท่านฟังด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นด้วยแรงสะอื้นท่านนั่งฟังเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ปลอบว่า
“ฟรานซิสไม่ต้องร้องไห้ อย่าเสียน้ำตาให้เื่เล็กน้อยอย่างนี้เลย ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้เพราะเื่เล็กน้อยหรอกอีกอย่างหนึ่งตอนนี้พ่อได้ยินมาว่า คุณเอลเดอแมน โควาน กำลังหาเสียงอยู่ในฟลอริด้าเขาไปั้แ่เดือนก่อนเขาอาจจะยุ่งอยู่กับงานของเขามากกว่าจะมาคิดถึงเื่นี้ก็ได้” พูดจบท่านก็ลุกขึ้นยืนข้างเตียงผม
“เอาละ นอนเสีย...เราต้องรักษาตัวให้แข็งแรงพรุ่งนี้พ่อจะพาไปเล่นรถที่สวนสาธารณะ ตอนนี้หิมะกำลังตกด้วย ลูกจะเห็นเองว่าขนาดจะยื่นหัวออกไปนอกรถยังไม่ได้เลย”
ผมมองเห็นภาพตัวเองกำลังเล่นรถอยู่ในปุยหิมะน้ำตาเหือดแห้งไปแล้ว ผมล้มตัวลงนอนในเตียงอย่างว่าง่ายแต่ก่อนจะหลับ ผมได้ยินคุณพ่อเบิร์นฮาร์ทพูดกับใครอยู่แว่วๆในห้องโถง
“พ่อไม่แปลกใจหรอกที่นักการเมืองจะผิดสัญญากับประชาชน แต่พ่อไม่เห็นด้วยที่เขาทำให้หัวใจเล็กๆต้องสลายเพราะการไม่รักษาสัญญาของเขา” จากนั้นไฟในห้องโถงกลางก็ดับลง
นับแต่วาระนั้นเป็ต้นมาผมก็ผูกใจเกลียดเอลเดอแมน โควาน ทั้งๆ ที่ยังเป็เด็กอย่างนี้แหละ